ความสัมพันธ์จีนแผ่นดินใหญ่ – ไต้หวัน ในยุคแห่งความร่วมมือ และบทบาทของมณฑลฝูเจี้ยน

18 Jul 2013

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ (Cross-strait Relations) หรือความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน เป็นความสัมพันธ์ที่ทั่วโลกต่างจับตามอง เนื่องจากมีนัยสำคัญต่อสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ โดยมักมีรูปแบบความสัมพันธ์แตกต่างกันตามบริบททั้งในและต่างประเทศ ณ เวลานั้น ๆใน

ปัจจุบัน ประเด็นเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวันก็ยังคงเป็นประเด็นที่ทางการจีนแผ่นดินใหญ่ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดและจัดเป็นความสำคัญลำดับต้นเสมอ เพราะเรื่องดังกล่าวผูกโยงกับอธิปไตยของดินแดนที่จีนย้ำเสมอว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน รวมทั้งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นายหม่า อิงจิ่ว หัวหน้าพรรคก๊กหมินตั๋ง เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวันและดำเนินนโยบายแยกความสัมพันธ์เรื่องการเมืองออกจากด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งล้วนมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น โดยทางผู้นำไต้หวันได้เคลื่อนไหวกระชับความสัมพันธ์กับจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามเปิดความเชื่อมโยงโดยตรงทั้งสามทางถึงกัน ได้แก่ การติดต่อทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมทั้งเน้นให้ความสำคัญต่อการแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยเครื่องมือและนโยบายที่มีความยืดหยุ่น ผ่านการเจรจาระดับทวิภาคี ภายใต้ความข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจช่องแคบไต้หวัน (Economic Cooperation Framework Agreement – ECFA) ได้เปิดมิติใหม่ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองอย่างเห็นได้ชัดเจน ถือได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันได้พัฒนาสู่ยุคแห่ง “ความร่วมมือ” ส่งผลให้การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมทั้งการเดินทางไปมาระหว่างผู้คนทั้งสองฝั่งพัฒนาไปอย่างมาก โดยหากพิจารณาเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันจีนได้กลายเป็นตลาดส่งออกและฐานการลงทุนที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งวันที่เป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง หลังจากที่ นายอู๋ ป๋อสง ประธานกิตติมศักดิ์พรรคก๊กหมินตั๋ง (KMT) แห่งไต้หวันพร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงได้เข้าพบ ผู้นำคนใหม่ของจีน นายสี จิ้นผิง ในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นสองฝ่ายเห็นพ้องว่าจะดำเนินการสร้างความเชื่อมั่นต่อกัน พร้อมยังให้คำมั่นต่อภายใต้นโยบายจีนเดียว โดยจะประสานและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันในทุกด้าน

ในการพบกันของผู้นำทั้งสองในครั้งนี้ นายสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำประเด็นฝากไปยังทางการไต้หวันรวม 4 ประการ ได้แก่

1. ยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศบนหลักการ “จีนเดียว” โดยที่ยังคงให้ความสำคัญกับสถานการณ์ของช่องแคบไต้หวัน โดยจะเน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกด้านระหว่างกัน

2. สนับสนุนการเข้าใจพัฒนาการของประวัติศาสตร์ควบคู่กับการพัฒนาความสัมพันธ์ในอนาคต

3. ส่งเสริมการเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจ การติดต่อกัน การแสวงหาความเหมือนบนความแตกต่าง

4. เน้นการพัฒนาความสัมพันธ์แบบมั่นคงและรอบด้าน

ปฏิเสธมิได้ว่า ท่าทีที่อ่อนลงและการเข้าหาจีนมากขึ้นของทางไต้หวัน เป็นผลมาจากความต้องการรักษาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมา หากไต้หวันยังคงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน จะนำไปสู่การเสียโอกาสการค้าการลงทุนกับจีนที่มีมูลค่ามหาศาล โดยตลาดจีนคือตลาดที่มีผู้บริโภคจำนวนมาก ผนวกกับกำลังซื้อที่สูงขึ้นของผู้บริโภคชาวจีนแผ่นดินใหญ่ จีนจึงเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าผ่านทางช่องแคบไต้หวันโดยอาศัยสิทธิประโยชน์จากความตกลงทางการค้าระหว่างทั้งสอง นอกจากนี้ยังรวมถึงบทบาทของจีนในเวทีโลกที่นับวันจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

หลักการ “จีนเดียว” พื้นฐานของสันติภาพและความร่วมมือ

หลังจากพรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนและอพยพไปยังเกาะไต้หวันตั้งแต่ปี 2488 จนถึง ณ ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองได้พัฒนาและมีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนและพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน ต่างยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของ “ฉันทามติ ปี 1992 (2535)” ที่มีการลงนามข้อตกลงกัน ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ผ่านองค์กรเอ็นจีโออย่างสมาคมความสัมพันธ์ช่องแคบไต้หวัน Association for Relations across the Taiwan Strait (ARATS) ของทางฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ และ องค์กรการแลกเปลี่ยนระหว่างช่องแคบ Straits Exchange Foundation (SEF) ของฝั่งไต้หวัน โดยมีเนื้อหาระบุว่าจะยึดมั่นในแนวทาง “จีนเดียว” (ซึ่งมักจะถูกอธิบายตามความหมายของแต่ละฝ่ายมาโดยตลอด) และนี่เองที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของความร่วมมือทั้งปวง


สายการบังคับบัญชาการกำหนดนโยบายของจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน

การค้าระหว่างช่องแคบเติบโต

สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน ดูเหมือนว่าทางฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่จะเสียดุลการค้าให้กับไต้หวันอยู่ไม่น้อย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นผลพวงจากความตกลง Economic Cooperation Framework Agreement (ECFA) ซึ่งเป็นความตกลงทางเศรษฐกิจด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสอง ซึ่งได้ลงนามกันและมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 3 ปีก่อน จากสถิติข้อมูลการค้าของทั้งสองฝ่าย ปี 2555 การค้ายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการค้าทั้งสิ้น 168,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 แบ่งเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ส่งออกไปไต้หวัน 36,780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 และนำเข้าจากไต้หวันถึง 132,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8

ทุนไต้หวันรุกคืบจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากการค้าที่โตขึ้นแล้ว การลงทุนจากทางไต้หวันก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยจากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ตลอดปี 2555 ที่ผ่านมาทางการจีนแผ่นดินใหญ่ได้อนุมัติโครงการลงทุนจากไต้หวันรวม 2,229 โครงการ ลดลงร้อยละ 15.5 คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนจริง 2,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.4

ทั้งนี้ จากตัวเลขตั้งแต่อดีตจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ปี 2555 มีนักลงทุนไต้หวันเข้ามาลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่แล้วรวม 88,001 โครงการ รวมมูลค่ายอดการลงทุนจริง 57,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินลงทุนจากไต้หวันคิดเป็นร้อยละ 4.5 ของ FDI ของทั้งประเทศจีน

ผลจากการลงทุนในภาคการผลิต บริการ ก่อสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคอุตสาหกรรมไอที ที่ประมาณร้อยละ 60 – 70 ล้วนเป็นเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่จากไต้หวัน จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ทำในจีนแผ่นดินใหญ่โดยคนไต้หวัน” (Made by Taiwan but Made in China)

ยอดจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มไม่หยุด!

ด้านการท่องเที่ยว ภายหลังที่ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบในการอนุญาตนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไต้หวันได้โดยอิสระ (Free Independent Traveler) แต่เดิมจะต้องมาในกลุ่มผ่านบริษัททัวร์เท่านั้น โดยโครงการดังกล่าวเริ่มครั้งแรกในปี 2554 มีเพียงแค่ชาวปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน เท่านั้นที่ได้รับอนุญาต ต่อมา ได้ประกาศเพิ่มเติมให้แก่ชาวเทียนจิน หนานจิง ฉงชิ่ง เฉิงตู กว่างโจว หังโจว เซินเจิ้น ฝูโจว จี่หนาน และซีอาน ล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา นายเซ่า ฉีเหว่ย ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวจีน ได้ประกาศในการประชุมฟอรั่มว่าด้วยช่องแคบไต้หวัน ครั้งที่ 5 ว่า ได้อนุมัติเพิ่มเติ่มให้นักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่เป็นรอบที่สาม ได้แก่ ชาวเสิ่นหยาง ฉางชุน ชิงเต่า เหอเฝย ฉางซา หนานหนิง หนิงโป เจิ้งโจว สือเจียจวง คุนหมิง ซูโจว และเฉวียนโจว รวมทั้งสิ้น 13 เมือง ให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวไต้หวันได้อย่างอิสระ ถือได้ว่าเป็นเพิ่มช่องทางช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองในระดับประชาชนเป็นอย่างดี

จากข้อมูลสถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวประจำปี 2555 ระบุว่า ชาวจีนแผ่นดินใหญ่เดินทางมายังไต้หวันรวม 2.58 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.96 คิดเป็นร้อยละ 35.37 ของนักท่องเที่ยวต่างแดนที่มาเที่ยวไต้หวันทั้งหมด ในจำนวนดังกล่าวมาในประเภทนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ รวม 1.78 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.76 ประเภทนักท่องเที่ยวอิสระ 1.9 แสนคน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 529.69 และมาเพื่อเยี่ยมญาติหรือทำธุรกิจรวม 6.1 แสนคน และเป็นที่คาดการณ์ว่า ภายหลังการประกาศผ่อนคลายกฏเกณฑ์ให้นักท่องเที่ยวในหลายเมือง จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่จะไปไต้หวันจะทะลุ 3 ล้านคนในปีนี้อย่างแน่นอน และนี่เองจะช่วยผลักดันให้เงินแพร่สะพัดในระบบเศรษฐกิจของไต้หวันอย่างมาก

มณฑลฝูเจี้ยน สะพานเชื่อมความสัมพันธ์

มณฑลฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยน ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์การคมนาคมทางทะเลที่สำคัญ ทั้งยังตั้งอยู่ระหว่างเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง และเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำจูเจียงซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศจีนอีกด้วย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มณฑลฝูเจี้ยนได้ก้าวสู่การเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน รวมทั้งยังมีบทบาทสำคัญในด้านการประสานความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน ด้วยจุดเด่นหลัก 2 ประการ คือ

1. ยุทธศาสตร์ที่ตั้ง โดยมณฑลฝูเจี้ยนอยู่ห่างจากเกาะไต้หวันเพียง 125 – 160 กม. ส่งผลให้การเดินทางไปมาหาสู่กันของผู้คนทั้งสองฝากฝั่งช่องแคบสะดวกสบาย รวมทั้งการขนส่งสินค้านำเข้าจากไต้หวันส่วนใหญ่จะต้องผ่านมณฑลฝูเจี้ยนทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมืองเซี่ยเหมิน ที่มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของมณฑล (ส่วนที่อยู่ใกล้กับเขตไต้หวันมากที่สุดอยู่ที่เมืองเซี่ยเหมิน โดยมีระยะทางห่างจากเกาะจินเหมินที่เป็นพื้นที่อาณาของไต้หวันเพียงแค่ 1.8 กม. นอกจากนี้ยังมีนครฝูโจว เมืองเอกของฝูเจี้ยนถือเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับกรุงไทเปของไต้หวันมากที่สุด)

2. มีความผูกพันทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระหว่างผู้คนทั้งสองฝั่งช่องแคบอย่างแน่นแฟ้น โดยประมาณร้อยละ 80 ของชาวไต้หวันล้วนอพยพและมีบรรพบุรุษมาจากเมืองเซี่ยเหมิน จางโจว และเฉวียนโจว ของมณฑลฝูเจี้ยน ส่งผลให้วิธีการดำเนินชีวิต วัฒนธรรม และ ภาษามีความหมายคล้ายคลึงกันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาถิ่นที่ใช้ในไต้หวันเป็นภาษาเดียวกันกับภาษาหมิ่นหนาน ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในสามเมืองข้างต้นทุกประการ

ปัจจัยทั้งสองข้อดังกล่าวส่งผลให้มณฑลฝูเจี้ยนทำหน้าที่เป็นเวทีกลางที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน

ในการนี้ มณฑลฝูเจี้ยนจึงได้รับมอบหมายจากรัฐบาลกลางจีนแผ่นดินใหญ่ให้มีบทบาทพิเศษในการเชื่อมความสัมพันธ์ในทุกด้านกับไต้หวัน โดยเมื่อเดือน พ.ค. ปี 2552 รัฐบาลปักกิ่งได้อนุมัติโครงการ “เขตเศรษฐกิจชายฝั่งตะวันตกช่องแคบไต้หวัน” (The West Taiwan Strait Economic Zone) หรือที่รู้จักในภาษาจีนว่า “เขตเศรษฐกิจห่ายซี” ซึ่งตามแผนโครงการยังได้ระบุให้ใช้พื้นที่เกาะผิงถานในนครฝูโจวเป็นพื้นที่นำร่องดึงดูดการลงทุนจากไต้หวันภายใต้ชื่อ “เขตนำร่องทดลองการพัฒนาโดยรวมผิงถาน” (Pingtan Comprehensive Experimental Zone)

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันรัฐบาลกลางได้เห็นชอบให้มีการใช้นโยบายพิเศษในด้านต่างๆ อาทิ การค้า การลงทุน การขนส่งเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความร่วมมือของฝูเจี้ยนและไต้หวันให้มากขึ้น ที่สำคัญได้แก่ การจัดตั้งเขตการลงทุนของชาวไต้หวัน (Taiwanese investment zones) ในนครฝูโจว เมืองเซี่ยเหมิน และเฉวียนโจว โดยรัฐบาลกลางและรัฐบาลมณฑลฝูเจี้ยนต่างจัดสรรงบประมาณมหาศาลเพื่อก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในเขตดังกล่าว อีกทั้งยังมีการงดเว้นการจัดเก็บภาษีรายได้ธุรกิจให้กับธุรกิจเรือที่ให้บริการขนส่งระหว่างชายฝั่งฝูเจี้ยนกับเกาะจินเหมิน มาจู และเผิงหู (3 เกาะของไต้หวันที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งฝูเจี้ยนมากกว่าชายฝั่งไต้หวัน) นอกจากนี้ รัฐบาลกรุงปักกิ่งและไต้หวันยังได้มีการตกลงในความร่วมมือทางการเงินหลายโครงการที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจไต้หวันที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจห่ายซีด้วย

จากข้อมูลสถิติจากทางการมณฑลฝูเจี้ยนระบุว่า ตลอดปี 2555 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนและไต้หวันยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในด้านการค้ามีมูลค่ารวม 11,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 แบ่งเป็นฝูเจี้ยนนำเข้าจากไต้หวัน 8,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ฝูเจี้ยนส่งออกไปไต้หวัน 3,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 ในส่วนของการลงทุนฝูเจี้ยนสามารถดึงดูดโครงการการลงทุนของไต้หวันได้เป็นมูลค่า 2,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการลงทุนของบริษัทฝูเจี้ยนเข้าไปลงทุนยังไต้หวันรวม 830,210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันถึง 25 เท่า มณฑลฝูเจี้ยนได้กลายเป็นมณฑลอันดับสามของจีนที่มีทุนไต้หวันเข้าไปลงทุนมากที่สุด

นอกจากนี้ ตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลมณฑลประจำปี 2556 มณฑลฝูเจี้ยนระบุอย่างชัดเจนว่าจะทำหน้าที่เป็น “เวทีหลักในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างจีน – ไต้หวัน” โดยจะมุ่งให้ความสำคัญแก่แผนการพัฒนา 5 ประการอันประกอบด้วย แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจบริเวณช่องแคบไต้หวัน แผนพัฒนาเกาะผิงถาน แผนการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความร่วมมือและแลกเปลี่ยนระหว่างช่องแคบไต้หวันของเมืองเซี่ยเหมิน แผนพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเล และแผนการปฏิรูปเมืองเฉวียนโจวให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน

มณฑลฝูเจี้ยนในยุค “สายตรง” ถึงผู้นำ ณ กรุงปักกิ่ง

หลายคนยังไม่รู้ว่า ก่อนที่นายสี จิ้นผิง จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ และเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ นายสี มีความผูกพันกับมณฑลฝูเจี้ยนอย่างอย่างใกล้ชิด เพราะเคยดำรงตำแหน่งสำคัญและมีประสบการณ์ทำงานในมณฑลเป็นเวลาเกือบ 20 ปี อาทิ

1985-1988 กรรมาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเมืองเซี่ยเหมิน และรองผู้ว่าการเมืองเซี่ยเหมิน

1988-1990 เลขาธิการประจำเมืองหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน

1993-1995 กรรมาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลฝูเจี้ยน เลขาธิการพรรคฯ ประจำนครฝูโจว

1996-1999 รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลฝูเจี้ยน

1999-2000 รักษาการผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน และรองเลขาธิการพรรคฯ ประจำมณฑลฝูเจี้ยน

2000-2002 ผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน และรองเลขาธิการพรรคฯประจำมณฑลฝูเจี้ยน

นอกจากนี้ ครั้นนายสี จิ้นผิง ทำงานในฝูเจี้ยนเมื่อปี 1994 ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มและผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝั่งช่องแคบ โดยผลักดันงานนิทรรศการการค้าระหว่างช่องแคบไต้หวัน หรืองาน CFET (Cross Straits Fair for Economy and Trade – CFET) จนประสบผลสำเร็จ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นทุกวันที่ 18 พ.ค. ของทุกปี ณ นครฝูโจว นับเป็นงานใหญ่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน

เป็นที่น่าสังเกตว่า นับต่อจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันในยุคที่นายสี จิ้นผิงเป็นประธานาธิบดี มณฑลฝูเจี้ยนจะดูมีบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้บริหารสูงของมณฑลในแต่ละหน่วยงานล้วนเป็น “เหล่าเผิงโหย่ว” หรือเพื่อนเก่าที่เคยทำงานร่วมกับนายสี จิ้นผิง มาแล้วทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องไต้หวัน มณฑลฝูเจี้ยน ดูจะมีแต้มต่อมากกว่าอีกหลายมณฑลของจีนอยู่หลายเท่าตัว จากวัฒนธรรมการทำงานบนหลักความสัมพันธ์ หรือ “กวนซี่” แล้ว มณฑลฝูเจี้ยนในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะมีช่องทางการสื่อสารโดยตรงกับผู้นำจีน ทั้งในแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบ

โดยปกติแล้ว นโยบายด้านเศรษฐกิจถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ ถ้าสามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็จะกลายเป็นอุปกรณ์ชั้นเลิศในการส่งเสริมสนับสนุนวัตถุประสงค์ของรัฐ ทั้งนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ใช้ความได้เปรียบในทางเศรษฐกิจของตน เปิดเกมส์รุกด้วยนโยบายหลากหลายแบบเต็มรูปแบบเพื่อโน้มน้าวและเชิญชวนไต้หวันให้เข้าหาจีนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งฝ่ายไต้หวันเองก็ยินดีรับทอดสะพานดังกล่าวโดยไม่รีรอ โครงการหลายโครงการ และความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จึงถือเป็นความร่วมมือร่วมที่ต้องการใช้ทรัพยากรจากภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากไต้หวันเข้ามาเป็นปัจจัยหลักเพื่อส่งเสริมการพัฒนา ทำให้ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลปักกิ่งได้ใช้มณฑลฝูเจี้ยนเป็นช่องทางพิเศษเพื่อผลักดันนโยบายพิเศษที่เกี่ยวกับไต้หวันและสามารถดึงดูดการค้าการลงทุนจากไต้หวันได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลโดยตรงต่อการสมานความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่น้อย

ในอนาคต ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันดูเหมือนจะยังทรงตัวดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตราบใดที่พรรคก๊กมินตั๋ง นำโดยนายหม่า อิงจิ่ว ยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำ จนกระทั่งจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2559 กระนั้น ท่าทีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของไต้หวันการดำเนินนโยบายร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีพึ่งพาอาศัยกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน แบบวิน – วิน สองฝ่าย การมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกัน อาทิ การซื้อขายสินค้า การแลกเปลี่ยนทุน เทคโนโลยี รวมไปถึงการเดินทางท่องเที่ยวแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของประชาชนทั้งสอง เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอาจมองได้ว่า ไต้หวันได้ปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง เนื่องจากนับตั้งแต่รัฐบาลปักกิ่งได้ประกาศอย่างชัดแจ้งในเวทีระหว่างประเทศ ว่าจะยึดมั่นในหลักการ “จีนเดียว” ซึ่งจุดนี้เองทำให้ไต้หวันตกอยู่ในสภาพที่ถูก “จำกัด” อยู่ในวงแคบจากประชาคมโลก ปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ ผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการโอนอ่อนหาจีนมากขึ้นถือเป็นท่าทีการดำเนินนโยบายที่นอกจากจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นระหว่างช่องแคบแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสถานะของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้งด้วย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สันติภาพระหว่างช่องแคบ และความสัมพันธ์ของทั้งสองฟากในยุคแห่งความร่วมมือล้วนล้วนจะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังสามารถยกระดับความเป็นอยู่ให้แก่ประชาชนของทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันทั้งสิ้น

ข้อมูลอ้างอิง:

1. Chien-Kai Chen, China and Taiwan A Future of Peace? : A Study of Economic Interdependence, Taiwanese Domestic Politics and Cross-Strait Relations, 1-20

2. Rira Momma, 2013, Briefing Memo: The Direction of China-Taiwan Relations Under the Xi Jinping and Ma Ying-jeou Administrations, The National Institute for Defense Studies News, 1-4

3. Chen Yuan Tung, 2004, Economic Relations Between Taiwan and China, 1-7

4. www.mofcom.gov.cn

5. www.people.com.cn

6. www.chinanews.com

7. www.fj.xinhuanet.com

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน