จับขบวนการลักลอบนำเข้ายางพาราจากเวียดนาม หลบเลี่ยงภาษีกว่า 360 ล้านหยวน

6 Mar 2013

เว็บไซต์ข่าวซินหัว-เขตฯ กว่างซีจ้วง : เจ้าหน้าที่กว่างซีบุกจับกุมขบวนการลักลอบนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศเข้ากว่างซี พร้อมดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาล โดยมีกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิด 10 คน

เมื่อปลาย ก.พ.56 ที่ผ่านมา ศาลอุทรณ์นครหนานหนิง (Nanning Intermediate Courts, 南宁中级法院) ได้เริ่มเปิดศาลพิพากษาในคดีที่จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายในกรณีที่ลักลอบนำเข้ายางพาราจากฝั่งเวียดนาม น้ำหนักมากกว่า 4.3 หมื่นตันภายในระยะเวลาไม่ถึงปี คิดเป็นเม็ดเงินภาษีมากกว่า 360 ล้านหยวน

ขบวนการดังกล่าวดำเนินการใน 2 รูปแบบ คือ

1) รับคำสั่งจากผู้สั่งซื้อชาวจีนที่สั่งซื้อยางพาราจากต่างประเทศ โดยลำเลียงผ่านประเทศเวียดนาม โดยเรียกเก็บค่าตอบแทนในรูปของ ค่าประกันความปลอดภัยในการขนส่งข้ามแดนเข้าประเทศและการขนส่งภายในประเทศ

2) ดำเนินการสั่งซื้อยางพาราจากเวียดนามและลักลอบนำเข้าด้วยตัวเอง เพื่อรอโอกาสจำหน่ายกินกำไรส่วนต่าง

ลักษณะการดำเนินงานเรียกได้ว่าเป็นแบบ One Stop Service ตั้งแต่การรับ/สั่งซื้อสินค้าจากแหล่งสินค้าในต่างประเทศ เพื่อขนส่งมายังท่าเรือบริเวณชายแดนเวียดนาม-กว่างซี (อำเภอระดับเมืองตงซิง)

หลังจากยางพาราถูกลำเลียงผ่านแม่น้ำเป่ยหลุน (Beilun River, 北仑河) สมาชิกขบวนการส่วนหนึ่งจะรอรับสินค้า เพื่อขนถ่ายขึ้นรถบรรทุกขนาดกลาง เพื่อนำไปส่งยังคลังสินค้าในเมืองฝางเฉิงก่างก่อนกระจายไปยังมือผู้รับในประเทศจีน

นอกจากนี้ ขบวนการดังกล่าวยังได้จัดตั้งบริษัทค้าและประมูลยางพาราขึ้นบังหน้าทั้งในเวียดนามและจีน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เพื่ออาศัยเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการประมูลยางพาราเป็นใบเบิกทางในการลักลอบขนส่ง รวมถึงการรับยางพาราที่ถูกทางการเจ้าหน้าที่อายัดไว้นั่นเอง

เหตุที่ขบวนการดังกล่าวสามารถหลุดรอดสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้หลายต่อหลายครั้ง ก็เนื่องมาจากในกระบวนการลักลอบขนส่งได้มีการส่งสายขับรถนำไปดูลาดเลา หากมีเหตุไม่ชอบมาพากลก็จะแจ้งให้กับคนขับรถบรรทุกเลี่ยงใช้เส้นทางอื่นได้อย่างทันท่วงที

BIC ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่กว่างซีและเวียดนามมีพรมแดนติดกันระยะทางถึง 1,020 กิโลเมตร ซึ่งบางส่วนมีพรมแดนธรรมชาติอย่างแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นแบ่งเขตแดน จึงเป็นช่องโว่ให้กลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายใช้กระทำความผิด

กรณีข้างต้นคงพอเป็นอุทรหรณ์สำหรับผู้ประกอบการไทย กล่าวคือ

1) แม้ว่าปริมาณการค้ายิ่งนับวันจะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีเส้นทางอาร์ต่างๆ (R8, R9 และ R12) เชื่อมโยงอีสานไทยกับกว่างซี แต่ก็ไม่ควรใช้โอกาสจากช่องว่างดังกล่าวในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

2) ก่อนเริ่มการค้าขายกัน จำเป็นต้องตรวจสอบคู่ค้าดูเสียก่อน ซึ่งอาจสอบถามผ่านหน่วยงานภาครัฐไทยในต่างประเทศที่ประจำอยู่ในเมือง/มณฑลนั้นๆ (สถานกงสุลใหญ่ สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) หรือภาครัฐจีนที่เกี่ยวข้อง (สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ CCPIT สำนักงานบริหารอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ หรือ Administrator for Industry and Commerce)

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน