How foreigners can set up business in China? มารู้จักรูปแบบการจัดตั้งธุรกิจในจีนสำหรับต่างชาติกันเถอะ!!

22 Aug 2013



"สนใจลงทุนในจีน”
เป็นประเด็นที่ธุรกิจต่างชาติให้ความสนใจกันไม่น้อย แต่แล้วก็มักจะเกิดคำถามในใจว่า จีนอนุญาตให้วิสาหกิจต่างชาติจัดตั้งธุรกิจรูปแบบใดได้บ้าง? แต่ละรูปแบบธุรกิจมีข้อแตกต่างกันอย่างไร? แล้วรูปแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด?

สำหรับท่านผู้สนใจเข้าลงทุนทำธุรกิจในจีน สามารถติดตามค้นหาคำตอบของคำถามข้างต้นได้ในบทความของศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน เรื่อง "How foreigners can set up business in China? มารู้จักรูปแบบการจัดตั้งธุรกิจในจีนสำหรับต่างชาติกันเถอะ!!” ซึ่งจะแนะนำถึงรูปแบบการจัดตั้งธุรกิจประเภทต่างๆ พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ตลอดจนข้อควรคำนึงก่อนการตัดสินใจว่าจะจัดตั้งธุรกิจรูปแบบใดในจีน

รู้จักประเภทธุรกิจ.. ก่อนพิชิตเข้าลงทุนในจีน!!

สำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าทำธุรกิจในจีน ควรศึกษาว่ารัฐบาลจีนได้กำหนดให้วิสาหกิจต่างชาติสามารถจัดตั้งธุรกิจในจีนรูปแบบใดบ้าง ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติสามารถเลือกจดทะเบียนธุรกิจในจีนได้ 4 ประเภท คือ

1. สำนักงานตัวแทน — Representative Office (RO)

2.
กิจการประเภทชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด — Wholly Foreign-Owned Enterprise (WFOE)

3. กิจการร่วมทุน — Joint Venture (JV)

4. วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ — Foreign-Invested Commercial Enterprise (FICE)

สำนักงานตัวแทน — Representative Office (RO)

"สำนักงานตัวแทน เป็นกิจการที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นตัวแทนของบริษัทแม่จากต่างประเทศในการประสานงานทางธุรกิจที่อยู่ในประเทศจีน การดำเนินงานในบริษัทสามารถประกอบกิจกรรมประเภทต่างๆ ดังนี้

1. การติดต่อประสานงาน โดยเป็นตัวแทนในการติดต่องานที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและบริการ รวมถึงการจัดซื้อ ซึ่งไม่สามารถแสวงหากำไรได้โดยตรง (เว้นแต่จะได้รับการยอมรับตามข้อตกลงนานาชาติ) โดยไม่สามารถออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) ใบแจ้งราคา (Quotation) ในนามของสำนักงานตัวแทนเองได้ แต่ทำได้เพียงแค่เป็นผู้ติดต่อประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานของบริษัทแม่เท่านั้น

2. การทำกิจกรรมด้านการตลาด เช่น การวิจัยตลาด การจัดแสดงและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า/บริการของบริษัท เป็นต้น

ข้อสังเกต !!



Ø ก่อนที่จะจัดตั้งสำนักงานตัวแทนในจีนได้นั้น บริษัทแม่ในต่างประเทศจำเป็นต้องตั้งกิจการมาแล้วอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ปี

Ø การจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบสำนักงานตัวแทนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจต่างชาติที่ต้องการความสะดวกในการติดต่อประสานงานกับลูกค้าในพื้นที่จีน ซึ่งช่วยให้สามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดด้วยข้อดีในด้านการประสานงาน การจัดซื้อ/จัดหา และด้านกิจกรรมสนับสนุนการตลาด ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่ในต่างประเทศกับลูกค้าในจีนอีกด้วย

Ø แม้ว่าทางการจีนจะไม่ได้มีข้อกำหนดด้านเงินทุนในการจัดตั้งธุรกิจประเภทสำนักงานตัวแทน แต่ธุรกิจลักษณะนี้ก็จำเป็นต้องเสียภาษีด้วย ซึ่งรัฐบาลจีนโดย State Administration of Taxation กำหนดให้สำนักงานตัวแทนจะต้องจ่ายทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีขาย และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะคิดภาษีจากค่าใช้จ่ายของกิจการที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ภาษีของสำนักงานตัวแทนยังคงน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับภาษีของธุรกิจแบบต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด (WFOE)

วิสาหกิจประเภทชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมดWholly Foreign-Owned Enterprise (WFOE)

"วิสาหกิจประเภทชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด เป็นธุรกิจที่จัดตั้งโดยใช้เงินทุนจากชาวต่างชาติทั้งหมด (ลงทุน 100%) ซึ่งสามารถลงทุนในสายการผลิต การบริการ และการค้าในประเทศจีน รวมถึงยังสามารถขยายขอบเขตธุรกิจเพิ่มเติมได้ ธุรกิจในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก ด้วยปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้

(1) ชาวต่างชาติสามารถควบคุมกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของกิจการได้เต็มรูปแบบ

(2) สามารถสงวนไว้ซึ่งความเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาได้

(3) สามารถบริหารจัดการและพัฒนาโครงสร้างภายในองค์กรได้เอง

(4) คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรแบบดั้งเดิม

(5) ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการถอนการลงทุนและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

(6) มีโอกาสจัดจ้างชาวต่างชาติได้จำนวนมากกว่า เมื่อเทียบกับรูปแบบสำนักงานตัวแทน (RO)ที่จัดจ้างชาวต่างชาติได้มากที่สุดไม่เกิน 4 คน

วิสาหกิจร่วมทุน — Joint Venture (JV)

"วิสาหกิจร่วมทุน เป็นกิจการที่จัดตั้งโดยนักลงทุนต่างชาติ (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเดี่ยวหรือกลุ่ม) ร่วมกับหุ้นส่วนที่เป็นนิติบุคคลจีน โดยบริษัทร่วมทุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. บริษัทร่วมทุนแบบร่วมหุ้น (Equity Joint Venture) เป็นการร่วมทุนระหว่างทุนจีนกับทุนต่างชาติที่มีการแบ่งส่วนของกำไรขาดทุนเท่าเทียมกันตามสัดส่วนของหุ้นที่มีร่วมกัน โดยทุนต่างชาติจะต้องมีไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนทุนที่จดทะเบียนทั้งหมด

2. บริษัทร่วมทุนแบบร่วมดำเนินงาน (Cooperative Joint Venture) เป็นรูปแบบบริษัทธุรกิจต่างชาติที่มีความยืดหยุ่น โดยผู้ลงทุนชาวจีนและต่างชาติล้วนมีอิสระในการทำงานร่วมกัน และไม่จำเป็นต้องแบ่งกำไรขาดทุนตามสัดส่วนของการถือหุ้นที่มีร่วมกัน

                  

 ข้อสังเกต !!

Ø ความสำเร็จของบริษัทร่วมทุนขึ้นอยู่กับการประสานผลประโยชน์ร่วมกันของหุ้นส่วนที่จะร่วมมือร่วมแรง และรับผิดชอบต่อเป้าหมายสำคัญร่วมกันของนักลงทุนต่างชาติกับคู่ร่วมลงทุนจีน

Ø บริษัทร่วมทุนทั้ง 2 ประเภทข้างต้นมีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน อาทิ ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้านความรับผิดชอบ โครงสร้างการบริการจัดการ ข้อผูกมัดตามสัญญา การแบ่งสรรกำไร สัดส่วนการถือครองหุ้น และการขอคืนเงินลงทุน เป็นต้น

วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ — Foreign-Invested Commercial Enterprise (FICE)

"วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ หมายถึง กิจการที่เจ้าของเป็นต่างชาติทั้งหมด (WFOE) หรือกิจการร่วมทุน (JV) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการด้านการส่งออก-นำเข้า ตลอดจนการกระจายสินค้าภายในประเทศจีน โดยตั้งแต่ที่มีการเปิดเสรีด้านการค้าปลีกและกระจายสินค้าในจีนเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา ทางการจีนได้อนุญาตให้วิสาหกิจการค้าของต่างชาติที่มาลงทุนในจีนสามารถประกอบกิจการได้ตามรายการต่อไปนี้

(1) การนำเข้า – ส่งออก การกระจายสินค้า และการค้าปลีก (หมายถึง การขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องให้แก่บุคคลคนเดียวโดยอาจจะผ่านช่องทางการจำหน่าย เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์ อีเมล์ อินเทอร์เน็ต หรือเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เป็นต้น)

(2) การค้าส่ง (หมายถึง การขายสินค้า/บริการให้แก่บริษัท อุตสาหกรรม หรือองค์กร เป็นต้น)

(3) การเป็นตัวแทนทางธุรกิจ (Agent, Broker)

(4) การทำธุรกิจแฟรนชายส์ (Franchising)

ข้อสังเกต !!

Ø ข้อดีของการจัดตั้งวิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ คือ สามารถซื้อสินค้าได้จากผู้ขายโดยตรง และขายสินค้าให้ถึงผู้ซื้อได้โดยตรงด้วยสกุลเงินหยวน แต่จะมีข้อจำกัด คือ สินค้าที่ซื้อมานั้นไม่สามารถปรับเปลี่ยนลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้ กล่าวคือ เมื่อซื้อสินค้าชนิดใดมาก็ต้องขายสินค้าชนิดนั้นไป

Ø ในกรณีที่นักลงทุนต่างชาติประกอบกิจการค้าปลีกที่กระจายสินค้ามากกว่า 30 สาขา จะถูกจำกัดความเป็นเจ้าของกิจการ (Ownership barriers) ด้วยสัดส่วนหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองได้เพียงร้อยละ 49 ของหุ้นส่วนทั้งหมด

Ø วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ สามารถจดทะเบียนเป็นผู้ขอใบอนุญาตการนำเข้า-ส่งออกของจีนได้ โดยหากต้องการยื่นขอนำเข้า-ส่งออกสินค้ารายการพิเศษอื่นๆ นอกเหนือจากข้อกำหนดทั่วไป จะได้รับพิจารณาจากทางการจีนเป็นรายกรณี 

                                ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของรูปแบบธุรกิจในจีน 

สำนักงานตัวแทน — Representative Office (RO)

(สถานะทางกฎหมาย : ไม่มีสถานะทางกฏหมาย)

วัตถุประสงค์การจัดตั้ง :

          (1) การวิจัยตลาดในจีน 

          (2) ประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ

          (3) วางแผนการเข้ามาดำเนินธุรกิจในจีนอย่างเป็นทางการในอนาคต

ข้อดี

ข้อเสีย

1) ใช้เงินทุนจัดตั้งน้อย

2) มีความคล่องตัวในการดำเนินงานเกี่ยวกับการตลาดและการประสานงานต่างๆ

1) ไม่สามารถออกใบแจ้งหนี้ / ใบแจ้งราคา

2) ต้องจัดจ้างเจ้าหน้าที่ผ่านตัวแทนจัดหางานในท้องถิ่น

วิสาหกิจประเภทชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด — Wholly Foreign-Owned Enterprise (WFOE)

(สถานะทางกฎหมาย : จำกัดจำนวนหนี้ที่รับผิดชอบตามกฎหมาย)

วัตถุประสงค์การจัดตั้ง :

         
(1) ผลิตสินค้า สำหรับขายในจีนหรือส่งออกไปต่างประเทศ 

         (2) ให้บริการทางธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ

ข้อดี

ข้อเสีย

1) สามารถดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น เนื่องจากเป็นเจ้าของกิจการเอง 100%

2) สงวนกรรมสิทธิ์ในด้านเทคโนโลยีและทรัพยสินทางปัญญาได้

3) สามารถรักษาวัฒนธรรมองค์กรดั้งเดิม

4) สามารถโอนผลกำไรจากเงินสกุลหยวนกลับไปยังต่างชาติได้

1) ใช้เงินทุนจดทะเบียนและเงินทุนตลอดโครงการ

2) ต้องสร้างยอดขายในตลาดจีนด้วยตัวเอง

วิสาหกิจร่วมทุน — Joint Venture (JV)

(สถานะทางกฎหมาย : จำกัดจำนวนหนี้ที่รับผิดชอบตามกฎหมาย)

วัตถุประสงค์การจัดตั้ง :

         
(1) ต้องการให้มีหุ้นส่วนท้องถิ่นช่วยดำเนินธุรกิจ 

         (2) สนใจในข้อเสนอที่หุ้นส่วนท้องถิ่นเสนอให้ เช่น ผลกำไร ยอดขาย ช่องทางการกระจายสินค้า ฯลฯ

ข้อดี

ข้อเสีย

1) สามารถต่อยอดโรงงานและแรงงานจากเดิมที่มีอยู่ได้

2) สามารถต่อยอดช่องทางขายและกระจายสินค้าจากเดิมได้

1) การปรับขยายสินทรัพย์หรือยอดขายร่วมกันระหว่างหุ้นส่วนที่อาจมีตัวเลขเกินจริงได้

2) การถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน และการเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกัน

3) มีความเสี่ยงในการบริหารงานร่วมกัน

วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ — Foreign-Invested Commercial Enterprise (FICE)

(สถานะทางกฎหมาย : จำกัดจำนวนหนี้ที่รับผิดชอบตามกฎหมาย)

วัตถุประสงค์การจัดตั้ง : ต้องการประกอบกิจการด้านการค้า การกระจายสินค้า และการค้าส่งในจีนแบบครบวงจร

ข้อดี

ข้อเสีย

1) เอื้อต่อการขยายกิจการประเภทการค้าและการกระจายสินค้า

1) ใช้เงินทุนจดทะเบียนสูง



ควรคำนึงอะไร
? ก่อนตัดสินใจเดินหน้าธุรกิจในจีน

หลังจากที่ได้ทราบถึงความแตกต่างของรูปแบบธุรกิจที่ชาวต่างชาติจะสามารถเข้ามาจัดตั้งในจีน พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดจีนแล้ว ลำดับต่อไปคือการพิจารณาถึงปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการทำธุรกิจในอนาคต ซึ่งจำเป็นจะต้องคำนึงตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินการจัดตั้งธุรกิจ อาทิ

1. ขอบเขตกิจกรรมทางธุรกิจ(Business Scope)

การระบุขอบเขตกิจกรรมทางธุรกิจถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากธุรกิจที่จดทะเบียนในจีนจะสามารถดำเนินกิจการได้ตามที่ระบุไว้ในเอกสารที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ผู้จดทะเบียนธุรกิจจึงควรมั่นใจว่า ได้ระบุขอบเขตกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทไว้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และต้องสามารถตรวจสอบได้จริงด้วย เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้ ในระหว่างการยื่นจดทะเบียน แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพิจารณาขอบเขตของธุรกิจจากเพียงเอกสารที่ระบุในเบื้องต้นและอนุมัติให้ แต่หลังจากที่ดำเนินกิจการแล้วก็จะมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานสรรพากรอย่างละเอียดในเอกสารใบยื่นขอจัดตั้งบริษัท ดังนั้น การระบุข้อความกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพื่อต้องการหลีกเลี่ยงภาษีหรือปิดบังสรรพากร จะทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหน้าได้

2. เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ (Minimum Registered Capital)

กฎหมายจีนระบุว่า ทุนจดทะเบียนบริษัทขั้นต่ำอาจเริ่มต้นตั้งแต่ 30,000 หยวนสำหรับกิจการที่มีผู้ถือหุ้นร่วมหลายคน แต่หากเป็นกิจการที่มีผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ทุนจดทะเบียนจะเพิ่มเป็น 100,000 หยวน

ในทางปฏิบัติแล้ว ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่และประเภทของกิจการ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งอาจมีการดึงดูดให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามาตั้งกิจการด้วยการกำหนดเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำที่ค่อนข้างน้อย เพื่อให้ได้จำนวนกิจการตามที่ได้วางแผนไว้ อย่างไรก็ดี ทุนจดทะเบียนบริษัทไม่ควรจะต่ำเกินไป เนื่องจากอาจมีสรรพากรท้องถิ่นและสรรพากรกลางเข้ามาตรวจดูความเหมาะสมเมื่อดำเนินธุรกิจไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น จึงควรระบุทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามความเหมาะสม โดยควรคำนึงถึงภาระหนี้ (ที่สามารถรับผิดชอบได้) ที่อาจการเกิดขึ้นระหว่างดำเนินกิจการด้วย

ทั้งนี้ จำนวนทุนจดทะเบียนบริษัทมากหรือน้อย นอกจากจะสะท้อนให้ทางการจีนมีความมั่นใจว่าธุรกิจที่จะจัดตั้งนั้นๆ มีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจหรือไม่แล้ว ยังจะสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและศักยภาพของบริษัท ซึ่งคู่ค้ามักจะใช้ทุนจดทะเบียนบริษัทเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาก่อนตัดใจสินเข้าร่วมทำธุรกิจด้วย

3. เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital)

เงินทุนหมุนเวียนเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างเริ่มจัดตั้งธุรกิจใหม่ๆ เจ้าของกิจการอาจมีความกังวลว่าเงินทุนจดทะเบียนที่ใช้ยื่นขอจัดตั้งบริษัทอาจไม่เพียงพอ จึงมักนำเงินทุนหมุนเวียนที่มีอยู่ในมือเข้ามารวมเป็นเงินทุนที่จะจดทะเบียนด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียนในภายหลังได้

ทั้งนี้ การเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนค่อนข้างมีความยุ่งยากทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายดังนั้น การนำเงินทุนหมุนเวียนในมือมากระทำการใดๆ จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

                       

ข้อมูลข้างต้นคงจะช่วยให้ท่านนักลงทุนไทยได้ทราบถึงประเภทธุรกิจที่ทางการจีนอนุญาตให้วิสาหกิจต่างชาติสามารถจัดตั้งได้ โดยแต่ละประเภทล้วนมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากท่านสนใจจะก้าวสู่การลงทุนทำธุรกิจในจีนอย่างแท้จริงแล้ว ก็ควรพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ความพร้อมของธุรกิจตนเอง ก่อนตัดสินใจว่าควรจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด

—————————————


จัดทำโดย นายเฉกชนม์ จึงสง่าสม นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวเทพรัตน์ ตันติกัลยาภรณ์

เรียบเรียงโดย นายโอภาส เหลืองดาวเรือง

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้

ข้อมูลอ้างอิง : Asia Briefing reports หัวข้อ “Setting up business in China"

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน