กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองเซินเจิ้นกับทางเลือกในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย

23 Jan 2015

หลายท่านคงเคยเยี่ยมเยือนหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจากพื้นที่เล็กๆ สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่แถวหน้าของภูมิภาค และของโลก เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย เป็นต้น โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ การค้า การลงทุนที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก (Top Tier) อีกทั้งยังสร้างตำแหน่งงาน และอาชีพที่มีมูลค่าสูงเพื่อรองรับการพัฒนาความรู้ของประชาชนในประเทศที่มีการพัฒนาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักวิเคราะห์ นักการตลาด นักออกแบบ ครู อาจารย์ หรือนักพัฒนา IT เป็นต้น

ในบทความนี้เราจะพูดถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของจีน ที่ใช้เป็นกรณีศึกษานโยบายเปิดประเทศของจีนตามระบบกลไกตลาดในยุคแรกที่จีนเริ่มเปิดประเทศ จากเมืองหมู่บ้านชาวประมงที่มีประชากรเพียง 30,000 คน และมีพื้นที่ประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร สามารถพัฒนามาเป็นเมืองที่ทันสมัย ก้าวหน้าอยู่ในระดับต้นๆ ของเอเชีย และสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลกลางกว่า 200,000 ล้านหยวนต่อปี

โดยในบทความจะไล่เรียงตั้งแต่ ความเป็นมาเป็นไปของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น ความแตกต่างระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตอุตสาหกรรม การพัฒนาและปัจจัยสู่ความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น รวมถึงปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาเขตเศรษฐกิจไม่สำเร็จ

รูปที่ 1 สภาพของเมืองเซินเจิ้นในปัจจุบัน

ความเป็นมาของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น

เขตเศรษฐกิจพิเศษได้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศจีนจากการเปิดประเทศสู่การพัฒนาจากการผลิตสินค้าทุกอย่างโดยรัฐบาลกลางแบบเศรษฐกิจตามแผน (Plan Economy)เป็นแนวทางของระบบตลาดตั้งแต่ปี 2523 เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นคือเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของประเทศจีนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแม่แบบในการพัฒนาพื้นที่ส่วนอื่นของประเทศ โดยเฉพาะการทำให้คน 1,300 ล้านคนเห็นพ้องต้องกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เซินเจิ้นสามารถทำให้คน 1,300 ล้านคนเห็นพ้องกันได้

เดิมเมืองเซินเจิ้นนั้นประกอบด้วย 6 เขต มีพื้นที่ประมาณ 2,000 ตร.กม. ในปี 2523 รัฐบาลจีนได้มีการทดลองระบบเศรษฐกิจแบบตลาด โดยตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นขึ้น ซึ่งกำหนดให้ 4 เขตของเมืองเซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้แก่ หลัวหู ฝูเถียน หนานซานและเหยียนเถียน มีพื้นที่ประมาณ 400 ตร.กม. และอีก 2 เขตได้แก่ เป่าอัน และหลงกั่งอยู่นอกเขตเศรษฐกิจพิเศษ

จากการพัฒนาจากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆในมณฑลกวางตุ้งที่มีประชากรเพียง 30,000 คนเมื่อปี 1980 มีพื้นที่ประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร (จังหวัดระยองมีเนื้อที่ 3,552 ตารางกิโลเมตร หรือจังหวัดขอนแก่นที่มีเนื้อที่ 10,855,991 ตารางกิโลเมตร) สู่เมืองศูนย์กลางทางการเงินและการอุตสาหกรรมด้วยนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีโดยรัฐบาลกลาง อีกทั้งลำดับขั้นตอนการพัฒนาที่น่าสนใจและอาจมีประโยชน์ต่อการใช้ประกอบการออกแบบนโยบายการพัฒนาประเทศของเราได้ จากหมู่บ้านชาวประมงสู่พื้นที่ที่สร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลกลางกว่า 200,000 ล้านหยวน มีโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในระดับต่างๆ กว่า 1,400 แห่งและมีการสร้างงานปีละกว่า 6 ล้านคน ดังคำกล่าวของคนจีนที่ว่า “ไม่อยู่ปักกิ่งไม่รู้ว่าตัวเองต่อยต่ำขนาดไหน ไม่อยู่เซินเจิ้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองจนขนาดไหน”

ประสบการณ์การพัฒนาเมืองเซินเจิ้นนั้นได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความแตกต่างระหว่าง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ (special economic zone)” และ “เขตอุตสาหกรรม (industrial/high-tech park)” โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นจัดเป็นเขตเศรษฐกิจนำร่องสำหรับการใช้นโยบายการปฏิรูประบบเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบที่สามารถเป็นแบบอย่างสำหรับการพัฒนาพื้นที่อื่น ส่วนเขตอุตสาหกรรมคือส่วนประกอบหนึ่งที่สนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเขตอุตสาหกรรมจะเน้นฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก อีกทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในจีนนั้นต้องได้รับการอนุมัติโดยรัฐบาลกลาง แต่เขตอุตสาหกรรมสามารถได้รับการอนุมัติจากมณฑลหรือรัฐบาลท้องถิ่น โดยในปี 2550 ที่ผ่านมา ประเทศจีนมีเขตอุตสาหกรรมกว่า 1,500 แห่งแต่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่เพียง 5 แห่งเท่านั้น

อีกทั้งในปัจจุบันมีไม่กี่ประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งส่วนใหญ่จะมีเพียงเขตอุตสาหกรรม ซึ่งนโยบายรัฐบาลส่วนมากจะคาดหวังให้เขตอุตสาหกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่สามารถก่อให้เกิดการพัฒนาการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นการให้ความสำคัญกับเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาการปฏิรูประบบเศรษฐกิจสู่ความสำเร็จในพื้นทื่อื่น จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ นอกจากจะเป็นการชักจูงคนหนุ่มสาวที่มีฝีมือจากต่างประเทศให้มาทำงานในประเทศแล้ว ยังดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพื่อนำการพัฒนาหมู่บ้านชายทะเลสู่ศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุน อีกทั้งยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความยากจนของประชาชนลงได้ โดยเฉพาะการเป็นเมืองตัวอย่างสำหรับการอยู่ร่วมกันระหว่างเขตอุตสาหกรรมและเขตชนบท ที่สามารถสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันจนนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

รูปที่ 2 เมืองเซินเจิ้นบนแผนที่โลก

โครงสร้างคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษ



โดยแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารของเซินเจิ้นคือ การลดแผนกและโครงสร้างต่างๆ เพิ่มบุคลากรทางการศึกษา ส่งเสริมให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตอุตสาหกรรม

  1. เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นเป็นเขตที่มีระดับการบริหารเขตแบบพิเศษและสามารถขยายจากเขตเป็นเมืองหรือทั้งมณฑลให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ เช่น Shenzhen, Zhuhai, Xiamen, Shantou และ Hainan เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามเขตอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรม hi-tech นั้น ส่วนมากจะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหรือมณฑลและไม่มีโครงสร้างการบริหารนโยบายที่แยกออกมาต่างหาก
  2. เขตเศรษฐกิจพิเศษส่วนมากจะครอบคลุมพื้นที่ที่มากกว่าเขตอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นมีเนื้อที่ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร เขตเศรษฐกิจพิเศษไห่หนานมีเนื้อที่ ประมาณ 33,920 ตารางกิโลเมตร เป็นต้น ในขณะที่เขตอุตสาหกรรมมีพื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร
  3. โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศจีนเป็นโครงการนำร่องการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และสามารถนำประสบการณ์การพัฒนาและปฏิรูปในเขตเศรษฐกิจพิเศษไปใช้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นของจีนได้ และเนื่องจากเป็นการนำร่องโดยรัฐบาลกลาง ดังนั้นหน่วยงานบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ
  4. เขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนที่ตั้งขึ้นริมชายฝั่งทะเล ง่ายต่อการเข้าถึงท่าเรือและระบบการขนส่งอื่นๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ใกล้กับเมืองที่มีความเป็นสากล “internationalized cities” ศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นที่ใกล้กับเกาะฮ่องกง เมือง Xiamen ที่ใกล้กับไต้หวัน เขตเศรษฐกิจพิเศษไห่หนานที่ใกล้กับประเทศเวียดนาม เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามเขตอุตสาหกรรมในประเทศจีนมีอยู่ทั้งบริเวณติดทะเลและส่วนในของประเทศ
  5. เขตเศรษฐกิจพิเศษได้นโยบายสิทธิพิเศษ เช่น ทางด้านภาษี ทางด้านพิธีการศุลกากร การเคลื่อนย้ายเงินทุนและการนำกำไรมาลงทุนเพิ่มจากนักลงทุนต่างประเทศ การนำเข้าและส่งออก การเงิน และระบบการขนส่ง ซึ่งนโยบายเหล่านี้อาจจะใช้ได้กับเขตอุตสาหกรรมแต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกใช้ภายหลังจากการนำร่องใช้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษก่อน

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น

เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2523 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศจีนสู่ตลาดโลกในสมัยนั้น จนถึงปัจจุบันเซินเจิ้นมีการเจริญเติบโตของ GDP โดยเฉลี่ย 28% ต่อปี ต่อเนื่องมากว่า 28 ปี โดยการพัฒนาเมืองเซินเจิ้นถ้าแบ่งตามการเติบโตของ GDP สามารถแบ่งได้เป็น 4 ช่วงเวลาใหญ่คือ

  1. ช่วงปี 2523 – 2529 เซินเจิ้นมีการเติบโตของ GDP 44% ต่อปี
  2. ช่วงปี 2530 – 2538 เซินเจิ้นมีการเติบโตของ GDP 29% ต่อปี
  3. ช่วงปี 2539 – 2546 เซินเจิ้นมีการเติบโตของ GDP 19% ต่อปี
  4. ช่วงปี 2547 – ปัจจุบัน เซินเจิ้นมีการเติบโตของ GDP 15% ต่อปี และถึงปัจจุบันเซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศจีน

เซินเจิ้นมีภูมิประเทศอยู่ทางชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีน ติดกับแม่น้ำ จูเจียง(Pearl River) ทางทิศตะวันตกและใกล้กับเกาะฮ่องกง ปัจจุบันเซินเจิ้นมีพื้นที่ 1,952.84 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 8.5 ล้านคน และมี GDP ปี 2007 ประมาณ 676.54 พันล้านหยวน คิดเป็น 22% ของมูลค่า GDP ของมณฑลกวางตุ้ง และ 2.7% มูลค่า GDP ของทั้งประเทศ

การพัฒนาเมืองเซินเจิ้นหลังจากก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ

2523-2528 สร้างเมืองเซินเจิ้นให้เป็นเขตการแปรรูปเพื่อการส่งออกของจีน ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนในช่วงแรก จะเป็นนักลงทุนจากประเทศฮ่องกง ไต้หวัน และจากแถบประเทศเอเชีย
2528-2530 เริ่มพัฒนาจากการพัฒนาช่วงที่ 1 ที่เน้นบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเข้ามาที่เมืองเซินเจิ้นจำนวนมาก และพัฒนาจากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการแปรรูปมาสู่ อุตสาหกรรมบริการ และการออกแบบมากขึ้น
2530-2535 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเซินเจิ้นมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพื้นที่
2535-ปัจจุบัน การพัฒนาเซินเจิ้นจากเมืองเศรษฐกิจแบบธรรมดาสู่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทางภาคใต้ของประเทศจีน ที่มีความโดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยในปี 2550 อุตสาหกรรมโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นสัดส่วนทั้งหมดประมาณ 50% ของอุตสาหกรรมทั้งหมดในเมืองเซินเจิ้น

บริษัทและผู้ประกอบการในเซินเจิ้นมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นของตัวเอง เมื่อสิ้นปี 2548 มี อย่างน้อย 5 Brand ของเซินเจิ้นมียอดขายรวมกันแล้วถึง 10,000 ล้านหยวนหรือประมาณ (1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวอย่างบริษัทที่เป็นที่รู้จักเช่น Huawei และ Zhongxing ในธุรกิจอุปกรณ์สื่อสาร China International Marine Containers(Group) Ltd ที่ถือครองส่วนแบ่งตลาดโลกมากกว่า 30% รวมถึงหลายบริษัทในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ซอฟแวร์ เครื่องวีดีโอโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ยารักษาโรค และเครื่องแต่งกาย เป็นต้น

เซินเจิ้นยังเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยในปี 2522 เซินเจิ้นได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศกว่า 153.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2549 เซินเจิ้นได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนจากต่างประเทศกว่า 3.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งจาก Ricoh, Toshiba, Epson, Copier และ Xerox รวมถึงการลงทุนจาก Wal-Mart, Compaq, Sony, Intel, IBM และ Siemens ในเซินเจิ้น

รูปที่ 3เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น

ปัจจัยสู่ความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น

  1. ปัจจัยแรกและสำคัญที่สุด คือ รัฐบาลกลางจีนได้ให้สิทธิในการออกนโยบายพิเศษสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองเซินเจิ้น ที่ช่วยให้สามารถริเริ่มการสร้างสภาพแวดล้อมที่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของเมือง โดยเฉพาะการดึงดูดเงินลงทุนสำหรับการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2523 – 2550 เซินเจิ้นได้รับการเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นปีละมากกว่า 10% ทุกปี และมีมูลค่าการส่งออกในปี 2550 กว่า 168.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดนำเข้ากว่า 119.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เซินเจิ้นเป็นเมืองแรกในการนำร่องการปฏิรูปในรูปแบบต่างๆ เช่น การนำระบบภาษีนิติบุคคลที่แตกต่างกันมาใช้สำหรับผู้ประกอบการต่างประเทศ และผู้ประกอบการจีน กล่าวคือบริษัทต่างประเทศจะเสียภาษีในอัตราเพียง 15% ในขณะที่ผู้ประกอบการจีนเสียภาษีถึง 33% (ตั้งแต่ปี 2551 อัตราภาษีนิติบุคคลของจีนได้ปรับเป็น 25% เท่ากัน สำหรับผู้ประกอบการทั้งจีนและจากต่างประเทศ แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยีและบริษัทขนาดเล็กในเมืองจะได้รับสิทธิพิเศษเช่นเดิม)
  2. เซินเจิ้นเปรียบเหมือนบ้านสำหรับชาวจีนจากมณฑลอื่นๆ ชาวต่างประเทศ เป็นเมืองที่มีผู้อพยจากต่างประเทศรวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลกพักอาศัยอยู่ ซึ่งประชากรจากต่างถิ่นนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในเมืองเซินเจิ้น เพื่อเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลกด้วยการให้สัญชาติจีน ปัจจุบันเมืองเซินเจิ้นมีประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี อยู่ประมาณ 21% อายุระหว่าง 17-24 ปีมีประมาณ 13% ผู้มีอายุระหว่าง 25-44 ปี มีประมาณ 49% และผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีมีประมาณ 6% ของประชากรทั้งหมด
  3. เซินเจิ้นสามารถสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินเพื่อสร้างความมั่นใจสำหรับสถาบันการเงินจากต่างประเทศ รวมถึงการลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน
  4. โครงสร้างพื้นฐานในเมืองเซินเจิ้นที่พร้อมรองรับการพัฒนา โดยท่าเรือเมืองเซินเจิ้นจัดเป็นท่าเรืออันดับ 4 ในการเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก สนามบินเซินเจิ้นที่จัดอยู่ในอันดับ 4 ของสนามบินภายในประเทศจีนที่มีผู้โดยสารทั้งปี 2550 มากถึง 20 ล้านคน รวมถึงความพร้อมของถนน ระบบโทรคมนาคม และระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้า ประปา ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งในระบบต่างๆ สำหรับการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของเมือง
  5. เซินเจิ้นมีทำเลที่มีศักยภาพ เช่น มีสถานที่ตั้งติดทะเลบริเวณจีนตอนใต้และอยู่ตรงข้ามเกาะฮ่องกง ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาของเกาะฮ่องกงอีกด้วย ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงแรกจะมาจากเกาะฮ่องกงเป็นส่วนใหญ่
  6. การบริหารงานโดยรัฐบาลของเซินเจิ้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาและปฏิรูปการดำเนินงานอยู่เสมอ เพื่อจะสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการให้เป็น “one stop service” สำหรับผู้ประกอบการต่างๆ ในเมืองเซินเจิ้น เน้นความโปร่งใสของการบริหารงาน เช่น แผนพัฒนาเมืองเซินเจิ้นที่ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลกลาง ควบคู่กับการเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิผลในกระบวนการการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่น ในประเด็นต่างๆ รวมถึงกระบวนการทำธุรกิจในเซินเจิ้นที่ไม่ซับซ้อนและปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว กระบวนการขั้นตอนการขออนุมัติอยู่ภายใต้การสอบทานและตรวจสอบเพื่อให้เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจ(business-friendly)
  7. ความยืดหยุ่นของกฏหมายแรงงาน
  8. มีการเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษกับเศรษฐกิจในประเทศ
  9. มีการจูงใจทางนโยบายทางการคลังในเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเฉพาะที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจ อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษได้

รูปที่ 4เมืองเซินเจิ้นยามราตรี

นโยบายที่สนับสนุนศักยภาพในการแข่งขันของเมืองเซินเจิ้น

  1. การอนุญาตให้ลงทุนในกิจการที่ถือหุ้น 100% จากนักลงทุนจากต่างประเทศ
  2. สามารถให้นักลงทุนเข้าถึงทุนทางที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานได้ด้วยการให้เช่า 99 ปี
  3. การอนุญาตให้บริษัทต่างชาติสามารถส่งกำไรกลับประเทศได้
  4. ส่งเสริมนโยบายการนำเข้าและส่งออก



ซึ่งการพัฒนาในช่วง 10 ปีแรกนั้น
เงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าจะเน้นการลงทุนไปที่ธุรกิจที่ใช้แรงงานและมีการดำเนินงานที่มีขนาดเล็ก ส่งผลให้ช่วงที่สองระหว่างปี 1993-2000 ของการพัฒนาเมืองเซินเจิ้นเป็นการพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมโดยรัฐบาลเมืองเซินเจิ้นใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจจาก “headquarter” ด้วยการเชิญชวนบริษัทข้ามชาติย้ายบริษัทแม่ให้มาอยู่ในเซินเจิ้น โดยใช้การจูงใจ กลยุทธและวิธีการต่างๆ เช่น

  1. การออกแบบระบบการบริหารและดำเนินนโยบายสำหรับการดำเนินธุรกิจที่ให้ความมั่นใจแก่ Headquarter จากต่างประเทศ ทั้งมาตรการที่สนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทข้ามชาติและพัฒนาระบบการบริหารและบริการภาครัฐที่เป็นพิเศษสำหรับบริษัทที่เลือกจะตั้ง headquarter ที่เมืองเซินเจิ้น เป็นต้น
  2. การรวมเขตอุตสาหกรรม(Industrial Parks) ต่างๆกว่า 100 แห่งที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองเซินเจิ้น (ซึ่งกว่า 90 % อยู่นอกตัวเมืองเซินเจิ้น) เข้าไว้ด้วยกัน
  3. การส่งเสริมการรวมกลุ่ม clusters ของธุรกิจเพื่อให้เกิด economies of scale ตัวอย่างการรวมกลุ่ม cluster ในเมืองเซินเจิ้น เช่น อุตสาหกรรม garments, รถจักรยาน เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
  4. เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเซินเจิ้นมีการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลท้องถิ่นมีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและการประหยัดทรัพยากร โดยเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 เซินเจิ้นได้ผ่านกฏระเบียบเพื่อส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ ที่มีมากกว่า 10 นโยบายสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  5. เมื่อปี 2549 รัฐบาลเมืองเซินเจิ้นได้ออกยุทธศาสตร์การส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเซินเจิ้นให้เป็นเมืองแห่งนวัตกรรม (National Innovation City) ของประเทศจีน ด้วยการลงทุนกับการวิจัยและพัฒนากว่า 4% ของ GDP เมืองเซินเจิ้นและมีเป้าหมายที่จะมีการเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีระดับสูงปีละไม่ต่ำกว่า 20% ในอนาคตอันใกล้

ตัวอย่างของเขตเศรษฐกิจพิเศษในโลก เช่น

City-States

  • Singapore, Hong Kong
  • Macau, Gibraltar, Dubai

Islands

  • Batam, Indonesia (1978, 416 km2)
  • Labuan, Malaysia (1990,92 km2)

Cities/Provinces

  • Inquique, Chile (1975, 2.4km2)
  • Shenzhen, China (1980, km2)
  • Subic Bay, Philippines(1992,300 km2)
  • Aqaba, Jordan (2000, 375 km2)

ปัจจัยและประสบการณ์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น

  1. การพัฒนาบริการ ขั้นตอนและการควบคุมโดยภาครัฐในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นส่วนใหญ่
  2. นโยบายที่ไม่สามารถแข่งขันได้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น
  3. การขาดการพัฒนาการเชื่อมโยงการพัฒนาระหว่างเมือง
  4. ทำเลที่ตั้งที่ไม่เหมาะสม เช่น Bataan EPZ (Export Processing Zone) ในประเทศฟิลิปปินส์
  5. ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง – African countries EPZs
  6. การมีอัตราการก่ออาชญากรรม ปัญหาคอรัปชั่น และการบริหารงานที่ไม่มีอิสระและยากต่อการเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อสถานการณ์
  7. การไม่จูงใจหรือไม่สามารถเข้าถึงทุนทางที่ดินอย่างพอเพียง
  8. การขาดความน่าเชื่อถือของระบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคทั้งไฟฟ้า ประปา ถนน ระบบราง เป็นต้น
  9. การพัฒนาที่ช้า ไม่เหมาะสมและำไม่ทันต่อการดำเนินธุรกิจ
  10. การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆที่บ่อยเกินไป

บทสรุป ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ?

ในขณะที่จีนมีเสิ่นเจิ้นเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษอันเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุน อินเดียมี “บังกาลอร์” เป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านซอฟแวร์ของโลก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีดูไบเป็นเมืองการค้าการลงทุนของตะวันออกกลาง รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเวียดนามเช่นเขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบ้าว ที่พร้อมรับการจ้างงานราคาถูกจากทั้งประเทศเวียดนาม ประเทศลาว หรือประเทศไทย ที่รองรับทั้งท่าเรือดานังและท่าเรือที่ประเทศพม่าที่เชื่อมระหว่าง 2 ฝั่งทะเลด้วยโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางทาง EAST-WEST Corridor

และล่าสุดประเทศมาเลเซียกำลังยก “ยะโฮร์” หรือ เกาะ อิสกันดาร์ ดิเวลลอปเมนต์ รีเจี้ยน ที่มีพื้นที่ครอบคลุมจำนวน 2,217 ตารางกิโลเมตรมีขนาดใหญ่กว่าเกาะสิงคโปร์ 2.5 เท่าและอยู่ตรงข้ามกับเกาะสิงคโปร์ โดยผู้นำประเทศมาเลเซียได้ตั้งวิสัยทัศน์ในการพัฒนาให้เกาะนี้เป็นเมืองอันดับ 1 ของเอเชียมีศักยภาพ เช่นเดียวกับดูไบ เซินเจิ้น และบังกาลอร์

“แผนที่วางไว้จะสำเร็จได้ เราต้องทำงานหนัก มุ่งมั่นในการแข่งขัน เตรียมความพร้อมสำหรับการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เรามีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนต่ำ ประชากรมีทักษะด้านเทคนิค แต่เราก็พร้อมจ้างต่างชาติได้ทันทีที่จำเป็น และเราต้องสร้างธรรมาภิบาล และความน่าเชื่อถือควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจด้านอื่นๆ” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าว

ประเทศไทยพร้อมรับมือการแข่งขันที่เกิดขึ้นในกระแสโลกาภิวัตภ์แห่งการแย่งชิงเงินลงทุนสำหรับการพัฒนาของประเทศของตนหรือยัง?

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน