เผยโครงสร้างธุรกิจ “หม่อนไหม”กว่างซี มองโอกาสและประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ของไทย
22 Mar 2018
ปี 2560 สถานการณ์หม่อนไหมของเขตฯ กว่างซีจ้วง รวมทั้งประเทศจีนส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง ดัชนีชี้วัดต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งผลผลิตต่อหน่วย ราคาขายรังไหมและรายได้เกษตรกร
ผลการสำรวจสถานการณ์ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนของเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในกว่างซี ประจำปี 2560 ที่สำนักงานฝ่ายตรวจสอบอนุมัติและสำรวจต้นทุนและราคา (ในสังกัดคณะกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปเขตฯ กว่างซีจ้วงหรือ Guangxi NDRC) ได้ทำการสำรวจเป็นประจำทุกปี มีดังนี้
ราคาขายเฉลี่ยของรังไหมปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันหลังจากที่ได้ผ่านช่วงต่ำสุดในปี 2558โดยราคาขายเฉลี่ยของปี 2560 อยู่ที่กิโลกรัมละ 46.05หยวน เพิ่มจากปี 2558 ที่กิโลกรัมละ31.68 หยวน (เพิ่ม 45.36%) นับเป็นราคาขายที่สูงเป็นประวัติการณ์ (สูงกว่าราคาขายในปี 2556 ที่กิโลกรัมละ 36.95 หยวน ซึ่งเป็นราคาที่สร้างสถิติสูงสุดก่อนหน้านี้ถึง 16.14%)
การที่ราคาขายเพิ่มสูงขึ้นหมายความว่ารายได้ของเกษตรกรก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ในปี2558เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิต่อหน่วย(หมู่จีน) ติดลบ605.94 หยวน(หรือขาดทุนไร่ละ 252 หยวน) ซึ่งเป็นการขาดทุนที่ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยากกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม
ต่อมาในปี2559เกษตรกรพลิกสถานการณ์จนได้กำไรอยู่ที่ 390.99 หยวน (กำไรไร่ละ 162.8 หยวน) และในปี 2560ผลตอบแทนสุทธิต่อหน่วยเท่ากับ 1,309.95 หยวน (กำไรไร่ละ 545.7 หยวน) เพิ่มขึ้น 2.35 เท่า (YoY)
การลงพื้นที่สำรวจกลุ่มเกษตรกร 54 ครัวเรือนใน 6 พื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมขนาดใหญ่ของกว่างซี[*]พบว่า ผลผลิตรังไหมต่อหน่วย(หมู่จีน)อยู่ที่ 157.05 กิโลกรัม (ไร่ละ 65.42 กิโลกรัม) รายได้จากการขาย7,282.23 หยวน (ไร่ละ 3,033.77 หยวน) รายได้ที่เป็นเงินสด5,746.39 หยวน (ไร่ละ 2,393.94 หยวน)
ทั้งนี้ หากคำนวณโดยเฉลี่ยจากพื้นที่ปลูกหม่อนต่อครัวเรือนที่ 5.74 หมู่จีน (ราว 2.39 ไร่) เกษตรกรมีรายได้จากการขายรังไหมเฉลี่ยต่อครัวเรือน 41,800 หยวน (ไร่ละ 17,417 หยวน)เพิ่มขึ้นจากปีที่เคยสร้างสถิติสูงสุด5.75% และรายได้ที่เป็นเงินสดเกือบ 33,000 หยวน (ไร่ละ 13,747 หยวน) เพิ่มขึ้นจากปีที่เคยสร้างสถิติสูงสุด 10.28%
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สำนักงานฝ่ายฯ เตือนว่าแม้ว่าสถานการณ์ราคารังไหมจะเพิ่มขึ้นขอให้เกษตรกรเลี้ยงไหมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับราคาลดลง แนวทางการสร้าง/รักษาผลตอบแทนจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมคือ เกษตรกรไม่ควรขยายขนาดกิจการผลิตตามกระแส แต่ควรพิจารณาปรับโครงสร้างการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างสมเหตุสมผล ให้ความสำคัญกับการควบคุมป้องกันโรคระบาดของตัวไหมและการพัฒนาคุณภาพรังไหม
BIC ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่สำคัญของจีนอยู่ทางภูมิภาคตะวันตกของประเทศโดย “เขตฯ กว่างซีจ้วง” เป็นแหล่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจีน (ตามด้วยมณฑลเสฉวนและมณฑลยูนนาน)
หลายปีมานี้ แม้ว่าอุตสาหกรรมหม่อนไหมของจีนตกอยู่ในสภาวะซบเซา เนื่องจากผลตอบแทนมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ต้นทุนแรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรในบางมณฑลขาดแรงจูงใจในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
อย่างไรก็ดี รัฐบาลกว่างซีสนับสนุนให้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอุตสาหกรรม “แก้จน” เป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมเกษตรสำคัญของมณฑล (รองจากอุตสาหกรรมน้ำตาล)
นอกจากกว่างซีจะเป็นมณฑลที่มีพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากที่สุดในจีนพื้นที่รวม 3.2 ล้านหมู่จีน หรือ 1.33 ล้านไร่ (เกือบ 30% ของทั้งประเทศ)แล้ว กว่างซียังเป็นมีปริมาณผลผลิตรังไหมมากที่สุดในประเทศ 12 ปีติดต่อกัน หรือประมาณ 3.6 แสนตัน (สัดส่วน 50% ของทั้งประเทศ)
พื้นที่ที่มีศักยภาพในกว่างซี ได้แก่ เมืองเหอฉือ นครหนานหนิง เมืองหลายปิน เมืองหลิ่วโจว เมืองกุ้ยก่าง และเมืองไป่เซ่อปัจจุบันนักธุรกิจนอกพื้นที่ได้ทยอยเข้ามาลงทุนตั้งกิจการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ข้างต้น
ที่ผ่านมา กว่างซีมีการพัฒนาสายพันธุ์หม่อนและตัวไหมอย่างต่อเนื่อง เช่น ผลงานวิจัย “รังไหมสี” ซึ่งเป็นสีธรรมชาติที่ได้จากตัวไหม โดยไม่ผ่านกระบวนการย้อมด้วยฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะ“รังไหมสีทอง” ที่ได้รับความนิยมและกำลังพัฒนาจาก “ห้องทดลอง” สู่ “สายการผลิต” จริงแล้ว
กว่างซียังมีการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงไหมด้วยอุปกรณ์ “รวงผึ้ง” เสมือนการสร้างคอนโดมิเนียมแยกห้องนอนให้กับตัวไหม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ลดการสิ้นเปลืองแรงงาน และได้รังไหมที่มีคุณภาพสูง
นอกจากนี้ กว่างซียังส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์เชิงบูรณาการจากผลิตผลพลอยได้ในอุตสาหกรรมหม่อนไหม เช่น การเพาะเห็ดจากกิ่งหม่อน การผลิตไฟฟ้าด้วยการเผากิ่งหม่อน การผลิตปุ๋ยจากมูลไหมซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจให้สูงขึ้นอีกด้วย
โอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมหม่อนไหมในกว่างซีการที่อุตสาหกรรมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของกว่างซีเป็น “อุตสาหกรรมต้นน้ำ” ที่เน้นผลิตวัตถุดิบเส้นใยและปั่นด้ายเป็นหลัก ทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมขาดความสมดุล ก่อให้เกิด “ช่องว่าง”ทางเทคโนโลยีและการแปรรูปผลิตภัณฑ์เชิงลึกเช่น กระบวนการฟอกย้อมและผ้าทอสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมกลางน้ำที่กำลังรอการเติมเต็มในระบบอุตสาหกรรมหม่อนไหมของกว่างซี
คำอธิบาย
[*]พื้นที่ที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมขนาดใหญ่ในกว่างซี ได้แก่ นครหนานหนิง อำเภอเหิงเสี้ยน (Hengxian County/横县) เขตอี๋โจวของเมืองเหอฉือ (Yizhou District/宜州区)อำเภอหลิ่วเฉิงของเมืองหลิ่วโจว (Liucheng County/柳城县)อำเภอเซี่ยงโจวของเมืองหลายปิน (Xiangzhou County/象州县)และอำเภอหลิงซานของเมืองชินโจว (Lingshan County/灵山县)
จัดทำโดย: นางสาวพรทิพย์ ปราบไกรสีห์ นักศึกษาฝึกงานมหาวิทยาลัยทักษิณ
เรียบเรียงโดย: นายกฤษณะ สุกันตพงศ์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง
แหล่งที่มา: หนังสือกว่างซี เดลี่(广西日报) วันที่ 16 มีนาคม 2561
เว็บไซต์ https://waa.inter.nstda.or.th
เว็บไซต์ www.gotoknow.org
เว็บไซต์ www.mofcom.gov.cn
