ความฝันที่ (น่าจะ) เป็นจริงของเซี่ยงไฮ้ : เป้าหมายศูนย์กลางการเงินโลกภายใน ค.ศ. 2020 (ตอนที่ 1 : ก้าวแรกก่อนเดินหน้าต่อไป.. กับการดันเงินหยวนก้าวไกลสู่เวทีโลก)

26 Feb 2015

ท่านเคยทราบหรือไม่ว่า“นครเซี่ยงไฮ้” ได้เคยครองอันดับ 1 การเป็นผู้นำศูนย์กลางการเงินในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี ค.ศ. 1949 เหนือกว่าโตเกียว สิงคโปร์ และฮ่องกงเสียอีก แต่ด้วยการดำเนินนโยบายปิดประเทศของจีน ทำให้บทบาทด้านการเงินของนครเซี่ยงไฮ้ลดน้อยลงจนได้สูญเสียแชมป์ไปให้กับเมืองทั้ง 3 ดังกล่าวไปในเวลาต่อมา…..

แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของอดีตผู้นำและผู้วางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของจีนอย่างนายเติ้ง เสี่ยวผิง ทำให้นครเซี่ยงไฮ้กลับมามีบทบาทสำคัญด้านการเงินอีกครั้ง โดยในปี ค.ศ.1991 นายเติ้งฯ ได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาให้เซี่ยงไฮ้ก้าวไปไกลกว่าอดีตด้วยการเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของโลก เพื่อส่งเสริมบทบาทของจีนให้มีความเป็นสากล โดยนายเติ้งฯ ได้กล่าวไว้ว่า“เซี่ยงไฮ้เคยเป็นศูนย์กลางการเงินและสถานที่แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้อย่างเสรีในอดีต ดังนั้นการพัฒนาเซี่ยงไฮ้ในอนาคตจึงควรจะเดินตามแนวทางเดิมที่เซี่ยงไฮ้เคยมีบทบาทโดดเด่นมาก่อน และการที่จีนจะมีฐานะเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกนั้น จำเป็นจะต้องพึ่งพาเซี่ยงไฮ้เป็นอันดับแรก”

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เซี่ยงไฮ้ก็ได้รับการส่งเสริมและผลักดันทั้งจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเร่งส่งเสริมบทบาทของจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก โดยมีนครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญเฉกเช่นมหานครนิวยอร์ก ลอนดอน และโตเกียว คณะรัฐมนตรีจีนจึงได้ประกาศเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2009 กำหนดเป้าหมายการพัฒนาให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการเงินโลกภายในปี..2020 ควบคู่กับการผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลัก ของโลก (Yuan internationalization) ซึ่งแน่นอนว่าเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นและนโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลจีนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้นครเซี่ยงไฮ้กลับมามีบทบาทสำคัญในเวทีการเงินระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง

บทความฉบับนี้จะประมวลความคืบหน้าและวิเคราะห์ความพร้อมของนครเซี่ยงไฮ้ในการมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางด้านการเงินระหว่างประเทศของโลก โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จในการเป็นศูนย์กลางด้านดังกล่าว โดยเฉพาะปัจจัยด้านนโยบายที่สำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ การทำให้สกุลเงินของประเทศกลายมาเป็นสกุลเงินหลักของโลก และการเปิดเสรีตลาดทุน โดยบทความในตอนแรกมีชื่อว่า ก้าวแรกก่อนเดินหน้าต่อไป.. กับการดันเงินหยวนก้าวไกลสู่เวทีโลก

Hardware พร้อม Software เร่งพัฒนา… เดินมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย

การที่เมืองๆ หนึ่งจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการเงินระหว่างประเทศได้นั้น จะต้องมีความพร้อมในแง่โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน (Hardware) ในขณะเดียวกัน กฎระเบียบที่เอื้ออำนวยและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน (Software) ก็เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งหากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งแล้ว ก็คงเป็นเรื่องยากที่เมืองๆ นั้นจะสามารถเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศได้สำเร็จ

ปัจจุบัน นครเซี่ยงไฮ้ถือว่าเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางการเงินภายในประเทศจีนแล้ว และด้วยความพร้อมในด้านต่างๆ ผู้อยู่ในแวดวงด้านการเงินหลายรายจึงมีความเห็นว่า เซี่ยงไฮ้มีโอกาสที่จะก้าวเป็นเมืองศูนย์กลาง การเงินของโลกด้วย

โดยในด้าน“Hardware” นครเซี่ยงไฮ้ถือว่ามีความพร้อมอย่างมาก เพราะเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินชั้นนำทั้งจากจีนและต่างประเทศจำนวนกว่า 1130 แห่งในปัจจุบัน โดยมีการจัดตั้งเขตการเงินพิเศษ “ลู่เจียจุ่ย” ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจใหม่ผู่ตงภายในย่านใจกลางเมืองนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากทั่วโลก แต่ยังเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange: SSE) ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดพื้นที่เพื่อกิจกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค อีกทั้งมีมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Capitalization) และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ (Trade Value) เมื่อสิ้นปี 2011 สูงเป็นอันดับ 6 [1] ของโลกที่ 2.35 และ 3.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ

นอกจากนี้ เซี่ยงไฮ้ยังเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (National Foreign Exchange Trading Centre) ตลาดการกู้ยืมระหว่างธนาคาร (National Interbank Borrowing Centre) ตลาดล่วงหน้าทางการเงินของจีน (China financial future exchange) ตลาดพันธบัตรขนาดใหญ่ และตลาดทองคำแห่งเดียวในจีน ซึ่งทำให้นครเซี่ยงไฮ้กลายเป็นศูนย์กลางตลาดการเงินที่สมบูรณ์ที่สุดในจีน และมีความพร้อมในเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินของโลกได้ โดยล่าสุดนครเซี่ยงไฮ้ได้มีนโยบายเร่งเตรียมความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการเงินโลก ด้วยการจัดสรรพื้นที่บริเวณเฉียนทาน(前滩)ซึ่งอยู่ข้างฝั่งแม่น้ำหวงผู่ของเขตผู่ตงใหม่ให้เป็น “ลู่เจียจุ่ยแห่งที่ 2” เพื่อดึงดูดให้บริษัทข้ามชาติชั้นนำในด้านการเงินเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ส่วนภูมิภาคเป็นการเฉพาะด้วย

ส่วนในด้าน “Software” รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการและระเบียบต่างๆ ที่ส่งเสริมบทบาทอันโดดเด่นของนครเซี่ยงไฮ้ในด้านการเงินระหว่างประเทศ อาทิ การกำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นพื้นที่นำร่องในการใช้เงินหยวนสำหรับการค้าระหว่างประเทศ การกำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นหน้าต่างในการแลกเปลี่ยนเงินหยวนสำหรับใช้ในการชำระธุรกรรมระหว่างประเทศ (Shanghai Conversion Window) และการส่งเสริมการลงทุนด้วยเงินหยวนของสถาบันการเงินต่างชาติในหลักตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายต่างๆ เพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเป็นพิเศษ โดยรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ได้ดำเนินโครงการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินชาวต่างชาติเพื่อทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน ด้วยการรับประกันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ 300,000 หยวนต่อปี (ประมาณ 125,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งยังไม่รวมผลประโยชน์อื่นๆ จากนายจ้าง อีกทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณานโยบายลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคลากรชาวต่างชาติในภาคการเงิน จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 45 ของเงินเดือน เหลือร้อยละ 15 (เท่ากับฮ่องกง) หรือร้อยละ 20 (เท่ากับสิงคโปร์) และล่าสุด รัฐบาลจีนได้ออกนโยบายขยายระยะเวลาวีซ่าทำงานในจีนจากเดิม 2 ปีเป็น 5 ปี ให้กับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ทำงานภายใต้โครงการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศของภาครัฐ ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินด้วย

นอกเหนือจากปัจจัยด้าน Hardware และ Software แล้ว รัฐบาลเซี่ยงไฮ้ยังได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาให้นครเซี่ยงไฮ้มีสภาพแวดล้อม” ที่เอื่ออำนวยต่อการเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศด้วย โดย “สภาพแวดล้อม” ที่กล่าวถึงนั้น คือ การพัฒนากิจกรรมด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้มีปริมาณที่มากเพียงพอที่จะทำให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางในการทำธุรกรรมด้านการเงินระหว่างประเทศได้ จึงเห็นได้ว่านครเซี่ยงไฮ้ได้ผลักดันเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางระหว่างประเทศใน 4 ด้าน กล่าวคือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ศูนย์กลางการค้า และศูนย์กลางการขนส่งทางเรือ ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการเงินโลก โดยได้มีมาตรการต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและคมนาคมของเซี่ยงไฮ้ให้ทันสมัยในชั้นแนวหน้าของจีนเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การดึงดูดวิสาหกิจต่างชาติที่มีศักยภาพให้มาจัดตั้งสำนักงานในเซี่ยงไฮ้ โดยกำหนดให้เขตเมืองผู่ตงใหม่เป็นศูนย์กลางของวิสาหกิจต่างชาติ และยังให้สิทธิพิเศษและเงินสนับสนุนแก่วิสาหกิจที่มีรูปแบบการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เซี่ยงไฮ้ส่งเสริม อีกทั้งมีมาตรการจูงในด้านภาษีสำหรับผู้บริหารชาวต่างชาติของวิสาหกิจดังกล่าว (ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้จากปกติร้อยละ 45 เหลือร้อยละ 40 สำหรับกลุ่มผู้บริหาร และเหลือร้อยละ 20 สำหรับผู้บริหารอาวุโส) และในปัจจุบันนครเซี่ยงไฮ้ยังได้ดึงดูดให้วิสาหกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ให้มาเปิดสำนักงานใหญ่ส่วนภูมิภาค (Regional headquarters) ด้วยการสนับสนุนทั้งในด้านเงินอุดหนุน การลดหย่อนกฎระเบียบด้านแรงงาน และการผ่อนคลายทางภาษีศุลกากร เพื่อเพิ่มกิจกรรมด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเกื้อหนุนบทบาทการเป็นศูนย์กลางด้านการเงินระหว่างประเทศของนครเซี่ยงไฮ้ต่อไป

3 มาตรการสำคัญ.. ผลักดันเงินหยวนสู่สากล

การเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศคงจะเป็นได้เพียงแค่ความฝัน หากสกุลเงินของประเทศยังมิใช่สกุลเงินสากลของโลก การผลักดันเงินหยวนสู่เวทีโลก (Yuan Internationalization) จึงเป็นปัจจัยหลักที่จะส่งเสริมให้เซี่ยงไฮ้ บรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก เฉกเช่นเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินปอนด์สเตอร์ลิง เงินยูโร และเงินเยน ซึ่งเป็นสกุลเงินสำคัญของโลกในปัจจุบันที่ใช้ในธุรกรรมระหว่างประเทศอย่างแพร่หลาย และยังเป็นสกุลเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของรัฐบาลต่างๆ ได้มีบทบาทสำคัญในการเกื้อหนุนให้นครนิวยอร์ก กรุงลอนดอน กรุงโตเกียว และนครแฟรงเฟิร์ต เป็นเมืองศูนย์กลางด้านการเงินของภูมิภาคและของโลก

รัฐบาลจีนได้เริ่มมีมาตรการผลักดันบทบาทของเงินหยวนให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.2009 ซึ่งนับว่าออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะเป็นช่วงที่ค่าเงินสกุลหลักของโลกในปัจจุบันมีความอ่อนแอลงด้วยปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเงินโลกที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่เศรษฐกิจจีนมีความเข้มแข็งเหนือประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด โดยรัฐบาลจีนได้มุ่งเน้นส่งเสริมให้มีการใช้เงินหยวนในการทำการค้าและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการเงินระหว่างประเทศได้อย่างเสรีและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งเสริมให้เงินหยวนได้รับการยอมรับในฐานะเงินทุนสำรอง ระหว่างประเทศของรัฐบาลประเทศต่างๆ โดยมี 3 มาตรการที่สำคัญ ซึ่งนครเซี่ยงไฮ้ได้รับบทบาทสำคัญในการดำเนินมาตรการต่างๆ ด้วย ได้แก่

1. RMB Trade Settlement

การใช้เงินหยวนเป็นสื่อกลางสำหรับทำการค้าระหว่างประเทศมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เงินหยวนไหลเวียนเข้าสู่ระบบการค้าโลกมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลจีนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ออกนโยบายให้มีการใช้เงินหยวนสำหรับการค้าระหว่างประเทศ เมื่อ ค.ศ. 2009 โดยมีเซี่ยงไฮ้เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องของจีนด้วย

มาตรการดังกล่าวกำหนดให้วิสาหกิจจีนที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขสามารถลงทะเบียนเพื่อขอใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศจากการนำเข้า-ส่งออกกับคู่ค้าต่างประเทศได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือเงินสกุลสากลอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นก้าวแรกที่ช่วยดันให้เงินหยวนผงาดสู่ เวทีโลกแล้ว ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากการใช้เงินสกุลหลักของโลกในการชำระธุรกรรมระหว่างประเทศอีกด้วย โดยในช่วงเริ่มต้นในปี ค.ศ.2009 มีวิสาหกิจ 365 รายใน 5 เมืองของจีนได้รับอนุมัติให้ดำเนินการดังกล่าว ต่อมารัฐบาลจีนได้เร่งขยายการใช้นโยบายนี้อย่างรวดเร็วและได้อนุมัติวิสาหกิจเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนกว่า 60,000 รายครอบคลุมกว่า 20 เมืองในช่วงสิ้นปี ค.ศ. 2011 ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศในรูปเงินหยวนของปีดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 330,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 4 เท่าจากปี ค.ศ. 2010 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศในจีนทั้งหมด และตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ.2012 เป็นต้นมา รัฐบาลได้ขยายมาตรการให้ครอบคลุมวิสาหกิจนำเข้า-ส่งออกทุกรายทั่วทั้งจีน เพื่อเร่งส่งเสริมการใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งได้ทำให้กระบวนการยื่นขอใช้เงินหยวนสะดวกยิ่งขึ้น โดยวิสาหกิจจีนสามารถขอให้ธนาคารของตนช่วยลงทะเบียนกับภาครัฐด้วยระบบออนไลน์ เพื่อขอใช้เงินหยวนได้อย่างรวดเร็ว และรัฐบาลจีนได้ประชาสัมพันธ์และผลักดันให้วิสาหกิจจีนทั่วประเทศทำการค้าระหว่างประเทศ โดยใช้เงินหยวนอย่างต่อเนื่อง

2. Bilateral Currency Swap Agreement

ในปี ค.ศ.2009 รัฐบาลจีนได้เริ่มจัดทำความตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ซึ่งช่วยขยายช่องทางสำหรับเงินหยวนในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศคู่ภาคี และรองรับความต้องการใช้เงินหยวน นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยภายใต้ความตกลงดังกล่าว หากคู่ภาคีเห็นว่ามีความจำเป็นในการใช้เงินหยวน (เช่น ในภาวะที่ภาคเอกชนของประเทศคู่ภาคีมีความต้องการใช้เงินหยวนจำนวนมาก เนื่องจากมีการค้าการลงทุนกับจีนสูง แต่ธนาคารของประเทศดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงเงินหยวนในระบบได้อย่างเพียงพอ) ก็สามารถขอแลกเปลี่ยนเงินตรากับรัฐบาลจีนในวงเงินและตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ได้ ความตกลงดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมบทบาทของเงินหยวนในฐานะสื่อกลางด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันรัฐบาลจีนได้ทำความตกลงการแลกเปลี่ยนเงินตรากับ 14 ประเทศทั่วโลก [2] รวมทั้งประเทศไทยที่ได้ลงนามความตกลงกับจีนในช่วงที่นายสี จิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีน เยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม ค..2011 ด้วยวงเงินการแลกเปลี่ยนสูงถึง 70,000 ล้านหยวน ทั้งนี้ การที่หลายประเทศทั่วโลกได้ทำความตกลงแลกเปลี่ยนเงินสกุลท้องถิ่นกับสกุลเงินหยวนสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันสถานะของสกุลเงินหยวนได้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นในฐานะสกุลเงินสำคัญต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ และสะท้อนความเชื่อมั่นของประเทศต่างๆ ที่มีต่อสกุลเงินหยวนมากยิ่งขึ้นด้วย

3.Direct trading between Yuan and other currencies

การซื้อ-ขายโดยตรงระหว่างสกุลเงินหยวนกับสกุลเงินต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาลจีนที่จะช่วยส่งเสริมให้เงินหยวนมีบทบาทในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น และยังมีนัยเป็นการลดบทบาทของสกุลเงินสากลดังเดิมที่เคยมีความจำเป็นในฐานะสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนและเงินสกุลอื่นอีกด้วย โดยรัฐบาลจีนได้เริ่มอนุญาตให้มีการซื้อ-ขายเงินหยวนและเงินเยนได้โดยตรงเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรม (transaction cost) และความเสี่ยงระหว่างการชำระดุลธุรกรรม (settlement risk) จากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งรัฐบาลจีนได้ให้บทบาทที่สำคัญแก่นครเซี่ยงไฮ้ในการดำเนินนโยบายดังกล่าวจากการกำหนดให้การซื้อ-ขายเงินหยวน-เยนต้องทำผ่านตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราสากลระหว่างธนาคาร (Interbank foreign exchange market) ในนครเซี่ยงไฮ้และกรุงโตเกียว ทั้งนี้ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2012 รัฐบาลจีนยังได้ประกาศว่า จีนอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะอนุมัติการซื้อ-ขายโดยตรงระหว่างเงินหยวนและเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศคู่ค้าที่สำคัญของจีน

มาตรการทั้ง 3 มาตรการข้างต้นได้มีส่วนสำคัญในการยกสถานะเงินหยวนให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้นครเซี่ยงไฮ้มุ่งหน้าสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการเงินโลกภายในปี ค.ศ.2020 ในขณะเดียวกัน นครเซี่ยงไฮ้ก็ได้มีส่วนในการผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลกจากการได้รับบทบาทสำคัญในการดำเนินมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลจีน ทั้งนี้ เมื่อต้นปี 2012 ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังได้กำหนดเป้าหมายให้นครเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการค้าเงินหยวนของโลก(Global Yuan Trading Center) ภายในปี ค.ศ.2015 อีกด้วย

นอกจากมาตรการส่งเสริมให้เงินหยวนมีความสากลดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลจีนยังตระหนักด้วยว่า เงินหยวนยังคงไม่สามารถมีบทบาทเป็นเครื่องมือทางการเงินระหว่างประเทศได้อย่างสมบูรณ์และเป็นเงินสกุลหลักของโลกได้ หากจีนยังคงจำกัดการเคลื่อนไหวของเงินทุนเข้า-ออกประเทศอย่างเข้มงวด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการพัฒนาให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการเงินของโลก จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องผ่อนปรนข้อจำกัดและพัฒนาให้ตลาดทุนจีนมีความเป็นเสรีมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ตลาดทุนยักษ์ใหญ่และเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติอย่าง“ตลาดทุนเซี่ยงไฮ้” ย่อมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการเปิดเสรีตลาดทุนของจีน

บทความในตอนหน้า จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการเปิดเสรีตลาดทุนในจีนและบทบาทของนครเซี่ยงไฮ้ พร้อมทั้งวิเคราะห์บทสรุปหนทางแห่งความฝันของเซี่ยงไฮ้ในการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินโลกภายในปี ค.ศ.2020 ว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อมหรือยังคงอีกยาวไกลเพียงใด? โปรดติดตามบทความตอนจบที่มีชื่อว่า“เปิดเสรีตลาดทุน.. แรงสนับสนุนสู่ฝันที่เป็นจริง” เร็วๆ นี้

————–

[1] ตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดมูลค่าหลักทรัพย์และการซื้อขายหลักทรัพย์ใหญ่ที่สุด ได้แก่ 1) NYSE Euronext (US & Europe) 2) NYSE Euronext(US) 3) NASDAQ OMX (US & North Europe) 4)NASDAQ OMX (US) 5)Tokyo Stock Exchange โดยลำดับ 1-4 เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในมหานครนิวยอร์คทั้งสิ้น

[2] ได้แก่ ไอซ์แลนด์ สิงค์โปร์ นิวซีแลนด์ อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไทย ปากีสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย ตุรกี มองโกเลีย และออสเตรเลีย

_________________________

จัดทำโดย นายภัทร บุญญลักษม์ และนายโอภาส เหลืองดาวเรือง เรียบเรียงโดย นางนาฏพร นิติมนตรี

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้

แหล่งข้อมูล :

1) Roechel, H. and Quelch, J.A. (2011). The Transformation of Shanghai into an International Financial Centre- Challenges and Strategy. เข้าชมเว็บไซต์ ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2012 จาก http://www.ceibs.edu/gcbf/images/2011052 7/32560.pdf.

2) AmchamChina (2011). Shanghai: International Financial Hub. เข้าชมเว็บไซต์ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2012 จาก http://web.resource.amchamchina.org/cmsfile/2011/ 04/25/99a94fdaf7352db1630f6a36a0927974.pdf.

3) Xiaocen, H. (2012). Hurdle ahead as city strives for global hub. นสพ. Shanghai daily ฉบับวันที่ 22 ตุลาคม 2012

4) McDermott Will & Emery (2009). Shanghai Announces Incentives for PE/VC Companies and Foreign-Invested Regional Headquarters. เข้าชมเว็บไซต์ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2012 จาก http://www.mwe.com/publications/uniEntity.aspx?xpST=PublicationDetail&pub= 6578&PublicationTypes=d9093adb-e95d-4f19-819a-f0bb5170ab6d

5) Moody, A. (2012). Shanghai ‘on Course’ to 2020 Goal. นสพ. Shanghai daily Europe ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน 2012

6) Xiaocen, H (2012).Shanghai Cross-Border Yuan Trade Expands. นสพ. Shanghai daily ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2012

7) Xiaolei, G. (2012). China Takes Further Steps Towards Internationalizing the Renminbi. เข้าชมเว็บไซต์ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2012 จาก http://www.china-briefing.com/news/2012/03/14/china-takes-further-steps-towards-internationalizing-the-renminbi.html

8) Cockerell, L. and Shoory, M. (2012). Internationalising the Renminbi. เข้าชมเว็บไซต์ ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2012 จาก http://www.rba.gov.au/publications/bulletin/2012/jun/9.html.

9) WSJ (2012). Japan, China to Launch Yen-Yuan Direct Trading. เข้าชมเว็บไซต์ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2012 จาก http://online.wsj.com/article/SB10001424052702303807404577433202157886844.html

10) Australian Dollar Could be Traded Directly. นสพ. Shanghai daily ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน 2012.

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน