เสฉวนไม่ติดทะเล แต่ขายได้ทั่วโลก: บทเรียนอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีนตะวันตกที่ไทยควรจับตา
14 May 2026
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู (BIC Chengdu) ได้ลงพื้นที่สำรวจงานมหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีนตะวันตก ครั้งที่ 5 (The 5th Western China Cross-border E-commerce Expo) ณ Chengdu Century City New International Convention and Exhibition Center นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “พลังใหม่การค้าต่างประเทศ เศรษฐกิจดิจิทัลเชื่อมโลก”
งานดังกล่าวสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านสำคัญของมณฑลเสฉวน จากพื้นที่เศรษฐกิจตอนในของจีนที่ “ไม่ติดทะเล ไม่ติดชายแดน” ไปสู่ศูนย์กลางการค้าโลกผ่านระบบดิจิทัล โดยใช้ cross-border e-commerce เป็นเครื่องมือผลักดันสินค้า อุตสาหกรรมท้องถิ่น และแบรนด์จีนออกสู่ตลาดต่างประเทศ
ภายในงานมีผู้ประกอบการเข้าร่วมอย่างคึกคัก ประกอบด้วยโรงงานต้นทางกว่า 300 ราย แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับนานาชาติกว่า 10 ราย และผู้ให้บริการในระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซกว่า 40 ราย ครอบคลุมทั้งโลจิสติกส์ การชำระเงิน การตลาดดิจิทัล ภาษี ศุลกากร คลังสินค้าในต่างประเทศ และการพัฒนาบุคลากร สะท้อนว่าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนไม่ได้เป็นเพียง “การขายของออนไลน์” แต่เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมโยงการผลิต การค้า เทคโนโลยี และบริการสนับสนุนเข้าด้วยกัน
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เสฉวนจัดตั้งเขตทดลองอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแห่งแรก ปัจจุบันมณฑลเสฉวนมีเขตทดลองรวม 9 แห่ง และมูลค่าการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นจากระดับหลักหมื่นล้านหยวนสู่ระดับเกือบ 140,000 ล้านหยวน โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง แพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และระบบนิเวศสนับสนุนจากภาครัฐที่ครบวงจร

จุดแข็งแรกของเสฉวนคือ “สินค้าและอุตสาหกรรมต้นทาง” เสฉวนมีฐานอุตสาหกรรมครบทั้ง 41 หมวดอุตสาหกรรมของจีน มีความโดดเด่นด้านอาหาร สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ สินค้าสร้างสรรค์ และสินค้าอุตสาหกรรมเบา การพัฒนาโมเดล “อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน + กลุ่มอุตสาหกรรม” ช่วยให้สินค้าเสฉวนสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้โดยตรงมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากโรงงานต้นทางที่ต้องการขยายช่องทางจากการขายแบบดั้งเดิมสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล
จุดแข็งที่สองคือ “แพลตฟอร์มและช่องทางสากล” งานครั้งนี้มีแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Amazon, eBay, TikTok Shop, Wayfair, Made-in-China.com, Alibaba International และแพลตฟอร์มจากตลาดเกิดใหม่เข้าร่วม แสดงให้เห็นว่าเฉิงตูไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทาง แต่กำลังเป็นศูนย์รวมผู้ให้บริการเพื่อผลักดันสินค้าออกสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรป สหรัฐฯ อาเซียน ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง
จุดแข็งที่สามคือ “ระบบสนับสนุนเชิงนโยบาย” เสฉวนให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร ภาษี การคืนภาษี การชำระเงินระหว่างประเทศ การประกันภาษีศุลกากร การเงิน โลจิสติกส์ และคลังสินค้าในต่างประเทศ รวมถึงรูปแบบการส่งออกภายใต้รหัส 9610 9710 และ 9810[1] ซึ่งเกี่ยวข้องกับการค้าปลีกข้ามพรมแดน การส่งออกแบบ B2B และการส่งออกผ่านคลังสินค้าในต่างประเทศตามลำดับ สิ่งเหล่านี้ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว และทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “วิธีคิดของการออกสู่ตลาดโลก” กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นการส่งออกสินค้าในปริมาณมาก สู่การสร้างแบรนด์ การเข้าใจผู้บริโภค การใช้ข้อมูล และการออกแบบประสบการณ์เฉพาะตลาด ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการอาหารดั้งเดิมของเสฉวนเริ่มใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อเข้าถึงผู้บริโภครายย่อยในต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็พบว่าการขายออนไลน์ต้องปรับตัวทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ ปริมาณสินค้า โลจิสติกส์ การตลาดท้องถิ่น และการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคในแต่ละประเทศ
แนวโน้มดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก เพราะสินค้าไทยจำนวนมากมีจุดแข็งคล้ายกับสินค้าที่เสฉวนกำลังผลักดันออกสู่ตลาดโลก ได้แก่ อาหาร ผลไม้แปรรูป เครื่องสำอาง สมุนไพร สินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวทางวัฒนธรรม แต่การเข้าสู่ตลาดจีนในยุคใหม่ไม่สามารถพึ่งพาเพียง “ความเป็นสินค้าไทย” ได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซของจีนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การเลือกแพลตฟอร์ม การทำคอนเทนต์ การใช้ไลฟ์คอมเมิร์ซ การจัดการคลังสินค้า การปฏิบัติตามกฎระเบียบ การทำการตลาดด้วยข้อมูล และการสร้างแบรนด์ให้ตรงกับผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่

สำหรับศูนย์ BIC Chengdu งานมหกรรมครั้งนี้ชี้ให้เห็นโอกาสสำหรับประเทศไทยอย่างน้อย 4 ด้าน
ประการแรก ไทยอาจใช้เฉิงตูและเสฉวนเป็น “ประตูสู่ตลาดจีนตะวันตก” ไม่ใช่เพียงตลาดรองของจีน เพราะพื้นที่จีนตะวันตกมีประชากรจำนวนมาก กำลังซื้อเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคเปิดรับสินค้านำเข้าที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สุขภาพ ความงาม และไลฟ์สไตล์
ประการที่สอง ผู้ประกอบการไทยอาจเรียนรู้โมเดล “สินค้า + คอนเทนต์ + ช่องทาง + บริการหลังการขาย” ของจีน การขายสินค้าไทยในจีนไม่ควรจบที่การนำสินค้าเข้าระบบออนไลน์ แต่ต้องสร้างเรื่องราว สื่อสารจุดขาย ใช้ KOL/KOC และไลฟ์คอมเมิร์ซ รวมถึงปรับสินค้าให้เหมาะกับรสนิยมท้องถิ่น
ประการที่สาม ไทยอาจเร่งพัฒนาผู้ประกอบการให้เข้าใจมาตรฐาน cross-border e-commerce ทั้งด้านกฎระเบียบ ศุลกากร ภาษี ฉลากสินค้า ข้อมูลผู้บริโภค และระบบคลังสินค้าในจีน เพราะการแข่งขันในตลาดจีนมีความเข้มข้นสูง ผู้ประกอบการที่เข้าใจระบบหลังบ้านจะมีความได้เปรียบมากกว่าผู้ที่พึ่งพาเพียงตัวแทนจำหน่าย
ประการที่สี่ ไทยสามารถมองเสฉวนเป็นพื้นที่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านแพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ การจับคู่ธุรกิจ และการสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าไทยสู่เมืองชั้นนำและเมืองรองในจีนตะวันตก โดยเฉพาะนครเฉิงตูซึ่งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การคมนาคม การบริโภค และนวัตกรรมของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม โอกาสย่อมมาพร้อมความท้าทาย ตลาดอีคอมเมิร์ซจีนมีการแข่งขันสูง ผู้บริโภคมีตัวเลือกจำนวนมาก และแพลตฟอร์มเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้ประกอบการไทยจึงต้องหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ตลาดด้วยกลยุทธ์ราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ควรเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย มาตรฐาน ความแตกต่างของแบรนด์ และเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย
บทเรียนจากเสฉวนคือ แม้จะไม่ติดทะเลและไม่ได้มีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์แบบเมืองชายฝั่ง แต่สามารถใช้ดิจิทัล โลจิสติกส์ แพลตฟอร์ม และนโยบายภาครัฐสร้างความสามารถใหม่ในการเชื่อมโลกได้ สำหรับไทย บทเรียนนี้ไม่ใช่เพียงการมองหาโอกาสขายสินค้าในจีน แต่คือการมองอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางการค้าแห่งอนาคต” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์ม ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้ประกอบการ
ในระยะต่อไป หากไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนตะวันตก โดยเฉพาะนครเฉิงตูและมณฑลเสฉวน ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าไทยให้มีมาตรฐาน มีเรื่องราว และตอบโจทย์ผู้บริโภคจีนได้อย่างแม่นยำ จะช่วยเปิดพื้นที่ใหม่ให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้ลึกขึ้น กว้างขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า งานมหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีนตะวันตก ครั้งที่ 5 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีของผู้ประกอบการจีนที่ต้องการขายสินค้าไปทั่วโลก แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยเห็นว่า “ตลาดจีนยุคใหม่” กำลังเคลื่อนจากการนำเข้าสินค้าแบบเดิม ไปสู่ระบบการค้าแบบดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล แบรนด์ คอนเทนต์ และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยควรเร่งศึกษาและลงมือคว้าอย่างเป็นระบบ
[1] 9610 : การค้าปลีกข้ามพรมแดนแบบนำเข้าหรือส่งออกโดยตรง (Direct Import / General Export) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการส่งสินค้าโดยตรงไปยังผู้บริโภคต่างประเทศ
1210 : การนำเข้า–ส่งออกผ่านเขตศุลกากรพิเศษหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Zone Import/Export)
9710 : การส่งออกแบบ B2B โดยตรง (B2B Direct Export) สำหรับการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ
9810 : การส่งออกผ่านคลังสินค้าในต่างประเทศ (Export Overseas Warehouse) ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกระจายสินค้าไปเก็บไว้ยังคลังสินค้าในต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่ง
ที่มาของข้อมูล: เข้าถึงข้อมูลวันที่ 13 พฤษภาคม 2569
1. https://mp.weixin.qq.com/s/NtfoQmqIjY9bjya9uOW3Fw
2. https://mp.weixin.qq.com/s/3NMtsoY0P2fbegZrR5ZhgQ
3. https://www.cet.com.cn/dfpd/jzz/sc/sc/10357617.shtml
ที่มารูปภาพ
1. งานมหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีนตะวันตก ครั้งที่ 5
