มณฑลกวางตุ้งกับคลื่นแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ตอนที่ 1 ปัญญาประดิษฐ์กับรถยนต์ไร้คนขับ

ผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า “ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial intelligence)” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์ทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว เช่น เมื่อเรากดดูวีดีโอใน YouTube ค้นหาข้อมูลใน Google ซื้อสินค้าออนไลน์ หรือแม้แต่ สอบถามพยากรณ์อากาศจาก Siri หรือ Alexa สิ่งเหล้านี้ล้วนแล้วแต่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทั้งสิ้น ปัจจุบัน ประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ คือ สหรัฐอเมริกาและจีน โดยในส่วนของจีนได้เร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ด้วยการทุ่มงบประมาณและออกนโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ มากมาย โดยมีจุดประสงค์เดียว คือ การเป็นหนึ่งในด้านปัญญาประดิษฐ์   ของโลก ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า ด้วยศักยภาพของการวิจัยและพัฒนาและปริมาณข้อมูลอันมหาศาลของจีนจะทำให้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ไม่ยาก

จีนเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ และอะไรคือพัฒนาการด้านปัญญาประดิษฐ์ล่าสุดที่เราต้องจับตามอง ก่อนอื่นเรามาเข้าใจช่วงของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์กันก่อน ในหนังสือ AI Superpowers ที่เขียนโดย นาย Kai-fu Lee ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และผู้บริหารบริษัท Sinovation โดยได้แบ่งพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ออกเป็นคลื่น 4 ลูก ได้แก่

คลื่นลูกที่ 1 Internet AI คือ การใช้อัลกอริทึม (Algorithm) ประมวลข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์เพื่อใช้ในการแนะนำสิ่งที่มนุษย์ต้องการหรือชอบ เช่น การแสดงสินค้าที่เราสนใจบนเว็บขายสินค้าออนไลน์โดยที่เรายังไม่ได้ค้นหา การแนะนำข่าวที่เราสนใจเพื่อให้เราคลิ๊กอ่าน หรือการแนะนำวีดีโอที่เราชอบหลังดูวีดีโอเสร็จบนเว็บไซต์วีดีโอ เป็นต้น

คลื่นลูกที่ 2 Business AI คือ การนำข้อมูลจำนวนมากมาประมวลเพื่อวิเคราะห์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น บริษัทประกันภัยนำข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์เพื่อออกแบบแพคเกจประกันภัยที่เหมาะสม โรงพยาบาลนำข้อมูลการรักษามาวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ หรือธนาคารนำข้อมูลการเงินมาวิเคราะห์เพื่อปล่อยสินเชื่อ

คลื่นลูกที่ 3 Perception AI คือ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่รับรู้ข้อมูลด้วยการมองเห็นและได้ยินเสียงมาใช้งานในด้านต่าง ๆ เช่น การให้คำสั่งลำโพง Echo ของ Amazon เพื่อโทรหรือส่งข้อความ หรือการสั่งลำโพง XIAO AI ของ Xiao Mi เพื่อหาเพลงที่เราชื่นชอบ หรือการวินิจฉัยโรคด้วยภาพถ่ายทางการแพทย์ของ Tencent เป็นต้น

คลื่นลูกที่ 4 Autonomous AI คือ ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถมองเห็น ได้ยิน และสามารถตัดสินใจหรือและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง เช่น ระบบรถยนต์ไร้คนขับ และระบบโดรนอัจฉริยะ เป็นต้น

ในครั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ณ นครกว่างโจวจะมาเล่าให้ผู้อ่านทราบถึงพัฒนาการล่าสุดของปัญญาประดิษฐ์ของมณฑลกวางตุ้งในฐานะเป็น 1 ใน 3 ของศูนย์กลางเทคโนโลยีของจีน นั้นคือ “ปัญญาประดิษฐ์ด้านการขับเคลื่อนอัตโนมัติ” หรือ Autonomous AI ของมณฑลกวางตุ้ง แต่ก่อนที่ศูนย์ BIC จะเล่า เราขอเท้าความถึงความเป็นมาและจุดเริ่มต้นของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในจีนและมณฑลกวางตุ้งให้ผู้อ่านได้รับทราบกันก่อน

รัฐบาลจีนเร่งส่งเสริมการพัฒนา หวังสร้างปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก
รัฐบาลจีนพูดถึง “ปัญญาประดิษฐ์” ครั้งแรกเพียงเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว โดยนายหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีจีน (State Council executive meeting) ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2558 ที่กรุงปักกิ่งว่า โครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ว่าเป็นภารกิจและเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญของจีน ซึ่งต่อมา ปัญญาประดิษฐ์ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติจีน ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 และคณะรัฐมนตรีจีนได้ประกาศแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ (Next Generation Artificial Intelligence Development Plan) โดยมีเป้าหมายให้จีนมีความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับสากล และเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่สำคัญของโลกภายในปี ค.ศ. 2030

รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งประกาศนโยบายร่วมผลักดัน
ในส่วนของรัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สำคัญ 2 รายการ ได้แก่ (1) “แผนปฏิบัติการของมณฑลกวางตุ้งเพื่อส่งเสริมการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) (พ.ศ. 2559 – 2563)” โดยสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์ ด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural language processing) ปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง (Machine Learning) และปัญญาประดิษฐ์แบบระบบเรียนรู้เชิงลึก (Deep learning) และ (2) “แผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ของมณฑลกวางตุ้ง” โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกภายในปี 2573 นอกจากนี้ ล่าสุด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 มณฑลกวางตุ้งยังอนุมัติงบประมาณกว่า 10 ล้านหยวน (1.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อีกด้วย

บริษัทด้าน AI ในมณฑลกวางตุ้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภายหลังจากรัฐบาลจีนและรัฐบาลท้องถิ่นได้ร่วมกันรดน้ำพรวนดินให้กับต้นกล้าของปัญญาประดิษฐ์ ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ของจีนก็เจริญเติบโตและออกผลงดงาม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 เว็บไซต์ Tianyancha.com (เว็บไซต์ตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในจีน) เผยข้อมูลการจดทะเบียนบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ในจีน โดยระบุว่า มณฑลกวางตุ้งมีจำนวนบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์มากที่สุดในจีน จำนวน 155,827 แห่ง โดยกรุงปักกิ่งมากเป็นอันดับ 2 จำนวน 124,801 แห่ง และมณฑลฝูเจี้ยนมาก เป็นอันดับ 3 จำนวน 66,504 แห่ง และระบุด้วยว่า บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ร้อยละ 83 ของจำนวนบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ทั้งหมดจดทะเบียนบริษัทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศจีนได้ออกรายงานสมุดปกขาว เรื่อง โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของจีน โดยในรายงานได้แบ่งโครงสร้างของห่วงโซ่อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจต้นน้ำ (Downstream) เช่น ระบบเซ็นเซอร์ ระบบปฏิบัติการ และระบบประมวลผลคลาวน์คอมพิวติ้ง  ธุรกิจกลางน้ำ (Midstream) เช่น การประมวลผลภาษาธรรมชาติ และปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง และธุรกิจปลายน้ำ (Upstream) คือ ธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์อัจฉริยะและแอปพลิเคชัน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ (wearable devices) ผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistant) (Siri Alexa หรือ Xiao AI) และหุ่นยนต์อัจฉริยะ โดยในรายงานดังกล่าว ระบุว่า มณฑลกวางตุ้งมีจำนวนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจกลางน้ำและปลายน้ำมากเป็นอันดับ 1 ของจีน แต่ถึงแม้ว่าระดับการพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์จะไม่ได้วัดด้วยจำนวนบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่จำนวนบริษัทก็สะท้อนได้ว่า มณฑลกวางตุ้ง   มีสิ่งแวดล้อมและศักยภาพการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ดีและจำนวนบริษัทมากกว่าย่อมได้เปรียบเสมือนกำลังที่มีมากกว่า

บริษัทเทคโนโลยีโดดเด่นด้วย Autonomous AI
ในมณฑลกวางตุ้งมีบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากที่ได้นำ Autonomous AI มาใช้กับธุรกิจ เช่น โดรนของบริษัท DJI บริษัท XAG และบริษัท Ehang หรือ รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติของบริษัท Pony.AI บริษัท WeRide หรือบริษัท Xpeng โดยในวันนี้ ศูนย์ BIC จะขอยกตัวอย่างพัฒนาการของบริษัท WeRide และ บริษัท Xpeng ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครกว่างโจว และศูนย์ BIC ยังมีโอกาสเดินทางเยือนในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย

บริษัท WeRide เป็นสตาร์ตอัพแท็กซี่แห่งแรกของจีนที่เริ่มทดลองแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ที่นครกว่างโจว โดย Robotaxi ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 4 (Level 4 Autonomous Driving Technologies) ซึ่งบริษัท WeRide ได้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นระบบอัลกอริทึม (Algorithm) ของตัวเอง เรียกว่า “WeRide ONE” โดยทำหน้าที่ประมวลข้อมูลสภาพอากาศและการจราจร และยังใช้ Perception AI ที่ทำงานผ่านระบบเซ็นเซอร์และกล้อง 11 ตัวตรวจจับและจำแนกสภาพแวดล้อมซึ่งจะช่วยให้รถสามารถขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

บริษัท WeRide ยังให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับแบบเต็มรูปแบบเป็นบริษัทแรกในจีน โดยจำกัดพื้นที่การให้บริการเฉพาะในเขตหวงผู่ นครกว่างโจวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 โดยปัจจุบัน Robotaxi มีทั้งหมด 100 คัน ให้บริการแล้วกว่า 147,128 เที่ยวเป็นระยะมทางกว่า 2,600,000 กิโลเมตร และที่สำคัญยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท WeRide ยังได้รับเงินลงทุนจากบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น บริษัท Sinovation เครือบริษัท Renault-Nissan-Mitsubishi บริษัท SenseTime และล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคม 2563 บริษัท WeRide ได้รับการระดมทุนจากเครือบริษัท Yutong ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถบัสโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเงินลงทุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแผนที่จะพัฒนา รถบัสโดยสารไร้คนขับต่อไปในอนาคต

Xpeng ดาวเด่นของรถยนต์ส่วนบุคคลขับเคลื่อนอัตโนมัติ
บริษัท Xpeng เป็นบริษัทรถยนต์ส่วนบุคคลพลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครกว่างโจว โดยรถยนต์ของบริษัท Xpeng ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของตนเองที่มีชื่อว่า “XPILOT” ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ประมวลผลการขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยใช้ข้อมูลจากระบบการตรวจจับวัตถุและสภาพอากาศ นอกจากนี้ XPILOT ยังความโดดเด่นในเรื่องความเชี่ยวชาญต่อสภาพถนนของจีนและสามารถขับเคลื่อนบนถนนที่มีอุปสรรคมาก เช่น ถนนคับแคบ ถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถรถจอดรถอัตโนมัติได้อีกด้วย นอกจากนี้รถยนต์ของ Xpeng ยังโดดเด่นในเรื่องการขับเคลื่อนได้ไกล 706 กิโลเมตรต่อการอัดประจุไฟฟ้าเต็ม 1 ครั้ง ซึ่งเป็นระยะทางการขับเคลื่อนต่อการอัดประจุไฟฟ้าหนึ่งครั้งที่ไกลที่สุดในโลก

ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันอันดุเดือดเนื่องจากการมีผู้ผลิตรถยนต์เข้ามาแข่งขันจำนวนมาก รวมถึงผู้บริโภคชาวจีนหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้ และที่สำคัญรัฐบาลท้องถิ่นให้การสนับสนุนด้านการเงินอีกด้วย ทั้งนี้ หัวใจของการแข่งขันในสมรภูมินี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวรถและพลังงานขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ปัญญาประดิษฐ์ด้านการขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือ Autonomous AI” ที่เป็นขุมพลังของการแข่งขันอย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่า “รถยนต์พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติ” ยังไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางมากนักในไทย แต่ศูนย์ BIC  เชื่อว่า “โอกาสมักจะเป็นของผู้ที่เตรียมพร้อมเสมอ” นักธุรกิจด้านพลังงานและเทคโนโลยีของไทยควรหันมามองมณฑลกวางตุ้งที่ซึ่งปัจจุบันได้ก้าวสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยี จับมือและเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ในไทยต่อไป ในตอนที่ 2 ศูนย์ BIC จะมาเล่าถึง “Perception AI” หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรับรู้และเข้าใจคำสั่งของมนุษย์ และการประยุกต์ใช้งานในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งบอกได้เลยว่า “เมืองเซินเจิ้น” คือหนึ่งในศูนย์กลางของ Perception AI ของจีน แต่ทำไมเซินเจิ้น กลายมาเป็นศูนย์กลางของ Perception AI แล้วไทยจะมีโอกาสจากเทคโนโลยีนี้หรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป

นายสรศักดิ์ บุญรอด เขียน
18 มกราคม 2563

แหล่งที่มาของข้อมูล
https://www.e-works.net.cn/report/201710ai/ai.html
http://www.dvracn.com/a/xingyexinwen/2018/0801/335.html
http://www.gov.cn/zhengce/content/2017-07/20/content_5211996.htm https://baijiahao.baidu.com/s?id=1608919203909717084&wfr=spider&for=pc
https://f.qianzhan.com/chanyeguihua/detail/191106-40cea001.html / https://finance.ifeng.com/c/7xki1SNXjSB
https://www2.deloitte.com/content/dam/Deloitte/cn/Documents
https://www.reuters.com/article/us-weride-autonomous/chinese-autonomous-vehicle-company-weride-raises-200-million-from-bus-maker-yutong-idUSKBN28X03M

Sorasak Bunrod

Sorasak Bunrod

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครกว่างโจว

Print

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม