จับ “เทรนด์”ปีม้าทอง: กระแสการบริโภคของชาวจีน 2557
11 Feb 2014เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน สำหรับการฉลองเทศกาลตรุษจีน 2557 ที่ถือว่าเป็นการขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติของจีน สำหรับประเด็นร้อนที่นักธุรกิจที่ต้องการเจาะตลาดจีนต่างจับตามอง คงหนีไม่พ้นเรื่องพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนแนวโน้ม โอกาสและความท้าทายในด้านการค้าและการลงทุน เพราะการเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและวิถีชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จง่ายขึ้น ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถจับกระแสของการบริโภคได้ถูกจุด ก็จะเป็นโอกาสในการเข้าไปเจาะตลาดและรับมือกับการแข่งขันได้ไม่ยากนัก
ล่าสุด บริษัทแนวหน้าด้านการวางแผนกลยุทธ์และสื่อโฆษณา “เอ็มอีซี” (MEC) ได้เผยผลการศึกษาในหัวข้อ “กระแสการบริโภคในจีน 2557” โดยเป็นรายงานรวบรวมการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนการวิเคราะห์แบบเจาะลึกจากเซียนนักการตลาดในจีน บีไอซีฉบับนี้จึงขอนำผู้อ่านทุกท่านมาดูกันว่ากระแสการบริโภคของชาวจีนในปีม้าทองปีนี้จะมีอะไรบ้าง
1. ใช้ไอทีแสดงตัวตน (Move like Geeks)
หลายปีที่ผ่านมา การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในจีน นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลของ China Internet Network Information Center ระบุว่า ถึงสิ้นปี 2556 นักท่องอินเตอร์เน็ตชาวจีนมีจำนวนทั้งสิ้น 618 ล้านคน จึงไม่น่าแปลกใจว่าผลการศึกษา ระบุว่า ปี 2557 ชาวจีนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะการใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยแสดงอัตลักษณ์ของตนเองได้โดดเด่นขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า ชาวจีนในยุคปัจจุบันจะมีความรู้ด้านไอที หรือได้กลายเป็น “Geek” ด้านไอทีและพร้อมจะมีบทบาทในฐานะเป็นบล็อกเกอร์ เป็นสื่อ และเป็นผู้ที่คนรอบข้างจะมาปรึกษาก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าอยู่เสมอ
3. ซื้อสินค้าที่ไม่ใช่แค่ “ตัวสินค้า” (Experiential Consumption)
การใช้จ่ายของผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกของสินค้าเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับกระบวนการตลอดการเลือกซื้อของผู้บริโภค เช่น พวกเขาคาดหวังว่าการซื้อสินค้าจะสามารถสร้างบรรยากาศที่ดี ตลอดจนสร้างความประทับใจให้แก่พวกเขาได้
จากผลสำรวจในปี 2555 ระบุว่า ร้อยละ 84 ของกลุ่มตัวอย่างยินดีที่จะเลือกซื้อสินค้าในร้านที่มีการจัดร้านอย่างดี (ตัวเลขดังกล่าวมีเพียงร้อยละ 47 ในปี 2553) ความต้องการของผู้บริโภคเหล่านี้สะท้อนว่า ภาคธุรกิจจะต้องมีการส่งเสริมการรวมกลุ่มของแบรนด์และนวัตกรรมสำหรับผู้บริโภคเพื่อสร้างประสบการณ์หลากหลายในการนำเสนอสินค้า
4. จับจ่ายยามค่ำคืน (Wake Up the Night) อีกหนึ่งตัวเลขที่ยืนยันว่าคนจีนจำนวนมากมีพฤติกรรมการจับจ่ายในตอนกลางคืน คือ ยอดการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเถาเป่าและทีมอลล์ (Taobao/ Tmall) ในช่วงเทศกาลคนโสด (วันที่ 11 พ.ย. ปีที่ผ่านมา) มียอดการซื้อสิ้นค้าสูงสุดในช่วงเวลา 00.00-01.00 น. ของวันดังกล่าว ด้วยมูลค่าการขายรวม 6,700 ล้านหยวน ซึ่งจุดนี้เอง นักธุรกิจจะต้องหากลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว
6. สินค้าแบรนด์จีนมาแรงแซงโค้ง (New Fashion of Chinese Brands)
ในอดีต หากถามว่า ทำไมผู้บริโภคชาวจีนจึงตัดสินใจซื้อสินค้าแบรนด์ในประเทศ พวกเขาอาจตอบว่าเนื่องจากราคาที่ถูกและการหาซื้อสินค้าได้ง่าย อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว จีนในวันนี้ที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมที่แข็งแกร่ง แบรนด์สินค้าจีนหลายประเภทได้ยกระดับมาเป็นผู้กำหนดเทรนด์ (trend setter) ทั้งนี้ จากยอดการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทีมอลล์ (Tmall) ในช่วงวันที่ 11 พ.ย. ปีที่ผ่านมา พบว่า ทุกการซื้อสินค้า 10 ชิ้น จะมีสินค้าแบรนด์จีน 8 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านหยวน จุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าแบรนด์จีนหลายประเภทได้ใช้นวัตกรรมพัฒนาคุณภาพ จนสามารถครองใจและได้รับความนิยมผู้บริโภคในประเทศได้ไม่น้อย
ผู้บริโภคจีนมีแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ จากพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังซื้อสูงกระแสหลัก ซึ่งมักจะเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนม ชื่อดัง ราคาสูง แต่ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากผู้บริโภคจีนยุคใหม่จะไม่อยากเป็นเพียงผู้ตาม (Follower) แต่เริ่มที่จะมองหาสินค้าที่โดดเด่นมีสไตล์เฉพาะตัว แตกต่างจากคนอื่น และไม่สนใจว่าเป็นสินค้าแบรนด์เนมหรือไม่ โดยผลสำรวจของผู้บริโภค ร้อยละ 53 ระบุว่า ยินดีที่จะจ่ายให้กับสินค้าที่พวกเขาคิดว่ามีเอกลักษณ์และไม่ซ้ำกับใคร ดังนั้น แม้จะเป็นสินค้าจากแบรนด์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ถ้ามีการออกแบบที่โดดเด่น ถูกใจ ลูกค้าชาวจีนก็เต็มใจที่จะสนับสนุนสินค้าจากแบรนด์โนเนมเหล่านี้
ดังนั้น ในศักราชใหม่นี้ การเร่งเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม “Niche Market” หรือการทำตลาด การสร้างแบรนด์สินค้าที่ออกแบบสินค้าออกอย่างมีสไตล์ ไม่ซ้ำใคร เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคระดับบนเฉพาะกลุ่มดูจะเป็นเทรนด์ที่ต้องจับตามอง ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีแนวโน้มกำลังเติบโตไปในทิศทางที่ดีในเมืองใหญ่ของจีน ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการไทย การยกระดับสินค้าของตนเป็นระดับพรีเมี่ยมได้ โดยออกแบบมาให้มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์และความงามอย่างไทย ซึ่งอาจจะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และความประณีตเข้ามาช่วย น่าจะยกระดับและทำให้สินค้าไทยเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมที่มีศักยภาพในด้านการตลาดในเมืองจีน เนื่องจากปัจจุบันตลาดสินค้าพรีเมี่ยม ที่เจาะกลุ่มลูกค้าชาวจีนระดับบนนั้น มีกำลังซื้อสูง และมีทัศนคติที่เปิดกว้างมากขึ้นต่อสินค้าจากต่างประเทศ
8. การกินที่ไม่แช่แค่ “อิ่มท้อง” (Master Chef & Foodie)
หากย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน จีนยังเป็นเพียงประเทศสังคมนิยม ด้อยพัฒนา ประชาชนยังอดมื้อ กินมื้อ แต่เวลาเพียงไม่นาน จีนก็สามารถนำพาประเทศจีนกลายมาเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกได้ ส่งผลให้พฤติกรรมการรับประทานอาหาร มิใช่การกินเพื่ออยู่เหมือนในอดีตเท่านั้น เพราะการรับประทานอาหารในเมืองจีนยุคปัจจุบัน หมายถึง การลิ้มรส การรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ตลอดจนแสดงถึงวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นเอกลัษณ์ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ไลฟ์ไตล์ของชาวจีนในเมืองใหญ่ก็ไม่มีความแตกต่างจากคนเมืองทั่วโลก ที่มีการดื่มกาแฟ ทานอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารนานาชนิดจากทั่วโลก
จากผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 40 กล่าวว่า พวกเขาคือนักชิมและชื่นชอบในการรับประทานอาหารเลิศรส นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับภัตตาคารและอาหารยังถือว่าเป็นแอพที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนืองในจีน
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ชาวจีนเลือกบริโภคอาหารจีนเป็นพื้นฐาน แต่ปัจจุบันอาหารจากต่างประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น และได้รับความนิยมในฐานะเป็นทางเลือก ทั้งนี้ชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นเก่านิยมปรุงอาหารเองที่บ้าน ซึ่งมักมีการสำรองอาหารสดแช่แข็งไว้ ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่จะรับประทานอาหารนอกบ้านก่อนกลับบ้าน และนิยมสำรองอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงหรือพร้อมรับประทานไว้ในตู้เย็น ซึ่งกระแสของคนรุ่นใหม่นี้ ผลักดันให้เกิดการผลิตอาหารสำเร็จรูปบรรจุหีบห่อวางขายตามห้างสรรพสินค้า
9. ตอบโจทย์การบริโภคด้วยนิ้วเดียว (One-Finger Consumption)
โลกดิจิตอลในปัจจุบัน ดูเหมือนว่า โทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยทำให้การใช้ชีวิตง่ายและสะดวกมากขึ้น สำหรับชาวจีนเองก็เช่นเดียวกัน การบริโภคสินค้าและบริการแบบใช้นิ้วสัมผัส (one finger consumption) ได้กลายเป็นกระแสนิยมในหมู่คนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมการเงิน การซื้อสินค้า การค้าออนไลน์แบบการรวมกลุ่มซื้อของ (团购: ถวนโก้ว Group Buying) การจองตั๋วเครื่องบิน ห้องพักผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มากขึ้นเรื่อย ๆ
จากข้อมูลของ China Internet Network Information Center ระบุว่า ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2556 จำนวนผู้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีจำนวนทั้งสิ้น 463.76 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 78.5 ของผู้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตทั้งหมด นอกจากนี้ ข้อมูลเฉพาะครึ่งปีแรกของปี 2556 มีจำนวนผู้ใช้แอพพลิเคชั่นโอนจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์เพิ่้มขึ้นกว่าร้อยละ 30) แสดงให้เห็นว่า สังคมจีนกำลังเปลี่ยนแปลงด้านการทำธุรกรรมอย่างรวดเร็วมาก ได้สร้างช่องทางการค้า การประชาสัมพันธ์และการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับโลกออนไลน์ ตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคที่พึ่งพิงเทคโนโลยีมากขึ้น
