ติดตามข้อมูลข่าวสารมณฑลซานตง เพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiembassy.org/qingdao/
1.1 ที่ตั้งและพื้นที่
มณฑลซานตงเป็นมณฑลชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกของประเทศจีน ภูมิประเทศที่เป็นคาบสมุทรได้แยกอ่าวป่อไห่และทะเลเหลืองออกจากกัน โดยมีที่ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 34°22.9′ ถึง 38°24.0’1′ องศาเหนือ และลองติจูดที่ 114°47.5′ ถึง 122°42.3′ องศาตะวันออก
ทิศเหนือติดกับเมืองเทียนจินและมณฑลเหอเป่ย ทิศตะวันตกติดกับมณฑลเหอเป่ยและมณฑลเหอหนาน ทิศใต้ติดกับมณฑลอานฮุยและมณฑลเจียงซู ความกว้างจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกมีระยะทาง 700 กิโลเมตร และความยาวจากทิศเหนือไปยังทิศใต้มีระยะทาง 420 กิโลเมตร ความยาวชายฝั่ง 3,000 กิโลเมตร มณฑลซานตงมีความยาวชายฝั่งคิดเป็นหนึ่งในหกของความยาวชายฝั่งทั้งหมดของประเทศจีน
มณฑลซานตง มีพื้นที่ทั้งหมด 157,126 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 1.64 ของพื้นที่ทั้งประเทศ พื้นที่ตอนกลางของมณฑลเป็นเทือกเขาสูง โดยมีภูเขาไท่ (Taishan) ที่ตั้งอยู่ที่เมืองไท่อัน เป็นจุดที่สูงที่สุดของมณฑลซานตง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,532.7 เมตร แม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน เช่น แม่น้ำเหลือง แม่น้ำเหวย แม่น้ำถูไห้ แม่น้ำซู่ ฯลฯ
1.2 ประวัติศาสตร์ / วัฒนธรรม
มณฑลซานตงปรากฏ เป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ครั้งแรกเมื่อปี 475-221 ก่อนคริสตกาล ซึ่งคำว่า “ซานตง” มีความหมายว่า เป็นพื้นที่ทางตะวันออกของภูเขาไท่เหิง (Taihengshan) ในมณฑลส่านซี
มณฑลซานตงปรากฏชื่อครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประมาณ 4,000 ปีที่แล้ว ในสมัยราชวงศ์หยวน โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเขตการปกครองเขตหนึ่งในสมัยราชวงศ์ชิง และในปี 1376 หน่วยงานบริหาราชการสูงสุดของมณฑลซานตงได้ย้ายจากเมืองชิงโจวมาอยู่ที่เมืองจี่หนาน ทำให้เมืองจี่หนานกลายเป็นเมืองหลวงของมณฑลซานตง
หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 มณฑลซานตงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารอีกหลายครั้ง จวบจนปัจจุบัน มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 17 เมือง มณฑลซานตงได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งน้ำผุด” เนื่องมาจากมีแหล่งน้ำผุดธรรมชาติอยู่จำนวนมาก มีนครจี่หนาน เป็นเมืองเอก และเมืองชิงต่าวเป็นเมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญ และขึ้นชื่อว่ามีชายฝั่งทะเลที่สวยงาม นอกจากนี้ มณฑลซานตงยังเป็นบ้านเกิดของขงจื๊อ ซึ่งเป็นนักคิดและนักปราชญ์ที่มีอิทธิพลต่อชาวจีนและประเทศอื่น ๆ ด้วย
1.3 ข้อมูลประชากร
ปี 2560 มณฑลซานตง มีจำนวนประชากรทั้งหมด 100,058,300 ล้านคน โดยแบ่งเป็นประชาชนเขตเมือง 60.58% และเขตชนบท 39.42% มีอัตราการเกิดร้อยละ 17.54 อัตราการตายร้อยละ 7.4 เป็นมณฑลที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของจีน รองจากมณฑลกวางตุ้ง
ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮั่น 99.32% และเป็นชนกลุ่มน้อย 0.68% ชนกลุ่มน้อยที่มีมากที่สุดคือ ชาวฮุยและชาวแมนจูตามลำดับ
1.4 ภาษา
ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว้า普通话) เป็นภาษาราชการ และยังมีภาษาท้องถิ่นที่ใช้แตกต่างกันไปตามเมืองต่าง ๆ
1.5 สภาพภูมิอากาศ
มณฑลซานตงได้รับอิทธิพลของลมมรสุมเขตอบอุ่นในฤดูหนาว อากาศหนาวและชื้นมากกว่าทางตอนเหนือของประเทศจีน ภูมิอากาศบริเวณชายฝั่งแตกต่างจากบริเวณพื้นที่ตอนใน โดยมณฑลซานตงมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 11 – 14 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 500 – 900 มิลลิเมตรต่อปี
1.6 ทรัพยากรธรรมชาติ
มณฑลซานตงเป็นมณฑลที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์พืชกว่า 3,100 ชนิด มีผลไม้กว่า 90 ชนิด แต่ละเมืองในมณฑลเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่ขึ้นชื่อ เช่น เมืองเยียนไถเป็นแหล่งผลิตแอปเปิ้ล เมืองไหลหยาง (เมืองรองของเมืองเยียนไถ) เป็นแหล่งผลิตสาลี่ เป็นต้น มณฑลซานตงยังเป็นแหล่งผลิตฝ้าย น้ำมัน พืชจำพวกข้าว ถั่ว สมุนไพรจีน และยาสูบ นับเป็นแหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศจีน
– ทรัพยากรน้ำ
มณฑลซานตงมีปริมาณทรัพยากรน้ำเฉลี่ยต่อปี 30,582 ล้านลูกบาศก์เมตร
– ทรัพยากรทางทะเล
มณฑลซานตง มีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ติดทะเลคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของพื้นที่ติดทะเลทั้งประเทศ ทั้งยังเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำกว่า 40 ชนิด ที่สำคัญ เช่น กุ้ง ปู ปลา หอยเป๋าฮื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ มณฑลซานตงยังเป็นแหล่งผลิตเกลือที่สำคัญของจีน
– ทรัพยากรพลังงาน
มณฑลซานตงมีแหล่งน้ำมันเซิ่งลี่ อยู่ในเมืองตงหยิง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ แหล่งน้ำมันเซิ่งลี่ได้เป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศตั้งแต่ปี 2521 – 2553 โดยมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบสูงสุดอยู่ที่ 30 ล้านตันต่อปี
ในปี 2561 แหล่งน้ำมันเซิ่งลี่ติดอันดับที่ 5 ของประเทศ โดยสามารถผลิตน้ำมันดิบได้ 23.77 ล้านตันต่อปี
– ทรัพยากรแร่
มณฑลซานตงมีทรัพยากรแร่กว่า 120 ชนิด และเป็นมณฑลที่มีแหล่งแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีจำนวนเพชร แร่ยิปซั่ม หินทรายเนื้อควอตซ์ มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศจีน และมีจำนวนแร่โดโลไมต์มากที่สุดในประเทศจีน ซึ่งอยู่ในเมืองหลินอี๋
1.7 ศักยภาพทางเศรษฐกิจ (การค้า การลงทุน)
ปัจจุบัน มณฑลซานตงนำเข้ายางพารามากที่สุดในประเทศจีน มีตลาดนำเข้าผลไม้สดจากไทยที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของจีน มีบริษัทจากหลายเมืองในมณฑลซานตงที่ไปลงทุนที่ไทยในเรื่องการผลิตยางรถยนต์ การประกอบธุรกิจ เรื่อง การขนส่งทางทะเล การขุดเจาะและเดินท่อส่งน้ำมัน และธุรกิจด้านรถไฟความเร็วสูง โดยที่มณฑลซานตงมีประชากรกว่า 100 ล้านคน มี GDP สูงเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ (ในปี 2560 อยู่ที่ 7.2 ล้านล้านหยวน) จึงเป็นมณฑลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เหมาะในการส่งเสริมการค้า การลงทุน
อุตสาหกรรมหลักของมณฑลซานตง คือ อุตสาหกรรมถ่านหิน เหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์โลหะ ซีเมนต์ การต่อเรือ รถยนต์ ปิโตเลียม สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรกล เป็นต้น ธุรกิจบริการที่สำคัญของมณฑลซานตง ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจท่องเที่ยว
มณฑลซานตงมีบริษัทชั้นนำที่เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ บริษัทผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี INSPUR และบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุก China National Heavy Duty Truck ในนครจี่หนาน บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า Haier และ Hisense บริษัทผลิตเบียร์ชื่อดัง Tsingtao ในเมืองชิงต่าว บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เชฟโรเลต Dongyue Automobile และบริษัทผลิตไวน์เยียนไถ Changyu ในเมืองเยียนไถ
ประเทศไทยและมณฑลซานตงมีศักยภาพในการทำความร่วมมือวิจัยทางด้านพืช อาทิ กล้วยไม้หวายขนาดเล็ก ดอกโบตั๋น ซังข้าวโพด เพื่อนำมาใช้เป็นยาและเครื่องสำอาง การเพาะปลูกข้าวในดินเค็ม เทคโนโลยีในการปลูกพืชดอก เพื่อให้ผลผลิตตลอดปี เป็นต้น นอกจากนี้ ในเมืองชิงต่าว ยังมีการสร้างศูนย์นวัตกรรมที่สำคัญ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการคิดค้นนวัตกรรม เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์
มณฑลซานตงสนใจมีความร่วมมือกับไทยในด้านการศึกษา ล่าสุด มีการลงนามความตกลงร่วมมือระหว่างโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่และโรงเรียน Qingdao No.16 High School และมหาวิทยาลัยชิงต่าว มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยหลู่ตง มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม
มณฑลซานตง มีความภาคภูมิใจในความเป็นบ้านเกิดของนักปรัชญาขงจื๊อและเม่งจื๊อ และนักรบ (ขงเบ้ง) และมีแผนงานด้านวัฒนธรรมทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การจัดเทศกาลอาหารหลู่ในเมืองชวีฟู่ที่เป็นบ้านเกิดของขงจื๊อทุกปี เป็นต้น
การแบ่งพื้นที่เขตปกครอง
มณฑลซานตงประกอบด้วยเมืองทั้งหมด 17 เมือง และมีความโดดเด่นดังนี้
ผู้บริหารฝ่ายการเมือง
เลขาธิการพรรคฯ ผู้ว่าการมณฑล ประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง
นายหลิว เจียอี้ นายกง เจิ้ง นายฟู่ จื้อฟาง
(Liu Jiayi) (Gong Zheng) (Fu Zhifang)
รูปแบบการปกครองของมณฑลซานตง
ติดตามข้อมูลข่าวสารมณฑลซานตง เพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiembassy.org/qingdao/
จัดทำโดย ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองชิงต่าว
เมืองหลวงของมณฑลซานตง ได้รับขนานนามว่า “เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ ” โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 14 องศาเซลเซียส มีพื้นที่ทั้งหมด 8,177.21 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 7.32 ล้านคน (ในปี 2560)
นครจี่หนาน มีชื่อเสียงในฐานะเป็น “ตะกร้าอาหารของจีน” เนื่องจากมีทรัพยากรทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ จี่หนานยังเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์ที่สำคัญของจีน โดยมีการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นนำ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมเคมี โดยมีตราสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักในวงกว้างและส่งออกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีสินค้าประเภทอื่น ๆ เช่น บุหรี่ Jiangjun (将军烟) เบียร์ Baotuquan (趵突泉) กระเป๋า Shuanglida (双利达) เป็นต้น
นครจี่หนาน เป็นแหล่งทรัพยากรแรงงานคุณภาพสูง เนื่องจากในนครจี่หนาน มีวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยถึง 18 แห่ง โดยมีนักเรียนและนักศึกษากว่า 200,000 คน อีกทั้งมีสถาบันวิจัยกว่า 200 แห่ง และ ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ 10 แห่ง ในส่วนของนักศึกษาไทยในปี 2561 มีจำนวนประมาณ 44 คน
นครจี่หนานยังเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าของมณฑลซานตง โดยมีตลาดขนาดใหญ่ 5 แห่งที่สำคัญ ได้แก่ Beiyuanlu Market, Jiluolu Market, Huayuanlu Market, Zhangzhaunglu Market และ Jingshixilu Market รวมถึงตลาดขนาดเล็กอีกจำนวน 765 แห่ง โดยนครจี่หนานพยายามพัฒนาให้เป็นเมืองที่สามารถสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกระดับ และยกระดับการบริโภคให้แก่ผู้บริโภคในท้องถิ่นมากขึ้น
2.เมืองชิงต่าว
เมืองชิงต่าว เป็นที่ตั้งของสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว มีพื้นที่ทั้งหมด 10,645 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 9.2 ล้านคน (ปี 2560) เป็นเมืองท่าที่มีการขนถ่ายสินค้ามากที่สุดอันดับ 5 ของประเทศจีน (ปี 2560) โดยมีการนำเข้ายางพาราปริมาณสูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกันท่าเรืออื่นในจีน ในปี 2555 มีการสร้าง “Rubber Valley” บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ อีกทั้งยังมีตลาดซื้อขายยางพาราระหว่างประเทศ “QinRex” (Qingdao International Rubber Exchange Market) โดยเป็นความร่วมมือกับเขตการค้าเสรีชิงต่าว (Qinqdao Free Trade Zone : QFTZ) และสมาคมอุตสาหกรรมยางพาราจีน (China Rubber Industry Association : CRIA) ซึ่งมีส่วนสำคัญมากอย่างมากในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของจีน
ทั้งนี้ เมืองชิงต่าว เป็นท่าเรือขนส่งสินค้าประเภทคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ รองจากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ท่าเรือเซินเจิ้น และท่าเรือโจวซาน เมืองหนิงโป โดยมีผลิตภัณฑ์ส่งออกหลัก ได้แก่ ถ่านหิน และน้ำมันดิบ สามารถรองรับสินค้าได้ 5 ร้อยล้านตัน และมีความสามารถในการจัดการรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 17.43 ล้านตู้ต่อปี (ตู้ขนาดมาตรฐานยี่สิบฟุต) ขนส่งสินค้าไปยังท่าเรืออื่นอีก 450 ท่าใน 130 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 24,000 คน
เมื่อปี 2546 Qingdao Port Group , Cosco , AP Moeller (ประเทศเดนมาร์ก) และ P&O (ประเทศ อังกฤษ) ได้ลงทุนขยายท่าเรือเฉียนวาน (Qianwan Container Port) โดยสร้างแล้วเสร็จในปี 2548 ด้วยเงินลงทุน 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่าเรือนี้สามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ 1,000 ตู้ และมีความสามารถในการจัดการรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้มากกว่า 6.50 ล้านตู้ต่อปี (ตู้ขนาดมาตรฐานยี่สิบฟุต) เมืองชิงต่าวมีการลงทุนจากประเทศเกาหลีใต้กว่า 1,000 บริษัท สำหรับธุรกิจไทยมีการลงทุนจากบริษัทสัญชาติไทย ได้แก่ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)
สำหรับเส้นทางอากาศ นอกจากท่าอากาศยานนานาชาติหลิวถิง เมืองชิงต่าว ซึ่งเป็นท่าอากาศยานผู้โดยสารที่ใหญ่ที่สุดของมณฑลซานตง และมีผู้โดยสารคับคั่งมากที่สุดติดอันดับที่ 17 ของประเทศ (ในปี 2560) ชิงต่าวอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติเจียวตง เมืองชิงต่าว หรือสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของเมืองชิงต่าว หลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จ (สิ้นปี 2563) คาดว่าจะสามารถรองรับผู้โดยสารจำนวน 35 ล้านคน สามารถขนส่งสินค้าทางอากาศปริมาณ 500,000 ตันต่อปี และจะกลายเป็นชุมทางขนส่งทางอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
ชิงต่าวเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวทางทะเล โดยมีจุดชมวิวที่สวยงามจึงได้รับการยอมรับว่า เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในบรรดาเมืองทางตอนเหนือของประเทศจีน ทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศจีน ในปี 2560 จากผลการสำรวจ 40 เมืองที่น่าอยู่อาศัยของจีน โดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน
มีอุตสาหกรรมเบียร์ที่เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มก่อตั้งโดยชาวเยอรมันและชาวอังกฤษ โดยมียอดขายเป็นอันดับ 2 ในประเทศจีน รองจากเบียร์เสว่ฮวา (China Resources Snow Breweries) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง นอกจากนี้ ยังมีตราสินค้าที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก ได้แก่ Haier และ Hisense ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
เมื่อปี 2557 รัฐบาลกลางของจีนได้อนุมัติให้จัดตั้ง “เขตพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ชายฝั่งตะวันตกของชิงต่าว” หรือ Qingdao West Coast New Area ขึ้น ครอบคลุมพื้นที่บนพื้นดิน 2,096 ตารางกิโลเมตร หรือพื้นที่ทั้งหมดของเขตหวงต่าว และพื้นที่ในทะเลอีก 5,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ รัฐบาลท้องถิ่นมุ่งเป้าให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ดังกล่าว เป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทางทะเล การสำรวจทะเลลึก การประมงนอกชายฝั่ง อุตสาหกรรมการต่อเรือ การขนส่งทางทะเล รวมทั้งเป็นผู้นำความร่วมมือกับต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจทางทะเล โดยอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในเขตดังกล่าว ได้แก่ อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดยมีเป้าหมายสร้างฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์นานาชาติ และเขตสาธิตอุตสาหกรรมวัฒนธรรมระดับชาติ ด้วยการลงทุนกว่า 50,000ล้านหยวน
ในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันทางด้านการเงินจากศูนย์การเงินมากกว่า 29,000 แห่ง (Global Financial Centres Index) ปี 2561 ชิงต่าวถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 31 ของเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก และในการทำแบบสอบถามการคาดการณ์เมืองที่มีแนวโน้มที่จะมีความสำคัญมากขึ้นต่อโลกในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เมืองชิงต่าวถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 2 ของโลก รองจากมหานครเซี่ยงไฮ้
เขตพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของมณฑลซานตง
1.เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเมืองชิงต่าว (Qingdao Economic and Technological Development Zone)
เป็นเขตเศรษฐกิจระดับชาติ มีพื้นที่ทั้งหมด 274 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือ ภายในแบ่งออกเป็นเขตอุตสาหกรรมเคมีหนัก เขตการค้า เขตพืชผัก (Vegetable basket) และเขตท่องเที่ยว เขตดังกล่าว ได้ดึงดูดบริษัทต่างชาติกว่า 57 ประเทศทั่วโลกเข้ามาลงทุน ทั้งยังเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของบริษัทยักษ์ใหญ่ 48 บริษัท ที่ถูกจัดอยู่ใน the Global Fortune 500 และบริษัทขนาดใหญ่ของจีน อาทิ บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า Haier และ Hisense SINOPEC Aucma เป็นต้น มูลค่าสินค้าอุตสาหกรรมรวม 350,000 ล้านหยวน เขตนี้ได้รับการคัดเลือกเป็นเขตเศรษฐกิจระดับชาติที่มีสิ่งแวดล้อมการลงทุนที่ดีที่สุดอันดับที่ 5 ของจีนติดต่อกัน 8 ปี ปัจจุบัน เขตนี้กำลังดำเนินแผนงานหลัก 3 แผนอยู่ ได้แก่ “แผนงานการก่อสร้างนิคมนิเวศ” “แผนงานการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล” และ “แผนงานการพัฒนาเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม”
2.เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเมืองเยียนไถ (Yantai Economic and Technological Development Area)
มีพื้นที่ทั้งหมด 48 ตารางกิโลเมตร เป็น 1 ใน 14 เขตพัฒนาระดับชาติแห่งแรกของจีน เป็นเขตนำร่องของกลยุทธ์เขตเศรษฐกิจสีฟ้าคาบสมุทรซานตง และได้รับการคัดเลือกเป็นเขตสาธิตแห่งชาติ ISO14000 สวนอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งสหประชาชาติ และเขตเศรษฐกิจระดับชาติที่มีสิ่งแวดล้อมการลงทุนที่ดีที่สุดอันดับที่ 6 ของจีนติดต่อกัน 8 ปี เขตดังกล่าวได้ดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากจาก 43 ประเทศทั่วโลก ภายในมีการจัดตั้งอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งเป็นฐานผลิตสำคัญของชิ้นส่วนของรถยนต์ อุปกรณ์วิศวกรรม อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ วงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนของเรือ เป็นต้น
3.เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเมืองตงหยิง (Dongying Economic and Technological Development Zone)
เป็นเขตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับชาติ มีพื้นที่รวม 417 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเขตนำร่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เขตนำร่องเศรษฐกิจรีไซเคิลและเขตนำร่องเศรษฐกิจไฮเทคพลังงานใหม่ มีที่ตั้งอยู่ในเขตยุทธศาสตร์ที่เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจป๋อไห่ และเขตเศรษฐกิจปักกิ่ง – เทียนจิน – เหอเป่ย ภายในมีการจัดตั้งอุตสาหกรรมโลหะ อุปกรณ์การผลิตน้ำมันปิโตรเลียม การผลิตวัสดุใหม่ อุตสาหกรรมรถยนต์ พลังงานใหม่ อุตสาหกรรมชีวภาพและยาเป็นอุตสาหกรรมหลัก โดยมีการลงทุนจากวิสาหกิจขนาดใหญ่กว่า 78 แห่ง บริษัทในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง 36 แห่ง และ 2 บริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพและ 4 บริษัทชั้นนำในด้านการผลิต 500 ลำดับแรกของประเทศจีน
4.เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเมืองเวยไห่ (Weihai Economic and Technological Development Zone)
เป็นเขตเศรษฐกิจระดับชาติ มีพื้นที่ทั้งหมด 277 ตารางเมตร เป็นเขตเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศเกาหลีใต้มากที่สุดของจีน และเป็นประตูการค้าระหว่างภาคเหนือของจีนกับประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ ภายในมีการจัดตั้งอุตสาหกรรมอาหารและการแพทย์ โดยได้รวบรวมบริษัทกว่า 40 แห่ง ได้แก่ บริษัท Disha Pharmaceutical ซึ่งเป็นบริษัท 1 ใน 100 อันดับแรกของประเทศในการพัฒนาโครงการชีววิทยาทางทะเล มีการจัดตั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยได้รวบรวมบริษัทกว่า 191 แห่งที่มีความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ รวมถึงการให้บริการซ่อมแซม มีการจัดตั้งอุตสาหกรรมบริการกว่า 26 โครงการจาก บริษัท AEON (ญี่ปุ่น) และ Lotte Group (เกาหลีใต้) เพื่อพัฒนาและขยายการให้บริการไปทั่วประเทศ ทั้งนี้ เขตดังกล่าว ยังเป็นฐานผลิตเรือสำคัญของจีน โดยมีบริษัทการผลิตเรือยักษ์ใหญ่หลายแห่งเปิดสาขาที่เขตนี้ อาทิ บริษัท AVIC บริษัท SSISHIP บริษัท DONGHAISHIPYARD เป็นต้น
5.เขตพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงนครจี่หนาน (Jinan High-tech Industrial Development Zone)
ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2534 มีพื้นที่ทั้งหมด 83 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจของภูมิภาคชายฝั่งทะเลตะวันออกของจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม และการศึกษา มีทรัพยากรทางน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งสามารถรองรับน้ำดื่มให้แก่ประชาชน 500,000 คน ทั้งยังมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม เขตดังกล่าว เป็นเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้ง ได้ดึงดูดวิสาหกิจขนาดใหญ่กว่า 161 แห่ง อาทิ LG Panasonic Volvo และ Sanyo เข้ามาลงทุนในพื้นที่ โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮเทคกว่า 336 รายการ และในปี 2543 ได้ร่วมกับองค์กรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลก จัดตั้งเขตอุทยานความร่วมมือเทคโนโลยีระดับสูง จีน-ยูเครน โดยมีอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมวัสดุใหม่
6.เขตพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงเหวยฟาง (Weifang Hi-Tech Industrial Development Zone)
ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 มีพื้นที่ทั้งหมด 110 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ศูนย์กลางทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเมืองเหวยฟาง รวมถึงมีการสร้างสวนตัวอย่างวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำหรับเทคโนโลยีนวัตกรรมทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการสาธิตเทคโนโลยีระดับสูงระดับชาติ สำหรับการพัฒนาขับเคลื่อนนวัตกรรมและการบ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรม และการสร้างพื้นที่สาธิตนวัตกรรมแห่งชาติในคาบสมุทรซานตง
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 มีการทำข้อตกลงกับสำนักข่าว Xinhua เพื่อสร้างแพลตฟอร์มสื่อระหว่างสื่อดั้งเดิม และสื่อออนไลน์ เพื่อการรายงานข่าวท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยพื้นที่ศูนย์สื่อสารมวลชน จะส่งเสริมการเสนอข่าวให้ดียิ่งขึ้น ขยายและปรับปรุงความสามารถในการถ่ายทอดสดบนคลาวด์ และเพิ่มการครอบคลุมสื่อรูปแบบใหม่ด้วยการสนับสนุนจาก Xinhua
จัดทำโดย ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองชิงต่าว
ในมณฑลซานตงประกอบด้วยเส้นทางทางหลวงหลัก 5 สาย เส้นทางจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ 3 สาย ได้แก่ทางหลวงปักกิ่ง-ฝูโจว ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ และถงเจียง-ซานย่า เส้นทางจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก 2 สาย ได้แก่ รื่อจ้าว-ตงหมิง และชิงต่าว-หยินชวน ในปี 2012 มณฑลซานตงมีทางหลวงความยาวทั้งหมด 2.5 แสนกิโลเมตร โดยมีทางด่วนความยาว 4,975 กิโลเมตร โดยการขนส่งทางบกของซานตง มีนครจี้หนานเป็นศูนย์กลางในการขนส่ง
ทางรถไฟของมณฑลซานตงมีการพัฒนาและควบคุมอย่างเป็นระบบ มีเส้นทางหลักจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ 2 สาย ได้แก่ เส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง-เกาลูน ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับฮ่องกง มีเส้นทางหลักจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก 2 สายได้แก่เส้นทางเจียวโจว-จี้หนาน หลันชุน-เยียนไถ ทั้ง 2 เส้นทางนี้เป็นเส้นทางขนส่งที่เชื่อมต่อระหว่างท่าเรือเยียนไถกับท่าเรือชิงต่าว นอกจากนี้ รถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง –เซี่ยงไฮ้มีระยะเส้นทางที่ผ่านมณฑลซานตงความยาว 358 กิโลเมตรโดยเริ่มเดินรถในเดือนมิถุนายน ปี 2011 ระหว่างทางนี้ ได้จัดตั้งสถานีรถไฟความเร็วสูงทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ สถานีตะวันออกเต๋อโจว สถานีตะวันตกจี้หนาน สถานีไท่อาน สถานีตะวันออกหยิงโจว สถานีจ่าวจวง
เส้นทางทางน้ำ
เส้นทางทางน้ำ
มณฑลซานตง มีท่าเรือทั้งหมด 7 แห่ง โดยแบ่งเป็นท่าเรือหลัก ได้แก่ ท่าเรือชิงต่าว ท่าเรือเยียนไถ และท่าเรือรื่อจ้าว ซึ่งเป็นท่าเรือที่ติดอันดับ 1 ใน 10 แห่งของท่าเรือชายฝั่งที่มีการขนถ่ายสินค้ามากที่สุดในประเทศ (อันดับที่ 5 อันดับที่ 9 และอันดับที่ 10 ตามลำดับ (ปี 2560)) และมีท่าเรือเวยไห่ ท่าเรือตงหยิง ท่าเรือเหวยฟาง และท่าเรือปินโจว เป็นท่าเรือที่สำคัญในเขตภูมิภาค ท่าเรือในมณฑลซานตง มีเส้นทางการเดินเรือมากกว่า 130 เส้นทางทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก
ในปี 2560 ท่าเรือในมณฑลซานตงมีปริมาณขนถ่ายสินค้ารวม 1.5 พันล้านตัน สูงเป็นอันดับ 2 ของท่าเรือทั่วประเทศ
ท่าเรือชิงต่าว ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2435 เป็นท่าเรือรัฐวิสาหกิจในการขนส่งระหว่างประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 และเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าประเภทคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ รองจากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ท่าเรือเซินเจิ้น และท่าเรือโจวซาน เมืองหนิงโป โดยขนส่งสินค้าไปยังท่าเรืออื่นอีก 450 ท่าใน 130 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 24,000 คน
ท่าเรือชิงต่าวมีท่าเทียบเรือกว่า 72 ท่า แบ่งออกเป็น 4 เขต คือ เขตท่าเรือเก่า เขตท่าขนส่งน้ำมันหวงต่าว เขตท่าเรือใหม่เฉียนวาน และเขตต่งเจียโค่ว โดยแต่ละท่าเรือมีการเชื่อมต่อกันด้วยรถไฟและทางหลวงพิเศษ ท่าเรือชิงต่าวเป็นท่าเรือที่มีการนำเข้ายางพาราปริมาณสูงที่สุด และมีผลิตภัณฑ์ส่งออกหลัก ได้แก่ ถ่านหิน และน้ำมันดิบ สามารถรองรับสินค้าได้ 5 ร้อยล้านตัน และมีความสามารถในการจัดการรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 17.43 ล้านตู้ต่อปี (ตู้ขนาดมาตรฐานยี่สิบฟุต)
ท่าเรือรื่อจ้าว สร้างขึ้นเมื่อปี 2525 เป็น 1 ใน 20 ท่าเรือตามแนวชายฝั่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในการเชื่อมโยงทางการค้าใหม่ของจีน (One Belt and One Road) ในเดือน พ.ค. 2546 สำนักงานท่าเรือรื่อจ้าวและสำนักงานท่าเรือหลานซาน ร่วมกันจัดตั้งบริษัทท่าเรือรื่อจ้าวกรุ๊ปขึ้น ปัจจุบัน บริษัทมีบริษัทลูกและสาขาย่อยกว่า 49 แห่ง พนักงานกว่า 9,000 คน ครอบคลุมบริการด้านการท่าเรือ โลจิสติกส์ การก่อสร้าง การเงินและการค้า
รื่อจ้าวแบ่งออกเป็น 2 เขต ได้แก่ เขตสือจิ้วและเขตหลานซาน มีท่าเทียบเรือกว่า 59 ท่า มีเส้นทางเดินเรือไปยังประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ กว่า 100 เส้นทาง ในเดือน พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ท่าเรือเมืองรื่อจ้าวได้เปิดเส้นทางเดินเรือมายังท่าเรือแหลมฉบังและกรุงเทพฯ ของไทย และท่าเรือในโฮจิมินห์ของเวียดนาม มีสินค้านำเข้าและส่งออกสำคัญ ได้แก่ ถ่านหิน แร่ น้ำมันดิบ แก๊สธรรมชาติ เคมีภัณฑ์ มันสำปะหลัง ถั่วเหลืองและไม้สับ ในปี 2560 ท่าเรือแห่งนี้ มีปริมาณการขนถ่ายสินค้ากว่า 360 ล้านตัน เติบโตขึ้นร้อยละ 2.8 (อยู่ในลำดับที่ 9 ของจีน) ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมาตรฐานกว่า 3 ล้านตู้
ทั้งนี้ ท่าเรือเมืองรื่อจ้าวประสงค์จะสถาปนาความสัมพันธ์กับท่าเรือแหลมฉบังของไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันให้มีมากยิ่งขึ้น
ท่าเรือเยียนไถ เป็น 1 ใน 25 ท่าเรือที่สำคัญตามแนวชายฝั่งของจีน ก่อสร้างขึ้นในปี 2404 เป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญทางตอนเหนือของประเทศจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งนี้ บริเวณดังกล่าว ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของเส้นทางสายไหมมายาวนานกว่า 160 ปี
ท่าเรือเยียนไถได้พัฒนารูปแบบการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์แบบบูรณาการที่ทันสมัยครอบคลุมการขนส่งในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ทางน้ำ ทางบก ทางรถไฟ และทางท่อลำเลียง โดยเป็น 1 ในท่าเทียบเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ที่มีการขนถ่ายถ่านหิน แร่ ปุ๋ยเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สามารถรองรับสินค้าได้ 288 ล้านตัน และมีความสามารถในการจัดการรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 2.7 ล้านตู้ต่อปี
เส้นทางอากาศ
มณฑลซานตง มีสนามบินทั้งสิ้น 10 แห่งสำหรับการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ได้แก่ สนามบินนานาชาติที่นครจี่หนาน เมืองเยียนไถ เมืองหลินอี๋ เมืองเวยไห่ เมืองรื่อจ้าว เมืองตงหยิง เมืองเหวยฟาง เมืองจี่หนิง และ 2 แห่งที่เมืองชิงต่าว มีเส้นทางการบินทั้งหมด 296 เส้นทาง เป็นเส้นทางการบินระหว่างประเทศ 18 เส้นทาง บินไปยังประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ และประเทศในยุโรปบางประเทศ
ท่าอากาศยานนานาชาติเหยาเฉียง นครจี่หนาน เปิดให้บริการเมื่อปี 2535 ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง 30 กิโลเมตร มีพื้นที่อาคารผู้โดยสาร 7,200 ตารางเมตร เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ Shandong Airlines ปัจจุบัน ท่าอากาศยานฯ รองรับสายการบินทั้งในและต่างประเทศ มีเส้นทางเปิดให้บริการกว่า 150 เส้นทาง โดยมีเที่ยวบินระหว่างประเทศไปยังประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ไทเป โตเกียว โอซาก้า นาโกย่า กรุงโซล ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย กรุงเทพฯ กระบี่ เชียงใหม่ ลอสแองเจลิส มอสโก และมิลาน เป็นต้น
ในปี 2560 ได้ให้บริการผู้โดยสารถึง 14.32 ล้านคน ติดอันดับที่ 27 ของท่าอากาศยานทั่วประเทศ ในอนาคต วางแผนสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่ม 3 แห่ง พร้อมทางวิ่ง 4 เส้น (runway) เพื่อรองรับผู้โดยสารสูงสุด 80 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจของมณฑล
ท่าอากาศยานนานาชาติหลิวถิง เมืองชิงต่าว ก่อสร้างขึ้นในปี 2501 ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองชิงต่าว 23 กิโลเมตร มีพื้นที่อาคารผู้โดยสาร 120,000 ตารางเมตร โดยมีจำนวนประตูขึ้นเครื่องบิน 14 ช่องทาง ซึ่งเป็นท่าอากาศยานผู้โดยสารที่ใหญ่ที่สุดของมณฑลซานตง และมีผู้โดยสารคับคั่งมากที่สุดติดอันดับที่ 17 ของประเทศ (ในปี 2560) ปัจจุบัน ท่าอากาศยานฯ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 23 ล้านคนต่อปี และรองรับการขนถ่ายสินค้าได้ถึง 32,210 ตันต่อปี
ท่าอากาศยานเผิงไหล เมืองเยียนไถ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาภูมิภาคอ่าวป๋อไห่ และเปิดประตูสู่โลก โดยได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2558 มีพื้นที่อาคารผู้โดยสาร 90,000 ตารางเมตร ปัจจุบัน มีเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศกว่า 77 แห่ง ได้แก่ กรุงโซล โอซาก้า และนาโกย่า ในปี 2560 ท่าอากาศยานฯ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 6.5 ล้านคน และรองรับการขนถ่ายสินค้าถึง 51,000 ตันต่อปี
ท่าอากาศยานนานาชาติสุ่ยปู้หลิง เมืองหลินอี๋ ก่อตั้งขึ้นในปี 2477 เป็นท่าอากาศยานพลเรือนที่เก่าแก่ที่สุดในมณฑลซานตง และเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่ปลอดภัยที่สุดและมีอัตราการเติบโตเร็วเป็นอันดับ 1 ในภาคตะวันออกของจีน โดยในปี 2561 (ม.ค. – พ.ย) รองรับผู้โดยสารได้ถึง 1.72 ล้านคน และเปิดให้บริการเส้นทางระหว่างประเทศ 3 เส้นทาง ได้แก่ พัทยา (ประเทศไทย) ญาจาง (เวียดนาม) และเสียมราฐ (กัมพูชา)
ท่าอากาศยานนานาชาติต้าสุ่ยปอ เมืองเวยไห่ เดิมเคยเป็นที่รู้จักในนามท่าอากาศยานกองทัพอากาศ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2539 ทำการบินได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีการขัดข้องของอุปกรณ์มานานกว่า 21 ปี ในปี 2560 ประสบความสำเร็จในการรองรับผู้โดยสารได้สูงถึง 2 ล้านคน นอกจากนี้ เมืองเวยไห่ เป็นเมืองที่มีที่ตั้งอยู่ใกล้ประเทศเกาหลีใต้มากที่สุด ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลเพียง 45 นาที โดยเครื่องบิน ทำให้การไปมาหาสู่ระหว่างจีนและเกาหลีใต้มีความสะดวกสบายและรวดเร็ว
สนามบินนานาชาติเจียวตง จะเป็นสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของเมืองชิงต่าว ที่ตั้งอยู่ในเมืองเจียวโจว (เมืองระดับรองของเมืองชิงต่าว) มีระยะทางห่างจากใจกลางเมืองชิงต่าว 39 กิโลเมตร และห่างจากใจกลางเมืองเจียวโจว 11 กิโลเมตร หลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จ (สิ้นปี 2563) คาดว่าจะสามารถรองรับผู้โดยสารจำนวน 35 ล้านคน และการขนส่งสินค้าทางอากาศปริมาณ 500,000 ตันต่อปี และจะกลายเป็นชุมทางขนส่งทางอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
จัดทำโดย ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองชิงต่าว
1) แผนงาน/เป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 12 (ค.ศ. 2011 – 2015)
2) แผนงาน/เป้าหมายประจำปี ค.ศ. 2015
ความโดดเด่นทางเศรษฐกิจ
นโยบายส่งเสริมการลงทุน
ตัวเลขทางเศรษฐกิจปี 2014
1) ตัวเลขสถิติภาพรวม
สถิติทางคุณภาพชีวิตประชาชน
2) ตัวเลขสถิติการค้า
การค้าระหว่างประเทศ
3.) ตัวเลขสถิติการลงทุน
การลงทุนภายในประเทศ
การลงทุนระหว่างประเทศ
4) ตัวเลขสถิติภาคบริการ / การท่องเที่ยว
มีสถานที่ท่องเที่ยวระดับA 783 แห่ง โดยแบ่งเป็น สถานที่ชมวิวระดับ 5A 9 แห่ง ระดับ 4A 186 แห่ง
จัดทำโดย ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองชิงต่าว
** ข้อมูลที่จัดทำขึ้นมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และถือเป็นลิขสิทธิ์การจัดทำ ของศูนย์ข้อมูล เพื่อธุรกิจไทยในจีน ซึ่งท่านสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ในลักษณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้โปรดอ้างอิง “ศูนย์ข้อมูลเพื่อ ธุรกิจไทยในจีน www.wordpress-348433-3180049.cloudwaysapps.com” ทุกครั้ง เมื่อมีการนำข้อมูลไปใช้ต่อ
** อนึ่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการนำข้อมูลไปใช้ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดมาจาก การวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่เท่านั้น ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีนซึ่งเป็นผู้จัดทำ ไม่ขอรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปใช้ต่อ และ ข้อมูลดังกล่าวไม่ถือเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใด
ลิขสิทธิ์ © พ.ศ. 2556 ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง