ฝูเจี้ยนคลายกฎ “นโยบายลูกคนเดียว” กับโอกาสทางธุรกิจที่น่าจับตา
20 Jan 201420 ม.ค. 2557 (www.whatsonxiamen.com) – จากการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งมณฑลฝูเจี้ยน สมัยที่ 12 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2557 ที่ผ่านมา ณ นครฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน รัฐบาลมณฑลมีมติผ่อนปรนนโยบายลูกคนเดียว โดยในปีนี้จะอนุญาตให้ครอบครัวสามารถมีลูกคนที่ 2 ได้ หากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมีสถานะเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวตนเองมาก่อน รวมทั้งยังจะเน้นจัดการปัญหาความไม่สมดุลของสัดส่วนระหว่างเพศหญิงและชาย

นโยบายลูกคนเดียวที่บังคับใช้มามากกว่า 3 ทศวรรษ แม้จะช่วยควบคุมการขยายตัวของประชากรและยกระดับมาตรฐานของชาวจีนให้สูงขึ้น แต่ก็ส่งผลกระทบหลายด้าน เช่น
ด้านสังคม อาทิ การบังคับทำแท้ง การทำให้สัดส่วนประชากรเพศชาย-หญิงในจีนขาดความสมดุล เพราะความนิยมลูกชายทำให้หลายครอบครัวทำแท้งเมื่ออัลตราซาวนด์พบว่าทารกในครรภ์เป็นเพศหญิง หรือใช้เทคโนโลยีเลือกเพศลูกก่อนตั้งครรภ์ อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างภาระให้แก่ลูกคนเดียวซึ่งต้องดูแล ปู่ย่าตายาย (4) พ่อแม่ (2) และตัวเอง (1) จนเป็นที่มาของครอบครัวแบบ “421”
ด้านเศรษฐกิจ อัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้จำนวนแรงงานลดลงด้วย ส่งผลให้ค่าจ้างสูงขึ้นเนื่องจากแรงงานไม่เพียงพอ อันส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อถีบตัวตามขึ้นไปอีก นอกจากนี้ จำนวนแรงงานลดลงยังส่งผลโดยตรงต่อระบบโครงสร้างเงินบำนาญของชาติที่อาจไม่เพียงพอ ในช่วงที่จีนกำลังเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ
โอกาสทางธุรกิจที่น่าจับตา
สำหรับมณฑลฝูเจี้ยน ปัจจุบันมีประชากรรวมประมาณ 38 ล้านคน ซึ่งก็ประสบปัญหาด้านประชากรทั้งเรื่องอัตราเกิดและความไม่สมดุลของประชากรเช่นเดียวกัน จึงได้เร่งผ่อนคลายกฎดังกล่าว ซึ่งจุดนี้เองเป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจาก เป็นที่ทราบกันดีว่า ครอบครัวชาวจีนมักจะเอาอกเอาใจลูกหลานเป็นพิเศษ ทำให้เกิดการทุ่มเงินแบบเต็มที่เพื่อชีวิตและอนาคตของพวกเขา โดยมีรายงานเคยระบุว่าครอบครัวจีนใช้เงินประมาณร้อยละ 30 ของรายได้รวมของครอบครัวเพื่อทายาทตัวน้อย ในที่นี้คาดการณ์ว่าจะมีธุรกิจหลายประเภทจะได้รับประโยชน์จากนโยบายเพิ่มทายาท อาทิ
– ธุรกิจการศึกษา เช่น โรงเรียนกวดวิชา หนังสือและตำราเรียนต่าง ๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ การที่ครอบครัวจะเตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่ด้วยการขยายบ้านและรถยนต์ให้มีเนื้อที่มากขึ้น อันหมายถึงการซื้อบ้านหลังและรถยนต์คันใหญ่ขึ้น โดยสรุปแล้วการผ่อนคลายกฎการมีลูกคนเดียวจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมให้กลับมาโตอีกครั้ง เนื่องจาก การเลี้ยงดูเด็กย่อมหมายถึงปริมาณเงินออมในธนาคารจะถูกนำมาใช้จับจ่ายมากยิ่งขึ้น
