“หุ่นยนต์อัจฉริยะผลิตในเฉิงตู” ชุดแรกพร้อมผลิตออกจำหน่าย เปิดโอกาสใหม่ความร่วมมือไทย–จีนด้านหุ่นยนต์และอุตสาหกรรมอนาคต

27 May 2026

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ หรือ Embodied Intelligence ของนครเฉิงตู กำลังจะก้าวสู่หมุดหมายสำคัญครั้งใหม่ โดยหุ่นยนต์อัจฉริยะเชิงกายภาพ “ผลิตในเฉิงตู หรือ Made in Chengdu” ชุดแรกจำนวน 200 ตัว ของบริษัท AgiBot (หรือ Zhiyuan Robotics) จะออกจากสายการผลิตอย่างเป็นทางการ ณ ฐานอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพภาคตะวันตกเฉียงใต้ (AgiBot Southwest Embodied Intelligence Industry Base) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตผีตู นครเฉิงตู พร้อมกันนี้ โครงสร้างหลักของฐานดังกล่าวในรูปแบบ “หนึ่งฐานบูรณาการ สามศูนย์กลางหลัก”[1] จะเปิดตัวพร้อมกันด้วย

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียงราวครึ่งปีนับจากการลงนามโครงการ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนปีที่ผ่านมา บริษัท AgiBot ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของจีนในสาขาปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ ได้ร่วมมือกับเขตผีตูเพื่อก่อสร้างฐานวิจัย พัฒนา และผลิตหุ่นยนต์อัจฉริยะเชิงกายภาพขนาดใหญ่แห่งแรกของเฉิงตู รายงานล่าสุดของ Omdia ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยระดับโลก ระบุว่า AgiBot ครองอันดับหนึ่งของโลกทั้งในด้านยอดส่งมอบมากกว่า 5,100 ตัวในปี 2568 และส่วนแบ่งตลาด 39%

จากการลงนามโครงการสำคัญไปจนถึงการที่หุ่นยนต์จากบริษัทชั้นนำระดับโลกสามารถผลิตในเฉิงตูและเตรียมออกจากสายการผลิตได้ภายในเวลาเพียงครึ่งปี ฐานแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจสถานที่จริงก่อนวันเปิดตัว

เยี่ยมชมฐานการผลิต: หุ่นยนต์ร้อง เต้น และโต้ตอบได้ สายการผลิตมีกำลังผลิตปีละหลายพันตัว

เมื่อก้าวเข้าสู่ศูนย์จัดแสดงของฐานอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพภาคตะวันตกเฉียงใต้ของ AgiBot บรรยากาศแห่งเทคโนโลยีอนาคตก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่เทคนิคกำลังฝึกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์หลายตัว หุ่นยนต์เหล่านี้ยืนอย่างมั่นคง เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ตัวเครื่องสีขาวดำดูเรียบล้ำ ขณะที่รองเท้ากันลื่นสีเหลืองสดใสสะดุดตาเป็นพิเศษ

“สวัสดี หลิงซี จับมือกันได้ไหม” ผู้สื่อข่าวกล่าวทักทายหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเบา ๆ

“ได้สิ มาจับมือกัน” หุ่นยนต์ชื่อ “หลิงซี” ตอบกลับ ก่อนยื่นมือกลออกมาและจับมือกับผู้สื่อข่าวได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรมชาติ การเคลื่อนไหวลื่นไหลราวกับมนุษย์

ความน่าประทับใจยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ภายใต้คำสั่งของเจ้าหน้าที่เทคนิค หุ่นยนต์ “หลิงซี” จำนวน 5 ตัวในศูนย์จัดแสดงได้เริ่ม “ขึ้นเวทีแสดงความสามารถ” โดยยืดแขน หมุนตัว ออกหมัด และแสดงท่าศิลปะการต่อสู้ตามจังหวะดนตรีอย่างคล่องแคล่วและมีพลัง สะท้อนความสามารถด้านการควบคุมการเคลื่อนไหว การโต้ตอบด้วยเสียงที่แม่นยำ และการประสานท่าทางอย่างมีประสิทธิภาพ

นายถังข่าย ผู้จัดการใหญ่ฐานอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพภาคตะวันตกเฉียงใต้ของ AgiBot กล่าวว่า AgiBot เป็นหนึ่งในบริษัทแรกของโลกที่ทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่การผลิตในปริมาณมากและการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจำหน่ายไปแล้วในหลายประเทศและภูมิภาค ฐานผลิตในเขตผีตูถือเป็นพื้นที่สำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ระดับโลกของบริษัท ปัจจุบัน ฐานดังกล่าวมีสายการผลิตหลักสำหรับหุ่นยนต์ 2 รุ่น ได้แก่ “หลิงซี” และ “หย่วนเจิง” โดยมีกำลังการผลิตปีละหลายพันตัว นายถังข่ายระบุว่า ในอนาคต ฐานผลิตในเขตผีตูจะมุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมท้องถิ่นที่เชื่อมโยงทั้งต้นน้ำและปลายน้ำของปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ ผ่านการประสานพลังระหว่างภาคธุรกิจ บุคลากร เทคโนโลยี เงินทุน และนโยบาย พร้อมทั้งดึงดูด พัฒนา และรักษาบุคลากรระดับสูง ด้วยการสร้างโอกาสการจ้างงาน การฝึกอบรม และพื้นที่สำหรับการเติบโตทางอาชีพ

เปิดเบื้องหลัง “โรงงานสมอง”: ศูนย์เก็บข้อมูลช่วยให้หุ่นยนต์ “เรียนรู้โลกจริง”

หากสายการผลิตเปรียบเสมือนสถานที่ที่มอบ “ร่างกาย” ให้กับหุ่นยนต์ ศูนย์เก็บข้อมูลก็คือสถานที่ที่ทำให้หุ่นยนต์มี “สมอง” หลังออกจากศูนย์จัดแสดง ผู้สื่อข่าวได้เดินทางต่อไปยังศูนย์เก็บข้อมูล ซึ่งเป็นกลไกหลักของฐานแห่งนี้ ภายในพื้นที่ดังกล่าว หุ่นยนต์อัจฉริยะเชิงกายภาพจำนวนมากถูกจัดวางเรียงราย ราวกับกำลังรอเวลาตื่นขึ้น

เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลคนหนึ่งสวมอุปกรณ์ VR และถือ Controller ไว้ในมือทั้งสองข้าง ขณะขยับมือไปมาในอากาศ ภาพเสมือนที่เขามองเห็นคือโลกในมุมมองของหุ่นยนต์ บนโต๊ะมีเสื้อผ้าวางอยู่หนึ่งชิ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ค่อย ๆ ยกมือและกดปุ่ม หุ่นยนต์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ “เข้าใจ” การสั่งงานทันที ใช้นิ้วกลหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาอย่างมั่นคง แล้วพับเสื้อตามเส้นทางการเคลื่อนไหวของแขนเจ้าหน้าที่อย่างเป็นลำดับ การเคลื่อนไหวต่อเนื่องทั้งหมดนี้คือหัวใจของงานประจำวันของเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูล นั่นคือการ “ป้อนข้อมูลจริงคุณภาพสูง” ให้แก่สมองของหุ่นยนต์

เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยอมรับว่า การฝึกปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพในปัจจุบันยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ นั่นคือ หุ่นยนต์ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในบ้านเรือนทั่วไปหรือใช้งานในสถานการณ์จริงอย่างกว้างขวาง ทำให้ข้อมูลพฤติกรรมตามธรรมชาติในโลกจริงยังมีอยู่น้อยมาก

“หุ่นยนต์ไม่เหมือนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่สามารถเรียนรู้จากข้อมูลข้อความมหาศาลบนอินเทอร์เน็ตได้ และไม่เหมือนระบบขับขี่อัตโนมัติที่สามารถสะสมข้อมูลจากสภาพถนนจริง การเคลื่อนไหวทุกก้าวของหุ่นยนต์ในระยะแรกต้องอาศัยมนุษย์นำทางและเก็บข้อมูลแบบจับมือสอน มิฉะนั้นโมเดลก็จะไม่มีข้อมูลให้เรียนรู้ และไม่สามารถพัฒนาต่อได้” เจ้าหน้าที่กล่าว

ด้วยเหตุนี้ ทีมงานจึงพัฒนาระบบเก็บข้อมูลจากหุ่นยนต์จริงขึ้นเอง เพื่อเชื่อมต่อกระบวนการสำคัญขั้นสุดท้ายก่อนการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ของหุ่นยนต์ให้สมบูรณ์

ภายในฐานฝึก มีการจำลองฉากใช้งานจริงหลายประเภท เช่น บ้านพักอาศัย การดูแลผู้สูงอายุและสุขภาพ สำนักงาน และร้านค้าปลีก หุ่นยนต์หลายตัวกำลัง “เรียนรู้” พร้อมกัน บางตัวฝึกคัดแยกผลไม้ บางตัวฝึกจัดวางสินค้า และบางตัวจำลองงานต้อนรับในหน่วยงานภาครัฐ แม้การเคลื่อนไหวจะยังค่อนข้างช้า แต่มีความแม่นยำและมั่นคง

นายถังข่ายเน้นว่า “ศูนย์เก็บข้อมูลคือกลไกหลักของฐานทั้งหมด ที่นี่จะดำเนินงานครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การติดป้ายกำกับข้อมูล การทำความสะอาดข้อมูล ไปจนถึงการฝึกโมเดล”

เมื่อมีข้อมูลจากสถานการณ์จริงจำนวนมหาศาลถูกป้อนเข้าไปอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงโมเดลซ้ำแล้วซ้ำเล่า หุ่นยนต์ก็จะค่อย ๆ “ฉลาด” มากขึ้น

จากวันลงนามจนถึงวันที่หุ่นยนต์ “ผลิตในเฉิงตู” ชุดแรกเตรียมออกจากสายการผลิต ใช้เวลาเพียงครึ่งปี ความเร็วของการพัฒนาเช่นนี้น่าทึ่งอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ “ช่วงเวลาที่หุ่นยนต์เริ่มเข้าใจ” ซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังร่างกายโลหะเหล่านี้

ภายในศูนย์เก็บข้อมูล ผู้สื่อข่าวรู้สึกราวกับได้เห็น “ช่วงการเพาะตัวของดักแด้” ของปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพของ AgiBot ผู้คนมักตื่นตาตื่นใจกับความรู้กว้างขวางของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ แต่กลับมองข้ามความยากลำบากที่หุ่นยนต์ต้องเผชิญในโลกกายภาพ ซึ่งคือ “ความขาดแคลนข้อมูล” หุ่นยนต์ไม่สามารถเรียนรู้วิธีพับเสื้อจากอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง ทุกการหยิบจับที่ดูเหมือนยังไม่คล่องแคล่ว ล้วนเกิดจากเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลที่สอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยมือของมนุษย์

เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้ไม่มีทางลัด ไม่ใช่เพียงแค่เขียนโค้ดแล้วหุ่นยนต์จะทำทุกอย่างได้ทันที แต่ต้องอาศัยมนุษย์สวมอุปกรณ์ VR ถือคอนโทรลเลอร์ และสาธิตซ้ำ ๆ อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อ “หลิงซี” จับมือกับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อหุ่นยนต์เหล่านี้เต้นและออกหมัดตามเสียงดนตรี ผู้สื่อข่าวสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่แท้จริงกำลังก้าวออกจาก “เรือนเพาะชำ” ของห้องทดลอง ไปสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน การเพิ่มกำลังการผลิตทำให้หุ่นยนต์มี “ร่างกาย” ขณะที่การป้อนข้อมูลจริงจำนวนมหาศาลทำให้หุ่นยนต์ค่อย ๆ มี “จิตวิญญาณ” จากโรงงานแห่งนี้ในเขตผีตู นครเฉิงตู ภาพอนาคตที่เครื่องจักรเดินเข้าสู่ชีวิตประจำวันกำลังใกล้เข้ามาทุกที

โอกาสต่อประเทศไทย

ศูนย์ BIC Chengdu เล็งเห็นว่า การที่นครเฉิงตูสามารถผลักดันฐานผลิตหุ่นยนต์อัจฉริยะเชิงกายภาพจากขั้นลงนามสู่การผลิตจริงภายในเวลาเพียงครึ่งปี สะท้อนศักยภาพของจีนตะวันตกในการก้าวขึ้นเป็นฐานอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงศูนย์กลางโลจิสติกส์ การบริโภค หรือเศรษฐกิจดิจิทัลเท่านั้น แต่กำลังพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูงที่เชื่อมโยงทั้ง AI หุ่นยนต์ เซ็นเซอร์ การผลิตอัจฉริยะ ข้อมูลขนาดใหญ่ และซอฟต์แวร์ควบคุม สำหรับไทย การยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ การแพทย์และสุขภาพ โลจิสติกส์อัจฉริยะ และภาคบริการสมัยใหม่ ภายใต้บริบทที่ไทยกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรม S-Curve และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ความก้าวหน้าของเฉิงตูจึงอาจเป็นทั้งต้นแบบและโอกาสในการดึงดูดความร่วมมือด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมวิจัย และการพัฒนาบุคลากรระหว่างไทยกับจีน

ศูนย์ BIC Chengdu มองว่า จุดเด่นของฐาน AgiBot ไม่ได้อยู่ที่การผลิตหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้าง “ระบบนิเวศข้อมูล” สำหรับฝึกหุ่นยนต์ให้เข้าใจโลกจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากการนำหุ่นยนต์มาใช้ในสังคมไทยจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเฉพาะบริบท เช่น พฤติกรรมผู้สูงอายุไทย สภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลไทย รูปแบบร้านค้าปลีกไทย ภาษาไทย สำเนียงท้องถิ่น กฎระเบียบด้านบริการสาธารณะ และวัฒนธรรมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักร ไทยจึงมีโอกาสร่วมมือกับบริษัทจีนในการจัดทำชุดข้อมูลเฉพาะตลาดไทยและอาเซียน เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์บริการ หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ หุ่นยนต์ช่วยงานโรงพยาบาล หุ่นยนต์ในภาคท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก หากไทยสามารถวางมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการทดสอบใช้งานจริงได้อย่างรอบคอบ ก็อาจกลายเป็นสนามทดลองสำคัญของหุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับตลาดอาเซียน ซึ่งมีความหลากหลายทางภาษา วัฒนธรรม และระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเปิดช่องให้ไทยใช้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–จีนในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะกับนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน และนครฉงชิ่ง เป็นกลไกเชื่อมโยงสู่ความร่วมมือเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมอนาคต ไทยสามารถส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคเอกชนไทยเข้าศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ จัดโครงการฝึกอบรมด้านหุ่นยนต์และ AI รวมถึงผลักดันโครงการนำร่องระหว่างบริษัทจีนกับผู้ประกอบการไทยในสาขาที่ไทยมีความต้องการสูง เช่น การดูแลผู้สูงอายุจากสังคมสูงวัย การเพิ่มผลิตภาพในโรงงาน SME การใช้หุ่นยนต์ในคลังสินค้าและโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน ตลอดจนการใช้หุ่นยนต์บริการในธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ นอกจากนี้ หากไทยสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ ยาง วัสดุอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์ และบริการหลังการขายเข้ากับผู้ผลิตหุ่นยนต์จีนได้ ก็จะไม่เพียงเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี แต่มีโอกาสยกระดับเป็นหุ้นส่วนในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพในภูมิภาคด้วย


[1] “หนึ่งฐานบูรณาการ สามศูนย์กลางหลัก” หมายถึงการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ ควบคู่กับศูนย์ฟังก์ชันหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์จัดแสดง ศูนย์พัฒนาบุคลากร และศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับทั้งการสาธิตเทคโนโลยี การสร้างบุคลากร และการจัดการข้อมูลสำหรับฝึกโมเดลหุ่นยนต์อัจฉริยะเชิงกายภาพ

ที่มาข้อมูล: เข้าถึงข้อมูลวันที่ 27 พฤษภาคม 2569

  1. https://scnews.newssc.org/system/20260519/001613419.html

ที่มารูปภาพ:

  1. https://scnews.newssc.org/system/20260519/001613419.html

หุ่นยนต์อัจฉริยะเฉิงตู

Chengdu_editor

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน