“อุตสาหกรรมไม้และกระดาษ” ของกว่างซี ‘โตแรง’ ค้นหา ‘ช่องว่าง’ ที่ภาคธุรกิจไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วม
29 Apr 2026
นายกฤษณะ สุกันตพงศ์ เขียน
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC)
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง
อุตสาหกรรมการผลิตสาขาใดของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ‘โตแรง’ ที่สุดในปี 2568 ที่ผ่านมา? คำตอบ คืออุตสาหกรรมการผลิตของใช้ (จำเป็น) ในชีวิตประจำวัน แต่หลายคนคงคาดเดาไม่ถึง ——- อุตสาหกรรมไม้และกระดาษ
“อุตสาหกรรมไม้และกระดาษ” เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเสาหลักที่มีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขตฯ กว่างซีจ้วง และเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จากตัวเลขสถิติ ดังนี้
- ปี 2568 มูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมไม้และกระดาษมีอัตราขยายตัวสูงถึงร้อยละ 39.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน (รองลงมา ได้แก่ การผลิตเครื่องจักรกลไฟฟ้า ร้อยละ 22.1 การผลิตรถยนต์ ร้อยละ 16.6 และการถลุง หล่อและรีดโลหะนอกกลุ่มเหล็ก ร้อยละ 12.8)
- ปี 2568 เขตฯ กว่างซีจ้วงมีพื้นที่สวนป่าปลูก (Man-made forest) มากที่สุดในจีน ราว 150 ล้านหมู่จีน หรือราว 62.5 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1/10 ของพื้นที่สวนป่าปลูกทั้งประเทศจีน
- ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในโครงการด้านการผลิตเยื่อกระดาษและที่เกี่ยวข้องในเขตฯ กว่างซีจ้วง มีมูลค่ามากกว่า 180,000 ล้านหยวน โดยมีเมืองท่าเป๋ยไห่ และเมืองท่าชินโจว ที่ตั้งอยู่รอบอ่าวเป่ยปู้ (“อ่าวตังเกี๋ย”) เป็นฐานการผลิตสำคัญในเขตฯ กว่างซีจ้วง
- ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 14 (2564-2568) ระบุว่า เขตฯ กว่างซีจ้วงมีกำลังการผลิตกระดาษและกระดาษแข็งเป็น 5 อันดับแรกของประเทศจีน กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 3.37 ล้านตันในปี 2564 เป็น 11.98 ล้านตันในปี 2568
ปัจจุบัน เขตฯ กว่างซีจ้วงเป็นที่ตั้งของธุรกิจชั้นนำด้านการผลิตกระดาษแบบครบวงจร อาทิ APP Group (印尼金光集团) จากอินโดนีเซีย / Sun Paper (太阳纸业) จากมณฑลซานตง / Lee & Man Paper (理文造纸) จากฮ่องกง และล่าสุด Nine Dragons Paper (玖龙纸业) จากมณฑลกวางตุ้ง ได้เข้ามาจัดตั้งฐานอุตสาหกรรมกระดาษแบบครบวงจร (การปลูกป่า – การผลิตเยื่อกระดาษ – การผลิตกระดาษ) ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ ที่เมืองท่าเป๋ยไห่
ทำไมต้อง “กว่างซี” ปัจจัยหลักเป็นเรื่องของ “ทำเลที่ตั้ง + แหล่งวัตถุดิบ” ในเขตฯ กว่างซีจ้วง ที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนภาคการผลิต ยกตัวอย่างเช่น
บริษัท Nine Dragons Paper (Beihai) Co., Ltd. คุณโจว อวิ๋นจ่าน (Zhou Yunzhan/周云展) รองผู้จัดการใหญ่บริษัทฯ ให้ข้อมูลว่า โรงงานสามารถนำเข้าวัตถุดิบแผ่นไม้ที่ใช้ในการผลิตกระดาษจากอาเซียน ผลิตภัณฑ์กระดาษที่ผลิตได้สามารถส่งไปจำหน่ายในพื้นที่ภาคตะวันตก และส่งออกไปอาเซียน รวมถึงตะวันออกกลางได้อย่างสะดวก

ท่าเทียบเรือหมายเลข 8 และ 9 สำหรับแผ่นไม้ในท่าเรือเป๋ยไห่
เมื่อเดือนมกราคม 2569 ท่าเทียบเรือเฉพาะสำหรับแผ่นไม้ในท่าเรือเป๋ยไห่ (สามารถรองรับเรือบรรทุกขนาด 1 แสนตันเข้าเทียบท่า รองรับปริมาณขนถ่ายสินค้าได้ปีละ 10.9 ล้านตัน) ได้ผ่านการตรวจรับจากส่วนกลางให้สามารถนำเข้า-ส่งออกกับต่างประเทศได้แล้ว โดยท่าเทียบเรือดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการสนับสนุน (supporting project) ของโครงการลงทุนโรงงานผลิตกระดาษของบริษัท Nine Dragons Paper (Beihai) Co., Ltd.
ด้านเครือบริษัท APP Groupจากอินโดนีเซีย เจ้าหน้าที่บริษัท Guangxi Jingui Pulp and Paper Co., Ltd. (广西金桂浆纸业有限公司) เปิดเผยว่า ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ทางบริษัทฯ วางแผนจะขยายการลงทุนที่เมืองชินโจวเพิ่มอีกกว่า 40,000 ล้านหยวน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษสมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัท Guangxi Jingui Pulp and Paper Co., Ltd. มีฐานการผลิตกระดาษแบบครบวงจรตั้งอยู่ที่เมืองท่าชินโจว ปัจจุบัน บริษัทฯ มีสายการผลิตเยื่อกระดาษประเภท Chemi-Mechanical Pulp (CMP) 3 สายการผลิต และสายการผลิตกระดาษขาว (Ivory Board) 2 สายการผลิต มีมูลค่าการผลิตต่อปีมากกว่าหมื่นล้านหยวน
ในงานสัมมนาว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมกระดาษแบบครบวงจร ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่นครหนานหนิง เขตฯ กว่างซีจ้วง คุณหวาง เจิ้งคัง (Huang Zhengkang/黄政康) รองอธิบดีสำนักกิจการป่าไม้เขตฯ กว่างซีจ้วง (Guangxi Forestry Bureau/广西林业局) ได้กล่าวถึงการดำเนินงานของหน่วยงานหลักด้านการป่าไม้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้และกระดาษของกว่างซี
คุณหวางฯ ระบุว่า หน่วยงานการป่าไม้ของกว่างซีพร้อมส่งเสริมการขยายพื้นที่การปลูกป่าเพื่อเป็นวัตถุดิบพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการป่าไม้กว่างซี ให้ความสำคัญด้านการปรับปรุงพันธุ์ไม้และการจัดการอย่างยั่งยืน เร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ (Breakthrough Technology) และการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ (เปลี่ยน “จุดแข็งด้านเทคโนโลยี” เป็น “ความได้เปรียบทางอุตสาหกรรม”)
ในงานสัมมนาฯ ยังมีพิธีลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านการสร้าง “ฐานป่าวัตถุดิบจากไม้สนเพื่อการผลิตเยื่อกระดาษ” และการต่อยอดผลงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์ไม้เพื่อการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (เช่น ต้นสนพันธุ์ Pinus massoniana Lamb) ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาแหล่งวัตถุดิบที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน ช่วยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ และช่วยให้อุตสาหกรรมพัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน
ใช่ว่า… ทุกอย่างจะโรยด้วยกลีบกุหลาย แต่ต้องมอง “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส” ปัญหาที่อุตสาหกรรม(ป่า) ไม้และกระดาษของประเทศจีนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นความไม่สอดคล้องกันระหว่างการจัดหาวัตถุดิบกับกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม

กล่าวคือ อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษของประเทศจีนยังคงเผชิญปัญหา “ขาดแคลนเยื่อไม้” โดยเฉพาะเยื้อไม้เนื้ออ่อน (Softwood pulp) อย่างเช่น ไม้สน โดยประเทศจีนยังต้องอาศัยการนำเข้าเป็นอย่างมาก (ปี 2568 ประเทศจีนนำเข้าเยื่อกระดาษส่วนใหญ่จากบราซิล อินโดนีเซีย ชิลี แคนาดา และไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนรวมร้อยละ 70 ของปริมาณการนำเข้าจากทั่วโลก)
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม(ป่า)ไม้และกระดาษที่ยังไม่ครอบคลุมและยังมีมูลค่าเพิ่มไม่สูง รวมถึงปัญหาโครงสร้างผลิตภัณฑ์ขาดความหลากหลาย โดยสินค้าที่ผลิตได้มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นช่องว่างที่ภาคธุรกิจ(ไทย)สามารถแสวงหาโอกาสในการเข้าไปเติมเต็มและต่อยอดได้
บีไอซี เห็นว่า เป้าหมายของการตั้งฐานการผลิตในประเทศจีนควรมองไปที่การเข้าถึงตลาดฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ในภูมิภาคเป็นหลัก (จีน-อาเซียน) เพราะจีนในวันนี้ “สิ้นยุคสินค้าและค่าแรงถูก” ไปแล้ว แต่มุ่งใช้ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในท้องถิ่น และตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่
นอกจากการค้าวัตถุดิบและสินค้าแล้ว ภาคธุรกิจไทยสามารถเข้าไปเป็น “ผู้เล่น” ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมไม้และกระดาษ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องของกว่างซีได้ (เช่น ผลิตภัณฑ์เคมีในกระบวนการผลิตเยื่อไม้ ไม้และเยื่อไม้ทางเลือก นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์กระดาษที่มีมูลค่าเพิ่มสูง บรรจุภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านทรัพยาก๊๊รวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่นในการผลิต การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการจำหน่ายในตลาดจีน ยกตัวอย่างเช่น “กลุ่มน้ำตาลมิตรผล” เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านทรัพยากรวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่นกว่างซี —— แหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศจีน จนประสบความสำเร็จในประเทศจีน (กว่างซี) ปัจจุบัน กลุ่มน้ำตาลมิตรผลเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องครบวงจรของกว่างซี (และจีน)

ภาคธุรกิจไทยสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านที่ตั้ง (เมืองเอก / เมืองใหม่ที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย) ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการจัดตั้งธุรกิจ (สิทธิประโยชน์ทางการค้าและการลงทุน อาทิ มาตรการลด/ยกเว้นภาษีเงินได้ การจ่ายเงินรางวัล เงินอุดหนุน และระบบคมนาคมที่ทันสมัย / ต้นทุนแรงงาน) และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นในการต่อยอดและพัฒนาธุรกิจของตนเองได้
บีไอซี ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รัฐบาลกว่างซีมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนสำหรับธุรกิจต่างชาติ ทั้งในแง่นโยบาย สิทธิประโยชน์ทางการลงทุน เงินทุน เทคโนโลยี และทรัพยากรบุคคลทั้งนี้ ภาคธุรกิจไทยสามารถใช้วิธีการจับคู่ธุรกิจในลักษณะแบ่งงานตามความถนัดเพื่อเร่งพัฒนาศักยภาพและเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมของสองฝ่ายให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน ซึ่งสามารถช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาดทั้งยังช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถแสวงหาและแลกเปลี่ยนวัตถุดิบทรัพยากรและเทคโนโลยีระหว่างกัน ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมได้
ข้อมูลเพิ่มเติม :
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 รัฐบาลกว่างซีได้จัดการประชุม Working Meeting ด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประจำปี 2569 โดยระบุถึง 10 อุตสาหกรรมเสาหลักที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกว่างซี ได้แก่
(1) โลหะนอกกลุ่มเหล็กและวัสดุโลหะสำคัญ
(2) วัสดุเหล็กกล้าขั้นสูง (Advanced Steel Material)
(3) เคมีล้ำสมัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(4) ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่
(5) เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง
(6) ยานยนต์พลังงานทางเลือกและแบตเตอรี่
(7) อาหารแปรรูป
(8) ผลิตภัณฑ์ไม้และกระดาษ
(9) ชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceutical) และสุขภาพ
(10) วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
*******************************
