โมเดลรัฐร่วมเอกชน: กุ้ยโจวดึงจุดแข็งทรัพยากรท้องถิ่นดึงคนพ้นความยากจน (ตอนที่ 1)

มณฑลกุ้ยโจวตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีพื้นที่ 176,200 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่กว่าร้อยละ 92.5 เป็นภูเขาและเนินเขา กุ้ยโจวมีประชากร 36 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าว นอกเหนือจากชาวฮั่นซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลักของประเทศจีนแล้ว ยังมีชนกลุ่มน้อยอีกถึง 17 ชาติพันธุ์ ด้วยองค์ประกอบเช่นนี้ จึงทำให้กุ้ยโจวเป็นมณฑลที่มีคนยากจน กล่าวคือ มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 2,300 หยวน ตลอดจนขนาดของพื้นที่ความยากจน และระดับความยากจนติดอันดับต้น ๆ ของประเทศจีน โดยในปี 2554 กุ้ยโจวมีสัดส่วนประชากรที่ยากจนถึงร้อยละ 33 หรือคิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของประชากรทั้งมณฑล

ด้วยเหตุนี้ มณฑลกุ้ยโจวจึงเริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2555 โดยตั้งเป้าหมายสร้าง “สังคมอยู่ดีกินดี” ภายในปี 2563 ตามนโยบายขจัดความยากจนระดับชาติของจีน ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างปี 2557-2561 กุ้ยโจวสามารถทำให้จำนวนประชากรยากจนลดลงจาก 9.23 ล้านคน เหลือเพียง 1.55 ล้านคน จากจำนวนดังกล่าว นับว่ามณฑลสามารถช่วยประชาชนให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ปีละกว่า 1 ล้านคน ส่งผลให้อัตราความยากจนของกุ้ยโจวลดลงจากร้อยละ 26.8 เหลือเพียงร้อยละ 4.3 นับเป็นมณฑลที่สามารถลดจำนวนคนยากจนได้มากที่สุด จนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยกเป็นผลงานดีเด่นด้านการลดความยากจนของจีน สำหรับปี 2562 กุ้ยโจวตั้งเป้าจะลดจำนวนคนยากจน 1.1 ล้านคน และในปี 2563 กุ้ยโจวจะ “กระชาก” ป้ายความยากจนที่ติดอยู่กับมณฑลมาอย่างยาวนานให้หลุดออกไป

ในการช่วยประชาชนให้พ้นจากความยากจน มณฑลกุ้ยโจวได้ดำเนินการหลายทางพร้อมกัน อาทิ การย้ายประชาชนออกจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืช ไม่มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยง โดยความท้าทายประการสำคัญของกุ้ยโจว ได้แก่ ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่ของมณฑลเป็นภูเขาหรือทะเลทรายหิน ดังนั้น การอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ทุรกันดารไปตั้งรกรากใหม่ในพื้นที่ที่ดีกว่าจึงเป็นวิธีหนึ่งในการจัดการกับความท้าทายข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ มณฑลยังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา รวมทั้งริเริ่มจัดตั้ง “ระบบคลาวด์ลดความยากจน” (Poverty Alleviation Cloud) ซึ่งประยุกต์ใช้บิ๊กดาต้า (Big Data) และคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) จัดเก็บข้อมูลประชาชนที่ยากจน และนำมาตรวจสอบเพื่อให้สามารถระบุตัวบุคคลที่อยู่ในภาวะยากจนแท้จริงได้อย่างถูกต้อง จากนั้น จึงนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของความยากจนและแนวโน้มเพื่อดำเนินการบรรเทาความยากจนอย่างตรงจุดต่อไป

ที่สำคัญ มณฑลกุ้ยโจวยังส่งเสริมและสนับสนุนโมเดล “ความร่วมมือ” ระหว่างรัฐบาลมณฑลกับนักลงทุนทั้งรัฐวิสาหกิจและเอกชนในการพัฒนาพื้นที่ยากจนร่วมกัน โดยรูปแบบความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการต่อยอดใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจ้างงานและสร้างรายได้แก่ชุมชนโดยตรง ทั้งด้วยการผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากภาคการเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการเกษตรวิถีอินทรีย์ (organic farming) รวมทั้งการทำการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์สินค้าท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์การเกษตรของกุ้ยโจวที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมเพื่อบรรเทาความยากจนและประสบผลสำเร็จ ได้แก่ น้ำพริกเหล่ากานมา ซึ่งได้รับความนิยมจากชาวจีนทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก และเป็นการส่งเสริมการใช้ผลผลิต “พริก” ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตร 12 รายการที่กุ้ยโจวให้การส่งเสริม

จับมือเครื่องดื่มชื่อดัง สร้างแบรนด์น้ำผลไม้ป่าให้กุ้ยโจว

ปัจจุบัน มณฑลกุ้ยโจวดำเนินการส่งเสริมสินค้ารวม 12 รายการ ได้แก่ ชา เห็ด สมุนไพรสือหู  ดอกคามีเลีย พริก ไผ่ สมุนไพรจีน ผลไม้ พืชผัก ประมง การเลี้ยงสัตว์ และชื่อหลี

กล่าวสำหรับ “ชื่อหลี” (Roxburgh Rose) นั้น นับเป็นผลไม้พื้นถิ่นของมณฑลกุ้ยโจว พบมากที่เมืองลิ่วผานสุ่ย เขตปกครองตนเองชนชาติปู้อีและแม้วเฉียนหนาน เมืองอานซุ่น และเมืองปี้เจี๋ย ผลมีลักษณะสีเหลืองอมเขียวคล้ายมะขามป้อม รอบผลมีขนอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมฝาด อย่างไรก็ดี ชื่อหลีเป็นผลไม้ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากในปริมาณเนื้อ 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 2,075-2,725 มิลลิกรัม โดยเป็นปริมาณที่สูงกว่าแอปเปิล 800 เท่า และสูงกว่ามะนาว 100 เท่า จนได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งวิตามินซี” อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านมะเร็งและสารต้านอนุมูลอิสระ (Superoxide Dismutase: SOD) ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ จึงทำให้ชื่อหลีเปลี่ยนจากผลไม้ป่าไร้ค่ากลายมาเป็นสินค้าเกษตรที่รัฐบาลกุ้ยโจวให้ความสำคัญ รวมทั้งนำมาเป็นผลผลิตต้นน้ำเพื่อช่วยให้เกษตรกรในมณฑลพ้นจากความยากจน

จนถึงขณะนี้กุ้ยโจวมีพื้นที่เพาะปลูกชื่อหลี 1.76 ล้านหมู่ (0.73 ล้านไร่) นับเป็นจำนวนที่มากเป็นอันดับหนึ่งของจีน สร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยราว 2,361 หยวนต่อปี โดยมีเกษตรกรผู้เพาะปลูกชื่อหลี่ราว 1.08 ล้านคน และมีบริษัทแปรรูปชื่อหลีกว่า 40 บริษัท  ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าอุตสาหกรรมชื่อหลีในปี 2562 จะสูงราว 5,000 ล้านหยวน โดยกรมอุตสาหกรรมและสารสนเทศมณฑลกุ้ยโจวกำหนดเป้าหมายว่า ภายในปี 2564 มณฑลจะมีพื้นที่เพาะปลูกชื่อหลีเพิ่มเป็น 2.2 ล้านหมู่ (0.92 ล้านไร่) และอุตสาหกรรมชื่อหลีของกุ้ยโจวจะมีมูลค่าแตะระดับหมื่นล้านหยวน โดยมุ่งเน้นจะพัฒนาการแปรรูปชื่อหลีให้มีความหลากหลาย นับแต่น้ำผลไม้สกัด เครื่องดื่มผสม สุรา ไวน์ ผลไม้ดอง ผลไม้เชื่อม ขนม ลูกอม จนถึงแป้ง พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างแบรนด์ให้กับผลิตภัณฑ์เหล่านี้

การต่อยอดผลไม้ชื่อหลีของมณฑลกุ้ยโจวยังเป็นตัวอย่างที่ดีของโมเดล “รัฐร่วมเอกชน” ล่าสุด “หวังเหล่าจี๋” แบรนด์เครื่องดื่มชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพชั้นนำของจีนได้เข้ามาร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมชื่อหลี่ของมณฑลกุ้ยโจวเพื่อให้กลายเป็นอุตสาหกรรมทันสมัยเชิงนิเวศวิทยาที่มีมูลค่าระดับหมื่นล้านหยวนในอนาคต โดยความร่วมมือข้างต้นมีจุดเริ่มต้นจากการเดินทางเยือนมณฑลกุ้ยโจวของคณะรัฐบาลมณฑลกวางตุ้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งคณะทำงานด้านการลดความยากจนของทั้งสองฝ่ายได้หารือกันจนตกผลึกแนวคิดให้บริษัทหวังเหล่าจี๋ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Guangzhou Pharmaceutical Holdings Limited (GPHL) เข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ชื่อหลีของมณฑลกุ้ยโจว

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2562 รัฐบาลกุ้ยโจวได้ลงนามความร่วมมือกับเครือบริษัท GPHL และนำมาสู่การก่อตั้งเขตการผลิตเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมภายใต้แบรนด์ “ชื่อหนิงจี๋” ที่อำเภอหุ้ยสุ่ย เขตฯ เฉียนหนานของมณฑลกุ้ยโจวในเดือนมิถุนายน 2562 โดยมีกำลังผลิตปีละ 30,000 ตัน ก่อให้เกิดการสร้างงานกับคนท้องถิ่นกว่า 9,000 ครัวเรือนหรือราว 28,000 คน  ทั้งนี้ นอกจากชื่อหนิงจี๋จะผลิตน้ำผลไม้ชื่อหลีผสมมะนาวแล้ว ก็ยังผลิตลูกอมชื่อหลีและเฉาก๊วยผสมชื่อหลีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชื่อหลียังคงมีความท้าทายเนื่องจากชาวจีนในมณฑลอื่นยังไม่รู้จักผลไม้ป่าอย่างชื่อหลี ชื่อหนิงจี๋จึงต้องเร่งส่งเสริมการทำตลาดหลากหลายช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การขายออนไลน์ในแอปพลิเคชันเถาเป่า พินตัวตัว และเจดี รวมถึงการสร้างแคมเปญเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครั้งแรกในกรุงปักกิ่ง การประชาสัมพันธ์ที่สถานีรถไฟความเร็วสูงสายกุ้ยหยาง-กว่างโจวภายใต้สโลแกน “อยากอ่อนเยาว์ ดื่มชื่อหนิงจี๋” รวมถึงการเกาะเทรนด์การตลาดด้วยการ “ไลฟ์สด” ของเน็ตไอดอลสาวสุดฮอตของจีนอย่าง “ปาปี้เจี้ยง” ที่โด่งดังจากการเล่าเรื่องราวตลกที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและ “หลี่เจียฉี” ซึ่งเป็นตัวแทนของคนจีนรุ่นใหม่ โดยเพียงแค่หลี่เจียฉีเพียงดื่มน้ำชื่อหลีโชว์และบรรยายสรรพคุณ เช่น “เพียงดื่มกระป๋องเล็กก็ให้วิตามินเทียบเท่ามะนาว 9 ลูก” “เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มที่ทำให้อ้วนง่าย ขอแนะนำชื่อหนิงจี๋ดีกว่า อุดมไปด้วยวิตามินซี” หรือ “การเสริมวิตามินซีไม่จำเป็นต้องซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินซีจากต่างประเทศ คุณสามารถทำได้ด้วยการดื่มชื่อหนิงจี๋เพียงหนึ่งกระป๋อง” ก็สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 27,600 ขวด ในช่วงเวลาเพียง 5 นาทีของการไลฟ์สด และด้วยเวลาไม่ถึง 3 เดือน ชื่อหนิงจี๋ก็มียอดจำหน่ายไปแล้วกว่าร้อยล้านหยวน

เดินหน้าต่อ จากน้ำผลไม้ผสมเป็นสปาร์คกลิงไวน์ เจาะตลาดฟองซ่ากลุ่มวัยรุ่น

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 บริษัทหวังเหล่าจี๋ได้ลงนามความตกลงกับบริษัท Guangzhou Dufen International Holdings (Doreen) ของหลิน ตานและเซี่ย ซิ่งฟาง สองสามีภรรยาอดีตนักแบดมินตันแชมป์โลกชาวจีน ก่อตั้งบริษัท Guangzhou Dufen Health Industry เพื่อร่วมมือกันสร้างผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เนื่องจากเล็งเห็นว่า อุตสาหกรรมด้านสุขภาพของจีน โดยเฉพาะในส่วนที่นอกเหนือจากด้านการแพทย์และเวชภัณฑ์ ยังมีศักยภาพการเติบโตได้อีกมาก กล่าวคือ ขณะที่อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพของประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 15 ของมูลค่าจีดีพี แต่อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพของจีนยังคงมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4-5 ของมูลค่าจีดีพีเท่านั้น

ภายหลังการเปิดตัวบริษัท Guangzhou Dufen Health Industry ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัท ได้แก่ “สปาร์คกลิงไวน์ชื่อหนิงจี๋” ซึ่งเป็นไวน์ฟองซ่าที่ผสมระหว่างการหมักชื่อหลีกับมะนาวคุณภาพดีที่ให้วิตามินซีสูง เพิ่มความสดชื่นและผ่อนคลาย โดยเตรียมจะวางตลาดเร็ว ๆ นี้ เพื่อเอาใจนักดื่มวัยหนุ่มสาวที่ใส่ใจสุขภาพ

ในภาพรวม เรื่องราวของชื่อหลีนับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของโมเดล “รัฐร่วมเอกชน” ที่ทั้งรัฐบาลท้องถิ่นกับรัฐวิสาหกิจและเอกชนของจีนได้ร่วมกันพัฒนาผลไม้ป่าที่ไม่เป็นที่นิยมแต่มีอยู่มากในพื้นที่ ให้กลายเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าในตลาด พร้อมทั้งต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สอดคล้องกับความนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่สำคัญ การดำเนินการตลาดแบบ “ครอสโอเวอร์” (crossover branding) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ โดยนำแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจีนอย่างหวังเหล่าจี๋มาร่วมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชื่อหลี ก็นับเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการสร้างการรับรู้ต่อผลิตภัณฑ์และการเรียนรู้จุดแข็งของแบรนด์พันธมิตรเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ต่อไป เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนที่ประสบความสำเร็จของมณฑลกุ้ยโจว มิได้มีจุดเน้นเฉพาะการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อยกระดับรายได้ของคนในท้องถิ่นให้อยู่เหนือเส้นความยากจนเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” และ “ความยั่งยืน” ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยปรับภาพลักษณ์ของมณฑลตามที่ได้ตั้งเป้าหมายจะ “กระชาก” ป้ายความยากจนที่ติดมาอย่างยาวนานให้หลุดออกไป

********************

แหล่งข้อมูล
http://www.gz.xinhuanet.com/2019-10/15/c_1125106064.htm
http://www.sohu.com/a/359279180_100299866
http://www.gz.xinhuanet.com/2019-08/25/c_1124918628.htm
https://www.thepaper.cn/newsDetail_forward_5160468
https://hea.china.com/article/20191204/home0129424204.html

Print

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม