AsiaFruit Logistica 2013 ตลาดผักเเละผลไม้อินเตอร์ของฮ่องกง
10 Dec 2013AsiaFruit Logistica 2013 ตลาดผักและผลไม้อินเตอร์ของฮ่องกง
ฮ่องกงจัดงานจัดแสดงสินค้าประเภทผักและผลไม้หรือที่เรียกว่า AsiaFruit Logistica ได้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ทุกปีที่ผ่านมา โดยงาน AsiaFruit Logistica 2013 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 กันยายน 2556 ณ Asia World-Expo Center โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นตลาดอินเตอร์ขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการด้านผักและผลไม้จากทั่วโลกจะได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดและสร้างความร่วมมือในการทำธุรกิจร่วมกัน งานแฟร์นี้ดึงดูดพ่อค้าแม่ค้าผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการเจ้าเก่าที่เข้าร่วมเป็นประจำและนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาศึกษาตลาดผักและผลไม้ในเอเชียไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าสินค้าจากตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และอเมริกาใต้มายังประเทศในเอเชียหรือการส่งออกสินค้าจากประเทศเอเชียไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยในปีนี้ มีผู้ซื้อและนักธุรกิจเข้าร่วมงานจากทั่วโลกจำนวนกว่า 6,536 ราย บีไอซียังได้ปลื้มใจที่เห็นบูธจากประเทศไทยจำนวน 4 บูธ เข้าร่วมงานด้วย เคียงข้างกับบูธของผู้ประกอบการจากประเทศจีนจำนวน 84 บูธ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของบูธที่มาร่วมงาน รองลงมาได้เเก่ ประเทศอิตาลี ซึ่งมีบริษัทมาจองพื้นที่กันถึง 41 บูธ สหรัฐอเมริกา 26 บูธ เเละออสเตรเลีย 22 บูธ
ครั้งนี้ บีไอซียังได้มีโอกาสไปร่วมงานกับหน่วยงานกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยที่ได้นำเอาผลไม้ไทยมาทำการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก ผลไม้ไทยที่กรมส่งเสริมการเกษตรฯ ได้นำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ได้แก่ ลำไยสด เนื้อลำไยอบแห้ง ลองกอง ลิ้นจี่ มะม่วง มังคุด สับปะรด ส้มโอ เงาะ มะขามหวาน และมะพร้าว นอกจากผลไม้แล้ว ทางกรมฯ ยังได้นำเอาผักสดของไทยมาร่วมจัดแสดงด้วย เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ผักชี พริก ข้าวโพดฝักอ่อน กระเจี๊ยบเขียว ข่า ตะไคร้ และใบมะกรูด เป็นต้น ซึ่งบูธของกรมฯ ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจ ผู้ประกอบการและผู้เข้าชมงานอย่างล้นหลาม โดยกรมส่งเสริมการเกษตรฯ ได้จัดการสาธิตวิธีการเตรียมผลไม้สำหรับรับประทาน เช่น การปอกเปลือกเงาะ การกระเทาะเปลือกมะขามหวาน การแกะทุเรียน และการปอกเปลือกมังคุดด้วยมือเปล่า เป็นต้น ด้วยเหตุผลที่ว่าคนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและรู้จักชื่อเสียงของผักและผลไม้ของประเทศไทยอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่รู้วิธีรับประทานหรือการจัดการกับผลไม้แบบบ้านเรา ดังนั้น นอกจากวิธีการปอกผลไม้ไทยแล้ว ยังมีการจัดการสาธิตวิธีรับประทานผลไม้ไทยด้วย ซึ่งทางบีไอซีเห็นว่า การสาธิตวิธีการรับประทานผลไม้ดังกล่าวประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างดี ทำให้คนอยากลิ้มลองรสชาติผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น โดยบีไอซีได้รับทราบจากผู้เข้าชมการสาธิตว่า พวกเขารู้จักและเคยเห็นผลไม้ไทยบางชนิด แต่ไม่รู้วิธีการรับประทานผลไม้ไทย โดยมีข้อสงสัยว่า ควรจะรับประทานส่วนไหน ปลอกเปลือกอย่างไร โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และมะขามหวาน แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าจะจัดการกับผลไม้เหล่านั้นอย่างไร และจะซื้อผลไม้ไทยมารับประทานมากขึ้นในโอกาสนี้ บีไอซีได้พูดคุยกับ คุณวัลภา ปันต๊ะ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับการนำผักผลไม้ไทยมาเข้าร่วมงาน AsiaFruit Logistica ที่ฮ่องกง คุณวัลภาฯ กล่าวว่า จุดประสงค์หลักของการนำผลไม้ไทยมาร่วมจัดแสดงในงานนี้ก็เพื่อต้องการส่งเสริมการขยายตลาดผักผลไม้ให้กับเกษตรกรไทย และยังได้พบกับผู้ซื้อและนักธุรกิจโดยตรง ผู้ที่สนใจผลไม้ไทยสามารถขอรายละเอียดติดต่อกับบริษัทส่งออกผักและผลไม้ไทยได้จากทางกรมฯ การดำเนินงานประชาสัมพันธ์และส่งเสริมนักธุรกิจไทยโดยวิธีนี้ เป็นการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าให้กับเกษตรไทยได้อีกช่องทางหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงพ่อค้าผลไม้แบบส่งและปลีกจะมีตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น และขายผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ผลไม้ที่ทางกรมฯ นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ ล้วนเป็นผลไม้ที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดีจากเกษตรกรของแต่ละท้องถิ่น หรือไม่ก็เป็นผลไม้ที่ผ่านการชนะการประกวดที่ทางกรมฯ เป็นผู้จัดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างสินค้าการเกษตรที่ บริษัท swift บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรของนักธุรกิจชาวไทยได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรฯ นำผลไม้มาร่วมออกบูธจัดแสดงในงาน ซึ่งกลายเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับบริษัทฯ ได้อย่างแยบยล เพราะผู้ซื้อจากนานาประเทศที่ได้ลองชิมผลไม้ของทางบริษัทฯ ต่างชื่นชอบในรสชาติ ทำให้บริษัทฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ซื้อที่แสดงความสนใจจะเป็นคู่ค้า นับได้ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จที่สร้างความภูมิใจให้กับกรมฯ ในการดำเนินงานส่งเสริมผลไม้ไทยในงานแฟร์ครั้งนี้
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทีกรมส่งเสริมการเกษตรนำมาจัดเเสดงในงาน
คุณวัลภาฯ เชื่อว่า การนำพืชผลทางการเกษตรมายังต่างประเทศและแนะนำให้นักธุรกิจและผู้บริโภคชาวต่างชาติได้รู้จักนั้น เป็นการส่งเสริมภาคการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง และยังเป็นโอกาสในการออกมาสำรวจตลาดโดยตรงของเจ้าหน้าที่ เพื่อหาข้อมูลว่า สินค้าทางการเกษตรประเภทไหนที่ต้องได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการปลูกเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรไทยประสบกับปัญหาสินค้าทางการเกษตรมีราคาตกต่ำลง เพราะบางครั้งมีจำนวนสินค้าล้นตลาด ดังนั้น การมีตลาดต่างประเทศมารอรับผลผลิตของเกษตรกรไทย จึงถือเป็นกลยุทธ์ในการช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทยไปในตัว โดยเป้าหมายหลักของทางกรมฯ คือ การช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้มีช่องทางขายผลผลิตทางการเกษตรของตัวเอง
เมื่อกล่าวถึงเรื่องการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริโภคของผู้บริโภคสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ คือ ความปลอดภัยของผู้บริโภคจากการบริโภคสินค้า
คุณวัลภาฯ ได้กล่าวว่า สินค้าเกษตรที่ส่งออกโดยทางบริษัทฯ ที่ได้จดทะเบียนรายชื่อไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นสินค้าที่มีมาตรฐานและปลอดภัยสำหรับบริโภค
โดยทางกรมฯ ได้ดำเนินการตามมาตรฐานสินค้าที่กำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร คือ เครื่องหมาย "Q" ซึ่งเครื่องหมายนี้แสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารนั้น ๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศ
และประเทศคู่ค้า ในเรื่องระบบการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่เป็นไปตามมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ซึ่งทางบีไอซีก็ได้สังเกตุเห็นสติกเกอร์สัญลักษณ์ตัว "Q" ดังกล่าวบนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่ทางกรมฯ ได้นำมาจัดแสดงในงานด้วยเช่นกัน

นอกเหนือไปจากบูธของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยแล้วยังมีบูธของผู้ประกอบการของไทยที่ได้นำสินค้าประเภทผักและผลไม้มาร่วมออกงานด้วย บีไอซีจึงถือโอกาสพูดคุยกับบริษัทจากประเทศไทยด้วย ได้แก่ (1) Swift Co., Ltd. (2) IAM THAI INTERTRADE (3) K-fresh Siam และ (4) Jumbo International Co., Ltd. ซึ่งผู้แทนจากทั้ง 4 บริษัท ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า งาน AsiaFruit Logistica ที่จัดขึ้น ณ ฮ่องกงนี้เป็นงานที่ดีมาก เปรียบเสมือนเป็นสถานที่นัดพบของลูกค้าทางฝั่งเอเชีย ออสเตรเลีย และประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกอื่น ๆ ของบริษัท อีกทั้ง การเดินทางจากประเทศไทยมาฮ่องกงก็เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว นักธุรกิจจากทั้ง 4 บริษัทต่างก็เห็นพ้องกันว่า อุตสาหกรรมด้านผักและผลไม้ของไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาต่อไปได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Communit – AEC) ในปี 2558 ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการขยายโอกาสทางการค้า แต่จะเป็นการขยายฐานการผลิตโดยผู้ประกอบการไทยจะสามารถนำเข้าผักและผลไม้ได้สะดวกขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งออกผักและผลไม้ไทยไปขายยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนได้อย่างเสรี
ใครๆ ก็สนใจผลไม้ไทย
บีไอซีเห็นว่า งานนี้เป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจชาวไทยที่จะนำสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของบ้านเรามาร่วมจัดแสดง เพื่อเป็นการกระจายและขยายตลาดผักและผลไม้ไทยสู่ตลาดอินเตอร์ บีไอซีได้มีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจและผู้ประกอบการต่างชาติ ทำให้ได้รับทราบมุมมองของนานาประเทศว่า ผักและผลไม้ของไทยยังสดใสและมีศักยภาพที่จะขยายตลาดสินค้าของไทยไปทั่วโลก บีไอซียังได้รับทราบจากนักธุรกิจต่างชาติจำนวนมากว่า พวกเขาสนใจที่จะนำผักและผลไม้ไทยไปขายยังประเทศของเขา อาทิ คุณ Fernandez นักธุรกิจจากประเทศสเปน ซึ่งได้เล่าให้บีไอซีฟังว่า บริษัทของคุณ Fernandez ต้องการที่จะนำเข้าผลไม้พื้นบ้านของไทยในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยมีความต้องการติดต่อค้าขายกับผู้ส่งออกของไทยโดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำผลไม้ไทยไปขายยังสเปนและได้รับ
การตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวสเปน แต่ทางบริษัทฯ มีปัญหาเกี่ยวกับผลไม้ไทยที่ส่วนใหญ่จะมีขายเฉพาะในฤดูกาลของผลไม้ ทำให้บริษัทฯไม่มีสินค้าขายเพียงพอกับความต้องการของลูกค้าชาวสเปน ซึ่งมีความต้องการบริโภคผลไม้ไทยตลอดทั้งปี บีไอซีเห็นว่า หากเกษตรกรไทยเราสามารถผลิตผลไม้ป้อนตลาดผู้บริโภคในต่างประเทศได้ทุกฤดูกาลแล้วล่ะก็ ไทยคงจะสามารถสร้างให้ผลไม้ไทยติดตลาดกลายเป็นที่นิยมบริโภคในชีวิตประจำวันของชาวต่างประเทศทั่วโลกได้
ส่วนนักธุรกิจจากประเทศเปรู Mr. Sandro Farfan สนใจที่จะนำผลไม้พื้นบ้านขึ้นชื่อของไทย เช่น มังคุด ทุเรียน และมะพร้าว เป็นต้น ไปขายยังเปรูและยังต้องการนำองุ่นของเปรูมาขายในตลาดของประเทศไทยด้วย โดยจากการที่ได้พูดคุยกับ Mr. Farfan นี้ บีไอซีได้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศเปรูที่อาศัยความได้เปรียบของภูมิประเทศของเปรูในการปลูกองุ่นที่ประเทศอื่น ๆ ในโลกไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะเปรูเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางซีกโลกใต้มีสภาพภูมิกาศนั้นตรงกันข้ามกับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปในซีกโลกเหนือที่มีการปลูกองุ่นเป็นสินค้าหลัก ดังนั้น จึงทำให้องุ่นของเปรูสามารถขายได้ราคางามในตลาดของทุกประเทศที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตร ดังนั้น เกษตรกรไทยอาจจะลองหาพืชผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่เป็นที่นิยมของคนในประเทศต่าง ๆ ที่สามารถปลูกได้ในประเทศไทยมาทดลองปลูกกันบ้าง นอกเหนือไปจากสตรอเบอรี่ที่ได้มีการปลูกกันบ้างแล้วในภาคเหนือของไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถส่งออกพืชผลทางการเกษตรเหล่านั้นไปขายในช่วงฤดูกาลที่คนท้องถิ่นอื่น ๆ ในซีกโลกอื่น ๆ ไม่สามารถปลูกบริโภคเองได้ เกษตรกรของไทยคงจะขายพืชผลเหล่านั้นได้ราคางามเลยทีเดียว นอกจากนี้
บีไอซียังได้พูดคุยกับนักธุรกิจจากบริษัท SUNMOON ของประเทศสิงคโปร์ พบว่า บริษัทฯ มีความต้องการผลไม้ของไทยในปริมาณมาก แต่ก็ติดปัญหาผลไม้ของไทยที่มีเฉพาะในบางฤดูเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคผลไม้ไทยตลอดปี โดยเฉพาะความต้องการบริโภคผลไม้ประเภท มังคุด ส้มโอ ทุเรียนและลองกองของผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ผลไม้ไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านความร้อนได้โดยไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรสชาติ
ดังนั้น สำหรับบางประเทศที่มีความเข้มงวดในเรื่องของความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและ การป้องกันกำจัดแมลงบางชนิดที่ติดมากับผลไม้เพื่อไม่ให้เข้ามาในประเทศ จึงไม่สามารถนำผลไม้ไทยบางชนิดเข้าไปขายได้ ทั้ง ๆ ที่มีผู้บริโภคเป็นจำนวนมากที่ต้องการซื้อผลไม้ประเภทนั้น ๆ ดังนั้น หากไทยมีมาตรการในการปรับปรุงในเรื่องบรรจุภัณฑ์และการกำจัดแมลงผลไม้ ตลอดจนการขนส่งผลไม้ด้วยวิธีการที่ยังรักษาคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานของประเทศคู่ค้า ก็จะทำให้เราขายผลไม้ได้มากขึ้น

นอกเหนือจากบูธจัดเเสดงสินค้าประเภทผักเเละผลไม้จากประเทศต่าง ๆ เเล้ว ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายผักเเละผลไม้ (AsiaFruit Congress) เช่น การทำการตลาดเเอปเปิ้ลของประเทศนิวซีเเลนด์เเละมะม่วงของประเทศปากีสถานในประเทศมาเลเซีย ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก การสร้างเเบรนด์ของสินค้า (How to build a fresh produce brand) ในประเทศญี่ปุ่น เเละออสเตรเลีย การนำเอาเทคโลโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมผักเเละผลไม้ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากลูกค้า รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการลดปริมาณขยะเเละซากของผักผลไม้ (Cutting down on waste) จากอุตสาหกรรมผักและผลไม้ เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาการสัมมนาดังกล่าวน่าสนใจเเละเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นอย่างมาก
จากการได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศของงาน AsiaFruit Logistica ในส่วนของบูธจัดแสดงสินค้าและส่วนของ AsiaFruit Congress บีไอซีเห็นว่า บรรยากาศของงานทั้งสองส่วนนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน กล่าวคือ AsiaFruit Congress นั้น ผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้มีโอกาสรับฟังประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของตลาดผักและผลไม้ในส่วนต่าง ๆ ของโลกจากผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวโดยตรง รวมทั้งสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำเทคนิคการลงทุนและโอกาสในการสร้างตลาดใหม่ ๆ ที่แตกต่างและพิเศษกว่าที่มีอยู่มาเผยแพร่ให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบกันด้วย ในส่วนของงาน AsiaFruit Logistica ที่มีการออกบูธแสดงสินค้านั้น ดูเหมือนจะเน้นหนักไปด้านการค้าขายและทำธุรกิจระหว่างนักธุรกิจด้วยกันเองมากกว่า
การมาร่วมงาน AsiaFruit Logistica จึงเปรียบเสมือนการยิงปืนทีเดียวได้นกสองตัว คือ ได้ทั้งความรู้ทางการตลาด แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงด้านการตลาด รวมทั้งพบปะเจรจาทางธุรกิจกับนักธุรกิจทั่วโลก นับได้ว่าคุ้มค่าและไม่ควรพลาดที่จะมาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับปี 2557 งาน ASIA FRUIT LOGISTICA จะมีจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 5 กันยายน ผู้ประกอบการและนักธุรกิจชาวไทยที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.asiafruitlogistica.com/en/ หรือสอบถามมาได้ที่ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองฮ่องกง
