เดินสำรวจตลาดข้าวและผลไม้ไทยเมืองเซี่ยเหมิน
17 Jun 2015เดินสำรวจตลาดข้าวและผลไม้ไทยเมืองเซี่ยเหมิน
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2558 เจ้าหน้าที่ศูนย์ BIC ได้รับมอบหมายจากสถานกงสุลใหญ่ไทย ประจำเมืองเซี่ยเหมิน ให้ติดตามคณะผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ไปเยี่ยมชมและสำรวจตลาดข้าวไทยและสินค้าอาหารไทย ณ Supermarket ต้ารุ่นฟา และ เมโทร ซึ่งเป็น Supermarket ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งสำรวจตลาดผลไม้ไทย ณ ตลาดกลางขายส่งผลไม้ของเมืองเซี่ยเหมิน
ตลาดข้าวไทยในเซี่ยเหมิน
ข้าวหอมมะลิที่วางจำหน่ายใน Supermarket เมืองเซี่ยเหมิน
จากการสำรวจตลาดข้าวไทย ณ Supermarket ต้ารุ่นฟา เมืองเซี่ยเหมิน พบว่า ข้าวที่อวดอ้างว่าเป็นข้าวหอมไทย ส่วนใหญ่จะมีรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์เป็นรูปภาพแบบไทยๆ และมีตัวหนังสือภาษาไทยประกอบชวนเชื่อว่าเป็นสินค้าจากประเทศไทย แต่ถ้าลองอ่านภาษาไทยบนบรรจุภัณฑ์จะไม่เข้าใจว่าสื่อถึงอะไร และสังเกตได้ว่า ข้าวที่อวดอ้างว่าเป็นข้าวหอมไทยถ้าดูจากฉลากข้างบรรจุภัณฑ์จะพบว่ามีแหล่งผลิตในประเทศจีน ซึ่งมีบาร์โค้ด (barcode) ขึ้นต้นด้วยเลข 69 และมีการใช้ชื่อยี่ห้อเป็นภาษาไทย อาทิเช่น ตราทุเรียนทอง ตรากระต่ายทอง ตราข้าวหอมมะลิชาววัง ตราพวงมาลัยทอง เป็นต้น และพบว่าข้าวหอมไทยและข้าวหอมมะลิไทยแท้ที่นำเข้าจาก ประเทศไทยมีแค่ 2-3 ยี่ห้อ และจะวางจำหน่ายปนกับข้าวที่ผลิตในประเทศจีนและข้าวที่อวดอ้างว่าเป็นข้าวไทย โดยข้าวหอมมะลิไทยแท้จะมีตราสัญลักษณ์วงกลมสีเขียวของกรมการค้าต่างประเทศ (Department of foreign trade) ที่รับรองว่าเป็น “ข้าวหอมมะลิไทย” แท้ และมีบาร์โค้ด (barcode) ขึ้นต้นด้วยเลข 885
ข้าวหอมมะลิไทยแท้ที่บรรจุหีบห่อจากประเทศไทย และมีตราสัญลักษณ์รับรองจากกรมการค้าต่างประเทศ
การสำรวจตลาดข้าวไทย ณ Supermarket เมโทร เมืองเซี่ยเหมิน พบว่า ข้าวไทยในแผนกสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิไทยแท้ที่มีตราสัญลักษณ์ของกรมการค้าต่างประเทศรับรอง อาทิ ข้าวหอมมะลิไทยตราสนามหลวง ที่ผลิตโดย บ.ซีพี ข้าวหอมมะลิไทยตรา UTHAI ข้าวหอมมะลิคัดพิเศษตราจินซูลิ่น เป็นต้น แต่ข้าวที่อวดอ้างว่าเป็นข้าวหอมไทยและไม่มีตราสัญลักษณ์ของกรมการค้าต่างประเทศรับรอง จะวางจำหน่ายในแผนกข้าวที่ผลิตในประเทศจีน ซึ่ง Supermarket เมโทร จะมีการจัดแยกประเภทข้าวสารที่นำเข้ากับข้าวสารที่ผลิตในประเทศไว้ชัดเจน ต่างจาก Supermarket เล็กอย่างต้ารุ่นฟา
จากการสำรวจตลาดข้าวหอมมะลิไทยในเมืองเซี่ยเหมิน คณะผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ข้าวหอมมะลิไทยแท้ที่นำเข้าจากประเทศไทยนั้น จะมีราคาจำหน่ายในตลาดจีนสูงกว่าราคาจำหน่ายตามท้องตลาดในประเทศไทยถึงสองเท่า โดยมีราคาต่อน้ำหนักข้าวหอมมะลิไทย 5 กก. อยู่ที่ประมาณ 90-100 หยวน (หรือประมาณ 450-500 บาท)
นายสมชาติ สร้อยทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับประเภทของข้าวหอมของไทยว่า ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% มีแหล่งปลูกอยู่ในจังหวัดทางภาคอีสานของไทย 20 จังหวัด และจังหวัดทางภาคเหนือ 3 จังหวัดเท่านั้น แต่ข้าวสายพันธุ์หอมมะลิที่ปลูกในจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทยนอกเหนือจาก 23 จังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น จะเรียกว่า “ข้าวหอมจังหวัด” ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิแท้ 100% ที่ปลูกใน 23 จังหวัด และต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อให้ได้ข้าวที่มีกลิ่นหอมคล้ายสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ แต่ได้ผลผลิตดีกว่า มีกำไรเท่าตัว มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าสายพันธุ์หอมมะลิ เรียกว่า “ข้าวหอมปทุม” ซึ่งจะมีราคาถูกกว่า “ข้าวหอมจังหวัด” และมีความหอมเหมือนกับข้าวหอมมะลิแท้ แต่เมื่อนำมาหุงจะไม่นุ่มเท่าข้าวหอมมะลิแท้
ปัญหาใหญ่ของตลาดข้าวไทยในจีนคือ ยี่ห้อข้าวสารของจีน ที่มีการแอบอ้าง/อวดอ้างว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทยนั้น ส่งผลกระทบให้ตลาดข้าวหอมมะลิไทยในจีนได้รับผลกระทบและเสียชื่อเสียงอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ไม่สามารถจำแนกข้าวไทยแท้ที่บรรจุไปจากไทยกับข้าวที่บรรจุถุงในจีน ทำให้ผู้บริโภคจีนมีความเชื่อมั่นว่าคุณภาพข้าวไทยนั้น ไม่ได้หอมอร่อยดีจริงอย่างที่โฆษณา ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งออกข้าวไทยมายังจีนจึงควรตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ และเตรียมหาทางรับมือกับปัญหาการปลอมแปลงหรือแอบอ้างชื่อยี่ห้อข้าวไทยอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องและกอบกู้ชื่อเสียงข้าวไทย รวมทั้งเรียกความเชื่อมั่นในสินค้าไทยในสายตาผู้บริโภคชาวจีนกลับคืนมาด้วย
ตลาดผลไม้ไทยในเซี่ยเหมิน
ตลาดกลางขายส่งผลไม้เมืองเซี่ยเหมิน
ผลไม้ที่พบวางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดเมืองเซี่ยเหมิน ได้แก่ มะม่วง ชมพู่ สับปะรด ทุเรียน มังคุด ฯลฯ ซึ่ง “มะม่วง” เป็นผลไม้ที่พบวางจำหน่ายตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเมืองเซี่ยเหมินมากที่สุด และมะม่วงส่วนใหญ่เป็นมะม่วงนำเข้าจากไต้หวันและเวียดนาม มะม่วงนำเข้าจากไทยนั้น พบวางจำหน่ายไม่มาก มะม่วงไต้หวันถือว่าได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาท่องเที่ยวเซี่ยเหมินมากที่สุด และ “ชมพู่” ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป ส่วนใหญ่ก็เป็นชมพู่ที่นำเข้าจากไต้หวันเช่นกัน
การสำรวจตลาดผลไม้ไทย ณ ตลาดกลางขายส่งผลไม้เมืองเซี่ยเหมิน พบว่า ผลไม้ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่นำเข้าจากไต้หวัน ได้แก่ มะม่วง ชมพู่ กีวี เชอร์รี่ เป็นต้น ผลไม้ที่นำเข้าจากไทยและพบวางจำหน่ายในตลาดดังกล่าวฯ ได้แก่ ทุเรียนและมังคุด ซึ่งทุเรียนที่วางจำหน่ายในตลาดกลางฯ นั้น เป็นทุเรียนนำเข้าจากประเทศไทยที่มีฉลากรับรองคุณภาพสินค้าจากกรมวิชาการเกษตร (Department of Agriculture) และมังคุดที่วางจำหน่ายในตลาดกลางฯ ซึ่งผู้ค้าอ้างว่าเป็นมังคุดที่นำเข้าจากประเทศไทยนั้น มีลักษณะรูปลักษณ์ที่ไม่สดใหม่ คือผลมังคุดและหัวขั้วมีลักษณะแห้งเหี่ยว และราคามังคุดก็ขึ้นอยู่กับความสดใหม่ (ที่ดูได้จากหัวขั้วของผลมังคุด คือมังคุดที่หัวขั้วยังมีสีเขียวอยู่จะมีราคาแพงกว่ามังคุดที่หัวขั้วมีสีน้ำตาลเหี่ยวแห้ง)
ทุเรียนนำเข้าจากไทย ที่วางจำหน่าย ณ ตลาดกลางขายส่งผลไม้เมืองเซี่ยเหมิน
ผลไม้จากไต้หวันถือเป็นคู่แข่งรายสำคัญของผลไม้ไทย โดยล่าสุด เว็บไซด์ข่าว What’s on Xiamen เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2558 รายงานข่าวว่า สำนักงานตรวจสอบและกักกันโรคเซี่ยเหมินเผยว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมืองเซี่ยเหมินมีการนำเข้าผลไม้จากไต้หวันรวมเป็นปริมาณกว่า 6 หมื่นตัน และเมืองเซี่ยเหมินยังถือเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการนำเข้าผลไม้จากไต้หวัน และเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่สำคัญสำหรับผลไม้ไต้หวันในจีนแผนดินใหญ่ด้วย ซึ่งในปี 2558 ท่าเรือเซี่ยเหมินนำเข้าผลไม้จากไต้หวันรวมปริมาณ 21,100 ตัน มากกว่าปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไต้หวันในปี 2557 ที่มีปริมาณนำเข้ารวม 19,800 ตัน ในเดือนมีนาคม 2558 ปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไต้หวันในเมืองเซี่ยเหมินสูงถึง 4,164 ตัน เพิ่มสูงขึ้นจากข่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงร้อยละ 106.77 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.09 ของปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไต้หวันในไตรมาสแรก ในขณะที่ ปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไต้หวันในวันที่ 28 เมษายน 2558 มีปริมาณการนำเข้าสูงถึง 1,275.7 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณการค้าในวันเดียวที่สูงที่สุดในประวัติกาล
อนึ่ง การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเซี่ยเหมิน (Xiamen Free Trade Zone) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไต้หวันในเมืองเซี่ยเหมินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนโยบายต่างๆ ในเขตการค้าเสรีเซี่ยเหมินนั้นจะเน้นให้สิทธิประโยชน์กับไต้หวันเป็นพิเศษ อาทิ การที่สำนักงานตรวจสอบและกักกันโรคเซี่ยเหมิน มีการเปิดช่องทางที่เรียกว่า “green channel” เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกสำหรับผลไม้นำเข้าจากไต้หวัน และยังมีการใช้ระบบทำงานแบบ “7 วัน*24 ชม.” (7-day*24-hour shift) เพื่อให้แน่ใจว่าผลไม้จากไต้หวันจะมาถึงท่าเรือเมืองเซี่ยเหมินในขณะที่ยังคงความสดใหม่อยู่ เป็นต้น ดังนั้น นโยบายในเขตการค้าเสรีเซี่ยเหมินจึงอาจมิได้ส่งผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบการผลไม้ของไทยนัก
* * * * * * * * * * *
