One Belt, One Road เสริมสร้างอุตสาหกรรมยางพาราไทย-ชิงต่าว

3 Aug 2015

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก และประเทศจีนเป็นผู้บริโภคยางพาราอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งปริมาณการนำเข้ายางพาราของจีนคิดเป็น 1 ใน 3 ของปริมาณการนำเข้ายางพาราจากทั้งโลก โดยมีเมืองชิงต่าวเป็นเมืองนำเข้ายางพาราที่สำคัญของจีน มีปริมาณนำเข้า     ปีละ 1 ล้าน 7 แสนตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของการนำเข้ายางพาราทั้งหมดในจีน นอกจากนี้ ยังเป็นเมืองแห่งการผลิตสินค้าจากยางพารา มีศูนย์วิจัยและพัฒนายางพาราที่มีประสิทธิภาพสูง และบริษัทเทรดดิ้งเกี่ยวกับการค้าขายยางพาราอยู่มากกว่า 1,000 แห่ง จนได้ชื่อว่าเป็น “เมืองยางพาราแห่งโลกตะวันออก”

เมื่อปี 2556 จากนโยบาย “one belt, one road” ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่เน้นกระชับความสัมพันธ์กับนานาชาติในทุกมิติ ได้ทำให้เมืองชิงต่าวกลายเป็นแหล่งรวมธุรกิจยางที่สำคัญที่ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจ ประเทศเพื่อนบ้านต่างต้องการให้ธุรกิจยางเหล่านี้ขยับขยายการลงทุนไปยังประเทศตนเอง รวมถึงประเทศไทยเอง ได้มีการชักชวนบริษัทในธุรกิจยางพาราจากจีนไปตั้งโรงงานยางพาราในไทยหลายต่อหลายครั้ง ในการประชุมผู้นำ APEC เมื่อวันที่ 9 พฤษจิกายน 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พบและพูดคุยกับนายจาง เหยียน ประธานบริษัท Rubber Valley Group เพื่อชักชวนให้โรงงานยางพาราและโรงงานผลิตล้อรถยนต์ของจีนเข้ามาลงทุนในไทย โดยใช้นโนบาย“one belt, one road” เป็นตัวผลักดัน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ายางพารา เปิดโอกาสให้โรงงานยางพาราสามารถซื้อยางพาราจากเกษตรได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านนายหน้าอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นการร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการยางพารา ล่าสุดไทยและจีนได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือที่เกี่ยวข้องในการลงทุนธุรกิจยางพาราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยประเทศไทยตกลงจะให้นโยบายพิเศษกับผู้ประกอบการจีนอย่างเต็มที่ มีการจัดตั้งเขตประกอบการยางที่ชัดเจน รวมทั้งยกให้เป็นโครงการระดับชาติ ทั้งนี้ ล้วนแต่เป็นนโยบายพิเศษเพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ประกอบการจีนทั้งสิ้น

โอกาสของไทยกับการลงทุนโรงงานยางพาราของจีน

ประเทศไทยมีปัญหาการประท้วงราคายางตกต่ำ และปัญหารายได้ของเกษตรกรอยู่บ่อยครั้ง เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบยางธรรมชาติขั้นปฐมภูมิจึงทำรายได้ไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางพาราที่แปรรูปแล้ว การเข้าไปเปิดโรงงานของจีนในไทยนอกจากจะทำให้มูลค่าสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกิดการจ้างงานประชาชนในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก พร้อมกับการถ่ายเทความรู้และเทคโนโลยี ขณะเดียวกันการให้นโยบายพิเศษและชักชวนให้โรงงานจากจีนเข้าไปตั้งในไทย จะทำให้โรงงานจากจีนสามารถลดต้นทุนการผลิตลงราวร้อยละ 50 ควบคู่ไปกับการหลีกเลี่ยงนโยบายตอบโต้การทุ่มตลาดยางรถยนต์ของจีนในสหรัฐฯ  นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานที่ดีในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งวัตถุดิบ ระบบขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ ดังนั้น การเข้าเปิดโรงงานยาพาราของจีนในประเทศไทยนับว่าเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

ธุรกิจยางพารากับนโยบาย one belt, one road

หากสังเกตจะพบว่า 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากการเปิดนโยบาย “one belt, one road” การติดต่อระหว่างบริษัทในประเทศจีนกับบริษัทจากภายนอกประเทศมีมากขึ้น จากที่เป็นแค่การต้อนรับพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันได้เปลี่ยนเป็นการมีเป้าหมายและความร่วมมือระหว่างกันที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งความร่วมมือที่เกิดขึ้นของธุรกิจยางพาราก็เป็นส่วนหนึ่งจากนโยบายดังกล่าว ในประเทศไทยมีหลายโครงการการลงทุนด้านยางพาราจากจีนปรากฏขึ้น อาทิ ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 บริษัท         ได้เซ็นสัญญาโครงการร่วมกับไทย มีมูลค่ากว่า 96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นโครงการที่ใหญ่สุดของเมืองชิงต่าวที่ร่วมมือกับประเทศไทยอีกด้วย และในปี 2556 มีบริษัทผลิตยางรถยนต์ 8 รายที่ได้เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยแล้ว ประกอบด้วย Qingdao Fullrun Tyre Corp Co.,Ltd, Shandong Fengyuan Tyre Manufacturing Co.,Ltd, Shandong Wanda Boto Tyre Co.,Ltd, Techking Tyre Co.,Ltd, Shandong Xinlun Tyre Co.,Ltd,  Masnec Co.,Ltd, Xinyuan Tyre Group Co.,Ltd และ Deruibao tyre Co.,Ltd เป็นต้น เชื่อว่าต่อจากนี้จะมีบริษัทแปรรูปยางพาราน้อยใหญ่ทยอยเข้าตั้งโรงงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ที่เวียดนามก็มีบริษัทผลิตล้อรถยนต์ไปตั้งอยู่เช่นกัน เช่น บริษัท Qingdao Sailun Co.,Ltd (青岛赛轮有限公司) เป็นต้น

จัดทำโดย ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองชิงต่าว

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน