“ระเบียงไฮโดรเจน” ช่องทางบก–ทะเลสายใหม่จากฉงชิ่งสู่ท่าเรือแหลมฉบังไทย หนุนโลจิสติกส์สีเขียวเชื่อมจีนตะวันตกกับอาเซียน

27 May 2026

ณ เขตนิคมศูนย์กลางโลจิสติกส์นานาชาติฉงชิ่ง (The Chongqing International Logistics Hub Park) ในเขตซาผิงป้า นครฉงชิ่ง ได้ทำพิธีปล่อยขบวนรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจน[1]ขนาด 49 ตัน ซึ่งบรรทุกสินค้าเต็มคัน รวมถึงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ได้ออกเดินทางจากท่าเรือบกนครฉงชิ่งภายใต้ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่ หรือ (New International Land and Sea Trade Corridor-ILSTC) โดยวิ่งผ่านนครกุ้ยหยาง นครหนานหนิง และจุดสำคัญอื่น ๆ บน “ระเบียงไฮโดรเจน” ก่อนเดินทางถึงท่าเรือชินโจว ในเมืองชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วง จากนั้นได้เปลี่ยนถ่ายสินค้าขึ้นเรือเดินทะเลมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย โดยระยะเวลาขนส่งในช่วงทางถนนลดลงเหลือไม่ถึง 2 วัน        

ระเบียงไฮโดรเจน” ภายใต้ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่ เป็นเส้นทางโลจิสติกส์สายหลักแห่งแรกในพื้นที่ภาคตะวันตกของจีนที่ใช้รถบรรทุกหนักพลังงานไฮโดรเจนเป็นแกนหลัก เชื่อมโยงนครฉงชิ่ง มณฑลกุ้ยโจว และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ก่อนออกสู่ทะเลผ่านท่าเรือชินโจว รวมระยะทางประมาณ 1,200 กิโลเมตร และมีสถานีเติมไฮโดรเจนตลอดเส้นทางจำนวน 4 แห่ง เส้นทางดังกล่าวเริ่มเปิดให้บริการแบบวิ่งสวนทางกันระหว่างเขตซาผิงป้า นครฉงชิ่ง และเมืองชินโจว กว่างซี ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

ปัจจุบัน “ระเบียงไฮโดรเจน” ได้ดำเนินการขนส่งแบบเชื่อมต่อทางถนนและทางทะเลไปยังท่าเรือแหลมฉบังของไทยโดยตรงแล้ว สินค้าที่ขนส่งครอบคลุม 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ผลิตภัณฑ์เคมี อาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์กระดาษ นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบการดำเนินงานในเส้นทางย่อยอีก 3 ประเภท ได้แก่ การขนส่งระยะสั้น การรวบรวมและกระจายสินค้า และการดำเนินงานของศูนย์กลางโลจิสติกส์ ซึ่งช่วยสนับสนุนการขนส่งในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นายสวี อี้ หัวหน้าฝ่ายบริการเสริมของบริษัท New International Land-Sea Trade Corridor (Chongqing) Supply Chain Management Co., Ltd. กล่าวว่า “การพัฒนาการขนส่งด้วยพลังงานไฮโดรเจน เป็นมาตรการสำคัญในการสร้างระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่ให้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัย” โดยรถบรรทุกหนักพลังงานไฮโดรเจนสามารถวิ่งได้โดยแทบไม่มีการปล่อยมลพิษ อีกทั้งใช้เวลาเติมพลังงานสั้น มีระยะทางวิ่งต่อการเติมหนึ่งครั้งยาว และมีสมรรถนะในการบรรทุกสูง หากคำนวณจากระยะทางวิ่ง 50,000 กิโลเมตรต่อคันต่อปี รถบรรทุกจำนวน 10 คันจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกือบ 500 ตัน

การก่อสร้าง “ระเบียงไฮโดรเจน” ภายใต้ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่ ถือเป็นกรณีปฏิบัติจริงของการใช้ฉากทัศน์โลจิสติกส์เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว ตลอดจนผลักดันการเปลี่ยนผ่านของภาคคมนาคมขนส่งไปสู่รูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนต่ำในพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน

ปัจจุบัน เส้นทางสายหลักและสายย่อยของ “ระเบียงไฮโดรเจน” ภายใต้ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่ มียอดสะสมการให้บริการรถบรรทุกหนักพลังงานไฮโดรเจนแล้วมากกว่า 8,000 เที่ยว โดยการขนส่งระยะสั้นในเส้นทางย่อยได้ครอบคลุมจุดโลจิสติกส์สำคัญ เช่น หมู่บ้านถวนเจี๋ย ท่าเรือกั่วหยวน และเสี่ยวหนานหย่า ขณะที่การขนส่งทางไกลบนเส้นทางหลัก นอกจากดำเนินธุรกิจขนส่งเชื่อมต่อทางถนนและทางทะเลแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถบรรทุกข้ามพรมแดนสู่อาเซียนได้อย่างไร้รอยต่อ

นายสวี อี้ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในระยะต่อไป เราจะเร่งพัฒนา ‘ระเบียงไฮโดรเจน’ ภายใต้ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายเครือข่ายขนส่งเชื่อมโยงระหว่างเส้นทางหลักและเส้นทางย่อย การยกระดับขีดความสามารถด้านบริการของศูนย์กลางโลจิสติกส์ และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่มพลังขับเคลื่อน เพื่อเติมพลังสีเขียวรูปแบบใหม่ให้แก่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบประสานความร่วมมือในภูมิภาค”

ศูนย์ BIC Chengdu เล็งเห็นว่า พัฒนาการสำคัญของการเชื่อมโยงโลจิสติกส์สีเขียวระหว่างจีนตะวันตกกับไทย โดยเฉพาะการที่เส้นทาง “ระเบียงไฮโดรเจน” จากนครฉงชิ่งสามารถเชื่อมต่อการขนส่งแบบถนน–ทะเลไปยังท่าเรือแหลมฉบังได้โดยตรง นับเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทยในหลายมิติ

ประการแรก ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าวเพื่อยกระดับบทบาทของท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูโลจิสติกส์หลักของอาเซียนที่เชื่อมโยงกับจีนตะวันตก ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญด้านอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค การที่สินค้าจากฉงชิ่งสามารถเดินทางทางถนนถึงท่าเรือชินโจวภายในไม่ถึง 2 วัน ก่อนส่งต่อทางทะเลมายังไทย จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านห่วงโซ่อุปทาน ลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่งแบบเดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าชิ้นส่วน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากจีนตะวันตก

ประการที่สอง เส้นทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการผลักดันเศรษฐกิจ BCG (Bioeconomy/Circular Economy/Green Economy) การลดคาร์บอนในภาคขนส่ง และการพัฒนาโลจิสติกส์สีเขียว โดยรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนมีจุดเด่นด้านการปล่อยมลพิษต่ำ ระยะวิ่งไกลเติมพลังงานรวดเร็ว และรองรับน้ำหนักบรรทุกสูง จึงเป็นต้นแบบที่ไทยสามารถศึกษาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับเส้นทางโลจิสติกส์ระยะไกล เช่น เส้นทางเชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง–ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ–ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน หรือเส้นทางสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

ประการที่สาม การที่เส้นทางดังกล่าวขนส่งสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ผลิตภัณฑ์เคมี อาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์กระดาษ ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยสามารถมองหาโอกาสทั้งในฐานะผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้พัฒนาคลังสินค้า และผู้ให้บริการกระจายสินค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มของไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงในตลาดจีนตะวันตก อาจใช้เครือข่ายดังกล่าวร่วมกับระบบขนส่งข้ามพรมแดนสู่อาเซียนและท่าเรือชายฝั่งจีน เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดเมืองตอนในของจีนได้รวดเร็วขึ้น

ประการที่สี่ ความคืบหน้าของ “ระเบียงไฮโดรเจน” ยังเปิดพื้นที่ความร่วมมือใหม่ระหว่างไทยกับจีนในด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีไฮโดรเจน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีเติมไฮโดรเจน มาตรฐานความปลอดภัยของรถบรรทุกไฮโดรเจน การบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ (การวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) ในห่วงโซ่อุปทาน และแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานไทย ผู้ประกอบการใน EEC ท่าเรือ ผู้ผลิตรถยนต์เชิงพาณิชย์ และบริษัทพลังงานสามารถศึกษาและต่อยอดความร่วมมือกับฝ่ายจีนได้

ทั้งนี้ สำหรับไทย โอกาสสำคัญมิได้อยู่เพียงการเป็นปลายทางรับสินค้าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การยกระดับตนเองเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียวของอาเซียนที่สามารถเชื่อมจีนตะวันตกกับตลาดอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไทยสามารถเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ ระบบราง ถนน คลังสินค้าเย็น ดิจิทัลโลจิสติกส์ และนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดให้สอดรับกัน ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค พร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนจากจีนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด ยานยนต์พลังงานใหม่ และการผลิตเพื่อส่งออกในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม


[1] รถบรรทุกที่มีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งสามารถใช้ไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนยานยนต์โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

ที่มา: เข้าถึงข้อมูลวันที่ 26 พฤษภาคม 2569

  1. https://www.cqspb.gov.cn/pcjghygdw/kxcspbgwh/sy_65023/bmdt_65025/202603/t20260324_15563564.html
  2. https://www.cqspb.gov.cn/zwyw/zwxw/dtxw/yw/202504/t20250415_14523703.html

ที่มารูปภาพ:

  1. https://www.cqspb.gov.cn/zwyw/zwxw/dtxw/yw/202504/t20250415_14523703.html
  2. https://www.cneo.com.cn/detail97329.html

ระเบียงไฮโดรเจนฉงชิ่ง

Chengdu_editor

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน