C.P. ประเทศจีน บุกตลาดธุรกิจ “สุกร” ครบวงจรในกว่างซี

ไฮไลท์

  • บริษัท Chia Tai Group หรือ ซี.พี. ประเทศจีน ได้วางศิลาฤกษ์โครงการห่วงโซ่อุตสาหกรรมสุกรแบบครบวงจรในนิคมอุตสาหกรรมเหลียงเจียง เมืองหลายปิน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบของนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ในกว่างซี โดยบริษัทฯ ใช้องค์ความรู้ด้านการเกษตรแบบผสมผสาน (เพาะปลูก + เลี้ยงสัตว์) เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
  • การที่บริษัท Chia Tai Group เข้ามาขยายธุรกิจตลาดสุกรในเมืองหลายปินของกว่างซี ได้ช่วยเติมเต็มและยกระดับมาตรฐานภาคอุตสาหกรรมการเกษตรสมัยใหม่ของเมืองหลายปินให้ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสุกร โรงชำแหละและแปรรูปสุกร และระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น ช่วยตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ต่อเนื่องในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
  • ตลาดสุกรจีน เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย นอกจากโมเดลการลงทุนในจีนแบบบริษัท Chia Tai Group แล้ว การส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรก็เป็นอีกโอกาสสำหรับประเทศไทย โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งเจรจากับฝ่ายจีนเพื่อขยายโอกาสการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรของไทย รวมทั้งร่วมมือกับภาคธุรกิจที่มีศักยภาพในประเทศเพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับฝ่ายจีนว่า เนื้อสุกรไทย “ปลอดภัย ปลอดโรค ปลอดสารเร่งเนื้อแดง”

 

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท Chia Tai Group หรือ ซี.พี. ประเทศจีน ได้วางศิลาฤกษ์โครงการห่วงโซ่อุตสาหกรรมสุกรแบบครบวงจรในนิคมอุตสาหกรรมเหลียงเจียง เมืองหลายปิน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบของนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ในกว่างซี โดยบริษัทฯ ที่ใช้องค์ความรู้ด้านการเกษตรแบบผสมผสาน (เพาะปลูก + เลี้ยงสัตว์) เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

กงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง (น.ส.เบญจมาศ ตันเวทยานนท์) ก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์งานก่อสร้างโครงการดังกล่าวด้วย ร่วมกับนายหนง เซิงเหวิน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเมืองหลายปิน และนายโจว หย่งซุ่น รองประธานอาวุโสเขตประเทศจีน เครือเจริญโภคภัณฑ์


ที่มา :  Chia Tai Group

โครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุน 3,400 ล้านหยวน ประกอบด้วย โรงเลี้ยงสุกร 1 ล้านตัน โรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่มีกำลังการผลิตปีละ 3.6 แสนตัน โรงงานแปรรูปอาหารที่มีกำลังการผลิตปีละ 3 หมื่นตัน และศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) และพื้นที่เพาะปลูก 8.3 หมื่นไร่ คาดว่า โครงการดังกล่าวจะสร้างมูลค่าการผลิตได้ปีละ 5,500 ล้านหยวน สร้างเม็ดเงินภาษีให้กับภาครัฐ 100 ล้านหยวน สร้างโอกาสจ้างงานได้ 5,000 คน บรรลุเป้าหมาย win-win situation แก่ทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เกษตรกร สังคม และบริษัท

ปัจจุบัน เมืองหลายปินมีฟาร์มสุกร 451 แห่ง มีสุกรพ่อแม่พันธุ์โตเต็มวัย 1.86 แสนตัว มีกำลังการผลิตสุกรเนื้อโตเต็มวัยที่พร้อมออกสู่ตลาดปีละ 1.46 ล้านตัว ทั้งนี้ โครงสร้างการผลิตสุกรมีผู้ประกอบการสุกรพันธสัญญา (contract farming) กับผู้เลี้ยงสุกรแบบครบวงจรเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วน 61% ขณะที่ผู้เลี้ยงสุกรรายอิสระและผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยมีอยู่ราว 1,600 ราย

การที่บริษัท Chia Tai Group เข้ามาขยายธุรกิจตลาดสุกรในเมืองหลายปินของกว่างซี ได้ช่วยเติมเต็มและยกระดับมาตรฐานภาคอุตสาหกรรมการเกษตรสมัยใหม่ของเมืองหลายปินให้ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสุกร โรงชำแหละและแปรรูปสุกร และระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น ช่วยตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ต่อเนื่องในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

ในบริบทที่จีนเป็นประเทศที่มีความต้องการบริโภคเนื้อสุกรมากที่สุดในโลก และสืบเนื่องจากการระบาดของโรคอวิหาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ที่ระบาดหนักในจีนในช่วง 2-3 ปีมานี้ ส่งผลกระทบต่อปริมาณสุกรในตลาดลดลง ทำให้เนื้อสุกรทำกำไรได้ดี บีไอซี เห็นว่า นอกจากโมเดลการลงทุนในจีนแบบบริษัท Chia Tai Group แล้ว การส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรก็เป็นอีกโอกาสสำหรับประเทศไทย

ปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวจีนยังคงนิยมบริโภคเนื้อหมูสดมากกว่าเนื้อหมูแช่แข็ง แต่ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แช่แข็งกำลังมีบทบาทต่อการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตของชาวจีน และเป็นทางเลือกสำคัญในการบริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ของผู้บริโภคในประเทศจีน รวมถึงช่วงที่มีการระบาดของโรคติดต่อในปศุสัตว์

ที่ผ่านมา ประเทศจีนนำเข้าเนื้อสุกร (พิกัด 0203) จากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสเปน สหรัฐอเมริกา บราซิล เยอรมนีเดนมาร์ก และแคนาดา โดยในระบบศุลกากรยังไม่พบข้อมูลการนำเข้าจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่า ทางการจีนมองอาเซียนเป็นพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด

หากมองในมุมกลับ นับเป็นโอกาสที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะเร่งเจรจากับฝ่ายจีนเพื่อขยายโอกาสการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรของไทยด้วย รวมทั้งร่วมมือกับภาคธุรกิจที่มีศักยภาพในประเทศเพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับฝ่ายจีนว่า เนื้อสุกรไทย “ปลอดภัย ปลอดโรค ปลอดสารเร่งเนื้อแดง” เหมือนเช่นตลาดฮ่องกงที่เนื้อสุกรไทยกำลังส่อแววสดใสอย่างต่อเนื่อง

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ย้ำจุดแข็งของประเทศไทยในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ซึ่งมีความโดดเด่นระดับโลก ทำให้สินค้าปศุสัตว์ไทยเป็นที่ต้องการในตลาด สะท้อนจากความสามารถในการส่งออกสุกรสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะความสำเร็จที่ไทยสามารถป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) โรคร้ายแรงในสุกรที่สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรทั่วโลก แต่ไทยยังคงสถานะ “ปลอดโรค ASF” มานานกว่า 2 ปี จนเป็นไข่แดงเพียงประเทศเดียวในภูมิภาค

 

จัดทำโดย นายกฤษณะ สุกันตพงศ์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง
ที่มา เว็บไซต์
www.gx.chinanews.com (中新社广西) วันที่ 30 มีนาคม 2564

Avatar

Kritsana Sukantaphong

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง

Print

COMMENT

avatar
  Subscribe  
Notify of

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม