เฉิงตูเดินหน้าสู่ตลาดยานยนต์พลังงานใหม่เต็มรูปแบบ อัตราการใช้รถ New Energy Vehicle (NEV) ทะลุ 50% เปิดโอกาสไทยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า–ชิ้นส่วน–บริการหลังการขาย
27 May 2026
ในการประชุมสัมมนาว่าด้วยการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมการจำหน่ายและหมุนเวียนยานยนต์ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สมาคมการหมุนเวียนยานยนต์มณฑลเสฉวนได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์แนวโน้มการบริโภครถยนต์ของนครเฉิงตูในช่วงปี 2568–2569 โดยรายงานระบุว่า ตลาดรถยนต์ของนครเฉิงตูได้เข้าสู่ระยะใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรถยนต์ใช้น้ำมันและรถยนต์พลังงานใหม่เติบโตควบคู่กัน แต่รถยนต์พลังงานใหม่ได้กลายเป็นทิศทางหลักของตลาด โดยมีอัตราการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ทะลุ 50% แล้ว
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรม ผู้จำหน่ายรถยนต์ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมุ่งหารือประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ การเชื่อมต่อและผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และการประสานความร่วมมือในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบัน ตลอดจนร่วมกันแสวงหาแนวทางยกระดับบริการ การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือ และการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างมีคุณภาพสูง
ในที่ประชุม นายหวัง ชวน ประธานสมาคมการหมุนเวียนยานยนต์มณฑลเสฉวน ได้รายงานผลการวิเคราะห์แนวโน้มการบริโภครถยนต์ของนครเฉิงตูในช่วงปี 2568–2569 โดยระบุว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์เฉิงตูได้เข้าสู่ยุคที่รถยนต์ใช้น้ำมันและรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตควบคู่กัน แต่รถยนต์พลังงานใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดอย่างชัดเจน และอัตราการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ได้ทะลุระดับ 50% แล้ว
นายหวังฯ กล่าวว่า จากผลการสำรวจพบว่า ช่วงราคารถยนต์ 100,000–300,000 หยวน (14,730–44,190 ดอลลาร์สหรัฐ) เป็นช่วงราคาหลักที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะรถยนต์ในช่วงราคา 150,000–200,000 หยวน (22,095–29,460 ดอลลาร์สหรัฐ) ที่มีจุดขายด้าน “พื้นที่กว้างขวาง + ระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง” กำลังเติบโตอย่างโดดเด่น นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความอัจฉริยะของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบขับขี่อัจฉริยะ การโต้ตอบภายในห้องโดยสารด้วย AI ความต้องการของครอบครัว และ “คุณค่าทางอารมณ์” ล้วนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อรถยนต์

รายงานดังกล่าวชี้ว่า ตลาดรถยนต์ของนครเฉิงตูกำลังแสดงให้เห็นแนวโน้มสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การจับคู่ระหว่างกลุ่มผู้บริโภคกับประเภทรถยนต์มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ประการที่สอง เทคโนโลยีอัจฉริยะได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ และประการที่สาม ความต้องการของผู้บริโภคได้ยกระดับจากการตอบสนองด้านฟังก์ชันการใช้งาน ไปสู่การสร้างคุณค่าเชิงอารมณ์และความรู้สึกร่วมกับผลิตภัณฑ์
จากแนวโน้มดังกล่าว นายหวังฯ เสนอว่า แบรนด์รถยนต์ควรเร่งศึกษาสถานการณ์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในเชิงลึก เสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้ใช้ และมุ่งสื่อสารคุณค่าด้านวิถีชีวิตและประสบการณ์การใช้งาน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบและโอกาสทางการแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง
ในประเด็นการปรับตัวและการหาทางออกของผู้จำหน่ายรถยนต์และธุรกิจรถยนต์มือสอง นายฉาง เหลียง รองเลขาธิการสาขาการประยุกต์ใช้ข้อมูลและการวิจัยผู้บริโภคของสมาคมการหมุนเวียนยานยนต์จีน ระบุว่า ในปี 2568 คาดว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์มือสองของจีนจะทะลุ 600,000 คัน ผู้จำหน่ายรถยนต์ที่ต้องการดำเนินธุรกิจส่งออกรถยนต์ใหม่ควรเลือกตลาดเป้าหมายและพันธมิตรท้องถิ่นอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งประเมินศักยภาพด้านการดำเนินงานและการบริหารจัดการในระดับสากลของตนเอง ส่วนการวางแผนส่งออกรถยนต์มือสอง ผู้ประกอบการควรประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองให้ชัดเจน คาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า และดำเนินธุรกิจต่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปบนพื้นฐานของศักยภาพที่แท้จริง
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่ภาคอุตสาหกรรมให้ความสนใจสูง อาทิ การดำเนินงานด้วยระบบดิจิทัลและอัจฉริยะ การบริหารความเสี่ยง และบริการ AI แบบครบวงจรตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โดยวิทยากรได้แบ่งปันประสบการณ์จากภาคปฏิบัติและกรณีศึกษาที่สำคัญ ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้จำหน่ายรถยนต์ในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ศูนย์ BIC Chengdu เล็งเห็นว่า การที่อัตราการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ในนครเฉิงตูทะลุ 50% สะท้อนว่าเฉิงตูและมณฑลเสฉวนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ตลาดทดลอง” ไปสู่ “ตลาดหลัก” ของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่อย่างชัดเจน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระหว่างไทยกับจีน เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของอาเซียน และกำลังเร่งผลักดันอุตสาหกรรม EV ภายในประเทศ การเติบโตของตลาดเฉิงตูที่เน้นรถยนต์ราคา 100,000–300,000 หยวน โดยเฉพาะรุ่นที่มีพื้นที่กว้าง ระบบขับขี่อัจฉริยะ และห้องโดยสาร AI สอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์อเนกประสงค์ รถครอบครัว เทคโนโลยีความปลอดภัย และความคุ้มค่า ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ แบตเตอรี่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ยานยนต์ อุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร วัสดุน้ำหนักเบา และบริการหลังการขาย สามารถศึกษาแนวโน้มเฉิงตูเพื่อปรับกลยุทธ์การผลิต การออกแบบ และการร่วมมือกับผู้ผลิตจีนที่ต้องการขยายตลาดในอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาโมเดลความร่วมมือด้านชิ้นส่วน EV และระบบอัจฉริยะที่ไทยมีศักยภาพรองรับในฐานะฐานผลิตและกระจายสินค้าสู่ภูมิภาค
โอกาสสำคัญอีกประการหนึ่งอยู่ที่การเติบโตของตลาดรถยนต์มือสองและการส่งออกยานยนต์ของจีน ซึ่งคาดว่าปี 2568 การส่งออกรถยนต์มือสองของจีนจะเกิน 600,000 คัน ประเด็นนี้มีทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ต่อไทย ในเชิงโอกาส ไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางบริการต่อเนื่องในภูมิภาค เช่น การตรวจสภาพรถยนต์ การรับรองมาตรฐาน การซ่อมบำรุง การจัดหาอะไหล่ การรีมาร์เก็ตติ้ง และโลจิสติกส์สำหรับรถยนต์พลังงานใหม่และรถยนต์มือสอง โดยอาศัยจุดแข็งด้านเครือข่ายผู้ประกอบการยานยนต์ที่มีอยู่เดิม อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องติดตามมาตรฐานความปลอดภัย แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบช่วยขับขี่ และข้อกำหนดด้านข้อมูลของรถยนต์อัจฉริยะอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและใช้ประโยชน์จากการไหลเวียนของรถยนต์จีนได้อย่างสมดุล หากภาคธุรกิจไทยสามารถจับมือกับสมาคมอุตสาหกรรม ผู้จำหน่ายรถยนต์ และผู้ให้บริการดิจิทัลของเสฉวนได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยยกระดับบทบาทของไทยจากตลาดปลายทางไปสู่ “หุ้นส่วนเชิงอุตสาหกรรม” ของจีนในห่วงโซ่ยานยนต์พลังงานใหม่ ทั้งด้านการผลิต การบริการ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการขยายตลาดสู่อาเซียนอย่างมีศักยภาพ
ที่มาของข้อมูล: เข้าถึงข้อมูลวันที่ 27 พฤษภาคม 2569
1. https://scnews.newssc.org/system/20260522/001614356.html
ที่มารูปภาพ
1. งาน Chengdu International Trade Fair for Automotive Parts and Aftermarket Services (CAPAS) ครั้งที่ 12
