ผู้นำเข้าเลือกใช้ “ด่านรถไฟผิงเสียง” ดันยอดนำเข้าผลไม้พุ่ง ช่องทาง (ไม่) ใหม่ของผู้ส่งออกผลไม้ไทยไปจีน
16 Aug 2025
เรียกได้ว่า… ปัจจุบัน ผู้ส่งออกผลไม้ไทยไปจีนมีตัวเลือกในการขนส่งทุกช่องทาง นอกจากการขนส่งด้วยรถบรรทุก เรือ และเครื่องบินแล้ว การขนส่งทาง “รถไฟ” ได้เริ่มเป็นที่นิยมและเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ในแวดวงผู้ส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ไม่เฉพาะ “ด่านรถไฟโม่ฮาน” เท่านั้น
อันที่จริง “ด่านรถไฟผิงเสียง” (Pingxiang Railway Port/凭祥铁路口岸) ของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เป็น “ด่านนำเข้าผลไม้ทางรถไฟ” แห่งแรกของประเทศจีน ถือเป็นทางเลือก(ไม่)ใหม่สำหรับผู้ส่งออกไทยที่ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเป็นช่องทางในการระบายผลไม้ไทยไปจีนที่ช่วยลดอุปสรรคด้านการขนส่งได้อย่างมากทีเดียว
สำหรับปี 2568 การนำเข้าผลไม้ผ่าน “ด่านรถไฟผิงเสียง” ของปีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ผลไม้นำเข้ามีทุเรียนและมังคุดเป็นหลัก จนกระทั่งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นช่วง peak ของการขนส่งที่ด่านรถไฟผิงเสียงแห่งนี้ โดยมากกว่าครึ่งเป็นการขนส่งทุเรียน จากคำบอกเล่าของคุณซู สือสวง (Su Shixiong/苏时雄) รองนายสถานีรถไฟผิงเสียง
ไตรมาส 2/2568 นับตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2568 “ด่านรถไฟผิงเสียง” มีปริมาณการนำเข้าผลไม้สะสม 12,200 ตัน ในบรรดาสินค้าทั้นำเข้าผ่านด่านรถไฟผิงเสียง สินค้าผลไม้มีสัดส่วนร้อยละ 29.4 หรือเกือบ 1/3 ของสินค้านำเข้าทั้งหมด
———————————- จากการเปิดเผยของบริษัท China Railway Nanning Bureau Group
(中国铁路南宁局集团有限公司)
คุณซูฯ รองนายสถานีรถไฟผิงเสียง ให้ข้อมูลว่า การขนส่งผลไม้ต้องคำนึงถึงระดับความสดใหม่ ด่านรถไฟผิงเสียงได้นำอุปกรณ์จ่ายไฟฟ้าให้ตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียนและมังคุด เพื่อให้ผลไม้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ ช่วยลดความเสียหายของผลไม้ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิความร้อน และสร้างหลักประกันด้านคุณภาพให้กับผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานีรถไฟผิงเสียงกับสถานีรถไฟด่งดังมีกลไกการประสานงานอย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟผิงเสียงจะติดต่อสื่อสารกับฝั่งเวียดนามล่วงหน้าเพื่อให้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้าและความต้องการพิเศษ อย่างเช่นตู้ทำความเย็น (Reefer Container) ของผลไม้สด จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ (Priority) ตั้งแต่การจัดขบวนรถ การลำเลียงขนส่ง การจัดกำลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจปล่อยขบวนรถและสินค้า โดยผลไม้นำเข้าสามารถเคลียร์สินค้าเสร็จอย่างเร็วสุดใน 3 ชั่วโมงเท่านั้น

ชวนมาทำความรู้จักกับ “ด่านรถไฟผิงเสียง” ตั้งอยู่ในเมืองอำเภอระดับผิงเสียง (Pingxiang City/凭祥市) ภายใต้การกำกับดูแลของเมืองฉงจั่ว ห่างจากด่านทางบกโหย่วอี้กวานราว 14 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟด่งดัง (Đồng Đăng) จังหวัดลางเซินเพียง 17 กิโลเมตร
- เดือนกุมภาพันธ์ 2563 สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้อนุมัติให้เป็นด่านนำเข้าผลไม้อย่างเป็นทางการ (ในเวลานั้น สามารถนำเข้าผลไม้เวียดนามได้เท่านั้น เพราะว่าผลไม้ไทยยังไม่ได้อยู่ในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สาม)
- วันที่ 29 เมษายน 2563 ได้รับการอนุมัติให้เป็น “ด่านนำเข้าผลไม้จากประเทศที่สาม” รวมถึงผลไม้ไทย
- เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 ด่านรถไฟผิงเสียง ได้จัดพิธีต้อนรับ “ผลไม้ไทย” ล็อตแรกที่ผ่านเข้าสู่ด่านรถไฟผิงเสียง โดยมีผู้แทนสถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง เข้าร่วมพิธีฯ ด้วย
ปัจจุบัน “ด่านรถไฟผิงเสียง” มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้ามากกว่า 966 ประเภท โดยเฉพาะสินค้าผลไม้ พบว่ามีความหลากหลายอย่างมาก ไม่เพียงแค่ทุเรียน มังคุด และขนุน ยังมีมะพร้าวไทย ที่มีการนำเข้าผ่านทางรถไฟอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากผ่านพิธีการศุลกากรเรียบร้อยแล้ว จะกระจายต่อไปยังหัวเมืองสำคัญในจีน ไม่ว่าจะเป็นนครกว่างโจว นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง ซึ่งช่วยตอบสนองความต้องการบริโภคผลไม้เมืองร้อนของผู้บริโภคชาวจีน
โอกาสของผู้ส่งออกผลไม้ไทย ด่านรถไฟผิงเสียงเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” ในการระบายผลไม้ไทย โดยเฉพาะช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหารถบรรทุกติดสะสมที่บริเวณด่านทางบกทั้งในเขตฯ กว่างซีจ้วงและฝั่งมณฑลยูนนาน การขนส่งทางรถไฟมีข้อได้เปรียบด้านศักยภาพการขนส่ง (ปริมาณการขนส่งเที่ยวละ 20-25 ตู้) ไม่สิ้นเปลืองน้ำมันและแรงงานคนขับ
ทั้งนี้ ผู้ส่งออกผลไม้ไทยสามารถใช้รถบรรทุกสินค้าลำเลียงสินค้าออกจากภาคอีสานทางถนน R8 (หนองคาย/บึงกาฬ) R9 (มุกดาหาร) และ R12 (นครพนม) ผ่าน สปป. ลาว เข้าสู่เวียดนาม ผ่านกรุงฮานอย มุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟด่งดัง จังหวัดลางเซิน เพื่อลำเลียงตู้สินค้าขึ้นขบวนรถไฟ ก่อนเข้าไปที่ด่านรถไฟผิงเสียงของกว่างซีด้วยระยะทางเพียง 17 กิโลเมตร
ใช้รถไฟกระจายสินค้าต่อในจีนก็ทำได้ รถไฟมีความได้เปรียบในการขนส่งระยะทางไกล จึงเหมาะกับการกระจายสินค้าไปที่หัวเมืองภาคตะวันออก/ภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่ตอนในทางภาคตะวันตกของจีน ส่วนการขนส่งระยะสั้น ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ยังคงเลือกใช้การขนส่งต่อด้วยรถบรรทุก เช่น หากส่งผลไม้ไปยังนครกว่างโจวของมณฑลกวางตุ้ง รถบรรทุกใช้เวลาเพียง 1-2 วัน จึงประหยัดเวลาได้มากกว่าทางรถไฟที่อาจต้องใช้เวลานานถึง 4 วัน
โดยสรุป การตัดสินใจเลือกใช้ช่องทางการขนส่งผลไม้ไทยไปจีน ผู้ส่งออกต้องพิจารณาหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพการจราจร/ปริมาณรถสินค้าในเส้นทางขนส่งสินค้า สถานการณ์การผลิตผลไม้ของเวียดนาม (ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับจีน และนิยมใช้การส่งออกทางถนนเช่นกัน) สถานการณ์การสุ่มตรวจสินค้าของด่าน (ทั้งการตรวจศัตรูพืช และสารโลหะหนัก อาทิ Basic Yellow 2 หรือ BY2 และสารแคดเมียม) รวมถึง “ตลาดปลายทาง” ด้วย เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนการขนส่งผลไม้ไทยไปจีน หลีกเลี่ยงสถานการณ์การกระจุกตัวของรถสินค้า ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากด่านต่าง ๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลสูงสุด
บีไอซี ขอเน้นย้ำว่า ในบริบทที่ประเทศจีนเปิดตลาดผลไม้ให้กับประเทศอื่นเพิ่มมากขึ้น (ไม่เฉพาะทุเรียน แต่รวมถึงผลไม้ชนิดอื่น) เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์การแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงที่จะมี ‘คู่แข่ง’ ในตลาดจีนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่จะต้องมีคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยสอดคล้องตามข้อกำหนดของทางการจีน แหล่งกำเนิดมีมาตรฐานการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice หรือ GAP) โรงงานแปรรูปมีมาตรฐานการรับรองคุณภาพการผลิตของผู้ผลิต (Good Manufacturing Practice หรือ GMP) และต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยไร้สารตกค้าง เพื่อ ‘สร้างแต้มต่อ’ ให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ส่งออกของไทย รวมทั้งสร้างความมั่นใจและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผลไม้ไทยในสายตาผู้บริโภคชาวจีน
จัดทำโดย นายกฤษณะ สุกันตพงศ์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง
ที่มา เว็บไซต์ www.gx.chinanews.com.cn (中新网广西) วันที่ 10, 11 มิถุนายน 2568
เว็บไซต์ http://gx.news.cn (广西新闻网) วันที่ 11 มิถุนายน 2568
หนังสือพิมพ์ Nanning Daily (南宁日报) วันที่ 11 มิถุนายน 2568
Wechat Official Account กรมคมนาคมขนส่งเขตฯ กว่างซีจ้วง วันที่ 11 มิถุนายน 2568
