เศรษฐกิจไทยจับตา “โมเดลเหมียนหยาง”: โรงงานชิ้นส่วนชาร์จ EV ใช้ “ปรับปรุงเบา-อัปเกรดเดิม” พลิกสู่การผลิตอัจฉริยะ ไม่ต้องรื้อสร้างใหม่

4 Jun 2026

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังโรงงานหลักด้านการแปรรูปโลหะแผ่นของบริษัท Sichuan Kaituo Electric Appliance Co., Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอันโจว เมืองเหมียนหยาง มณฑลเสฉวน ภายในโรงงานพบว่าเครื่องตัดเลเซอร์กำลังปล่อยลำแสงเคลื่อนที่อย่างแม่นยำบนแผ่นเหล็ก ขณะที่ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่นซึ่งฝังระบบบริหารการผลิต หรือ MESManufacturing Execution System ไว้ภายใน ทำหน้าที่เสมือน “ผู้สั่งการที่มองไม่เห็น” คอยสั่งการและจัดตารางกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ในทุกขั้นตอน

สำนักงานเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศเมืองเหมียนหยางได้ประกาศรายชื่อ “วิสาหกิจต้นแบบด้านการยกระดับอัจฉริยะและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคการผลิต ประจำปี 2025” โดยบริษัท Sichuan Kaituo Electric Appliance Co., Ltd. ได้รับการคัดเลือกอยู่ในรายชื่อดังกล่าว ในประเภท “องค์กรเติบโตอย่างก้าวหน้า”

บริษัท Kaituo Electric เป็นวิสาหกิจเทคโนโลยีขั้นสูงที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับแท่นชาร์จรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ EV Charging Pile ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด บริษัทไม่ได้เลือกเดินตามกระแสการลงทุนหนักแบบ “รื้อทั้งหมดแล้วสร้างใหม่” แต่ยึดธุรกิจหลักเป็นฐาน ใช้แนวทาง “ปรับปรุงแบบเบาและยกระดับสินทรัพย์เดิม”[1] จนสามารถก้าวผ่านจุดสำคัญจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่การผลิตดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่นสูง

นายเหลียง ปิน กรรมการบริหารของบริษัท Sichuan Kaituo Electric Appliance Co., Ltd. เล่าว่า ในอดีต หากบริษัทได้รับคำสั่งซื้อเร่งด่วนสำหรับตู้ครอบแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพียงขั้นตอนการจัดตารางการผลิตก็ใช้เวลาครึ่งค่อนวัน คนงานมักต้องนั่งกังวลกับแบบพิมพ์เขียวและรายละเอียดการผลิตจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน ระบบสามารถแยกคำสั่งผลิตและมอบหมายงานได้โดยอัตโนมัติ เครื่องจักรทำงานตามข้อมูลที่ได้รับ และแม้แต่เวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนแม่พิมพ์ก็ลดลงครึ่งหนึ่ง

ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด ความต้องการแท่นชาร์จเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันลูกค้าปลายน้ำก็ไม่ได้ต้องการผลิตภัณฑ์มาตรฐานแบบเดียวกันทั้งหมดอีกต่อไป แต่หันมาต้องการผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น

นายเหลียงฯ กล่าวว่า “การผลิตหลายรุ่น ปริมาณน้อย และระยะเวลาส่งมอบสั้น กลายเป็นเรื่องปกติของตลาด ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมต่างแข่งขันกันด้านเวลา หากเราไม่เปลี่ยนผ่าน ก็จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน” ความรู้สึกเร่งด่วนนี้เองที่ผลักดันให้บริษัทเริ่มวางรากฐานดิจิทัลอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ระบบออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่นที่ฝัง MES ระบบคลังสินค้าอัจฉริยะแบบหลายช่องจัดเก็บ ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร หรือ ERP – Enterprise Resource Planning ไปจนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับด้านคุณภาพและระบบการตลาดดิจิทัล บริษัทจึงสามารถสร้างระบบสนับสนุนดิจิทัลตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การวิจัยและออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการบริหารจัดการองค์กร และทำลาย “เกาะข้อมูล” ที่เคยแยกขาดระหว่างแต่ละขั้นตอนในอดีต (สภาพที่แต่ละฝ่ายหรือแต่ละระบบในองค์กรมีข้อมูลของตัวเอง แต่ข้อมูลเหล่านั้น ไม่เชื่อมโยงกัน หรือ แลกเปลี่ยนกันได้ยาก เหมือนเป็น “เกาะ” แยกกันอยู่)

บนสายการผลิตแผ่นติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับแท่นชาร์จรถยนต์พลังงานใหม่ ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติ ความอัจฉริยะ และดิจิทัลกำลังปรากฏอย่างชัดเจน นายเหลียงอธิบายว่า ในอดีต ขั้นตอนการย้ำหมุดและการฝังสตัดต้องพึ่งพาแรงงานคนสูงมาก หากเป็นชิ้นงานขนาดใหญ่ต้องใช้ช่างฝีมือถึง 3 คน ไม่เพียงแต่มีเวลารอระหว่างกระบวนการนานและเปลี่ยนสายการผลิตได้ช้าเท่านั้น แต่อัตราผลิตภัณฑ์ดี ยังผันผวนมากเหมือน “รถไฟเหาะ”

ปัจจุบัน ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างระบบการผลิตแบบยืดหยุ่นกับเครื่องจักรควบคุมเชิงตัวเลข ขั้นตอนเหล่านี้สามารถทำงานอัตโนมัติได้ทั้งหมด เวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนการผลิตลดลงมากกว่าครึ่ง และผลผลิตเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นายเหลียงกล่าวว่า “เมื่อก่อนคือคนรอเครื่องจักร แต่ตอนนี้กลายเป็นเครื่องจักรรอคน” พร้อมระบุว่า ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของโรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 40% เสถียรภาพด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน และอัตราของเสียลดลงอย่างมาก ซึ่งในภาวะที่ต้นทุนแรงงานตามกฎระเบียบและราคาวัตถุดิบอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่กำไรของบริษัท

การเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นบนสายการผลิตตู้ครอบแท่นชาร์จเช่นกัน ในอดีต เมื่อมีคำสั่งซื้อหลายชนิดปะปนกัน กระบวนการผลิตมักติดอยู่ใน “หล่มของขั้นตอน” เนื่องจากการจัดหาวัสดุประกอบไม่ทันเวลา และระยะเวลาการส่งมอบไม่แน่นอน แต่หลังจากสายการผลิตคลังสินค้าอัจฉริยะสามมิติสูง 12 เมตรเริ่มใช้งาน ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องในอดีต

คลังสินค้าอัจฉริยะแบบหลายช่องจัดเก็บนี้เข้ามาแทนคลังสินค้าระนาบแบบเดิมที่ต้องใช้แรงงานคน วัสดุตั้งแต่ขั้นตอนรับเข้าไปจนถึงการส่งขึ้นสายการผลิตถูกจัดการโดยระบบทั้งหมด ไม่เพียงช่วยเพิ่มอัตราการใช้พื้นที่จัดเก็บขึ้นเป็นสองเท่า แต่ยังเชื่อมต่อกับระบบการผลิตได้อย่างไร้รอยต่อ นายเหลียงกล่าวว่า “เมื่อก่อนคนงานต้องวิ่งไปหาวัสดุในคลัง แต่ตอนนี้ระบบแจ้งเตรียมวัสดุล่วงหน้า แม้แต่วัสดุเสริมอย่างสกรูก็สามารถจัดส่งถึงสถานีงานได้อย่างแม่นยำ” เมื่อข้อมูลทั้งกระบวนการสามารถมองเห็นและควบคุมได้ ระยะเวลาการส่งมอบคำสั่งซื้อจึงสั้นลงอย่างชัดเจน และกำลังการผลิตของสายผลิตภัณฑ์ได้รับการปลดปล่อยอย่างต่อเนื่อง 

ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน ในปี 2025 Kaituo Electric อาศัยรูปแบบการเปลี่ยนผ่านต้นทุนต่ำควบคู่กับแนวคิดการผลิตแบบลีน (แนวคิดการบริหารการผลิตที่มุ่ง ลดความสูญเปล่า และ เพิ่มคุณค่าให้ลูกค้า โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด แต่ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ส่งมอบเร็ว และต้นทุนต่ำลง) ทำให้ตัวชี้วัดหลักเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น 39.3% รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 54.8% อัตราการใช้เครื่องจักรควบคุมเชิงตัวเลขในกระบวนการสำคัญเพิ่มขึ้นเป็น 100% และอัตรากำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 176.09%

นายเหลียงกล่าวว่า “ปัจจุบัน เมื่อลูกค้ามาเยี่ยมชมโรงงาน เขาไม่ได้ดูแค่เครื่องจักรและอาคารโรงงานอีกต่อไป แต่ยังยืนดูการไหลเวียนของข้อมูลบนจออิเล็กทรอนิกส์นานครึ่งชั่วโมง” เขาระบุว่า ด้วยระบบดิจิทัลชุดนี้ บริษัทจึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการรับคำสั่งซื้อเร่งด่วนและคำสั่งซื้อขนาดใหญ่จากการผลิตแบบดั้งเดิมสู่การผลิตอัจฉริยะ ทุกย่างก้าวของ Kaituo Electric มีความชัดเจนและมั่นคง เมื่อกล่าวถึงอนาคต นายเหลียงย้ำว่า “เรามีความมั่นใจและมีขีดความสามารถที่จะเดินบนเส้นทางนี้ให้ไกลขึ้นและมั่นคงยิ่งขึ้น” บริษัทได้วางแผนพัฒนาไว้อย่างชัดเจน โดยในระยะสั้นจะเชื่อมโยงกำแพงข้อมูลด้านคุณภาพ การใช้พลังงาน และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อขุดค้นศักยภาพในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ในระยะกลางจะค่อย ๆ ขยายขอบเขตดิจิทัลให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้คำสั่งซื้อ การจัดซื้อ การผลิต คลังสินค้า และโลจิสติกส์เชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว ส่วนวิสัยทัศน์ระยะยาว คือการสร้างโรงงานอัจฉริยะดิจิทัลระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ใช้ข้อมูลเสริมพลังการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม และอาศัยการเปลี่ยนผ่านสู่ความอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงและยั่งยืนขององค์กร

โอกาสและนัยสำคัญต่อไทย

การยกระดับอุตสาหกรรมสู่ระบบอัจฉริยะไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่หรือรื้อระบบเดิมทั้งหมด แต่สามารถใช้แนวทาง “ปรับปรุงแบบเบา ยกระดับของเดิม และเชื่อมข้อมูลให้เป็นระบบ” ซึ่งเหมาะกับบริบทของผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs และผู้ผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ โลหะแผ่น และชิ้นส่วนเครื่องจักร ไทยกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม EV และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ หากผู้ประกอบการไทยสามารถนำบทเรียนลักษณะนี้ไปประยุกต์ใช้ เช่น การใช้ MES เชื่อมกับเครื่องจักรเดิม การจัดการคลังสินค้าอัจฉริยะ การใช้ ERP และระบบตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตแบบหลายรุ่น ปริมาณน้อย แต่ส่งมอบเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทาน EV ยุคใหม่ นอกจากนี้ การลดของเสีย เพิ่มอัตราผลิตภัณฑ์ดี และบริหารวัตถุดิบอย่างแม่นยำ ยังจะช่วยลดต้นทุนในภาวะที่ค่าแรงและราคาวัตถุดิบผันผวน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของภาคการผลิตไทยในปัจจุบัน

พื้นที่ความร่วมมือที่ไทยสามารถต่อยอดกับมณฑลเสฉวนและเมืองเหมียนหยางได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ ชิ้นส่วนสถานีชาร์จ EV ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์บริหารการผลิต และการฝึกอบรมบุคลากรอุตสาหกรรม หากไทยสามารถเชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรม เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และผู้ประกอบการไทยเข้ากับบริษัทจีนที่มีประสบการณ์ด้าน “การปรับปรุงอัจฉริยะและเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ก็จะช่วยเร่งการยกระดับฐานการผลิตไทยจากการเป็นเพียงฐานประกอบไปสู่ฐานผลิตที่มีความยืดหยุ่น ตอบสนองคำสั่งซื้อเฉพาะทาง และมีข้อมูลรองรับการตัดสินใจตลอดกระบวนการ

ในระยะยาว ไทยอาจใช้โมเดลนี้เป็นต้นแบบในการพัฒนา “โรงงานอัจฉริยะต้นทุนเข้าถึงได้” สำหรับ SMEs ไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในห่วงโซ่อุปทาน EV อาเซียน และเปิดโอกาสให้ไทยเป็นทั้งตลาด ผู้ร่วมผลิต และฐานเชื่อมโยงเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะระหว่างจีนกับภูมิภาคอาเซียนได้มากขึ้น


[1] การยกระดับโรงงานโดย ไม่รื้อระบบเดิมทั้งหมด ไม่ลงทุนสร้างโรงงานใหม่ขนาดใหญ่ แต่เลือกปรับเฉพาะจุดสำคัญ ใช้เครื่องจักรเดิมบางส่วนร่วมกับระบบดิจิทัล เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ที่มาของข้อมูล: เข้าถึงข้อมูลวันที่ 2 มิถุนายน 2569

  1. http://www.myrb.net/html/2026/news/6/448295.html

ที่มารูปภาพ:

  1. http://www.myrb.net/html/2026/news/6/448295.html
  2. 699pic.com
การผลิตอัจฉริยะ

Chengdu_editor

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน