มณฑลกุ้ยโจวเปิดตัว “สะพานฮวาเจียง” สะพานสูงที่สุดในโลก
30 Sep 2025
มณฑลกุ้ยโจวตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีความโดดเด่นจาก ภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst Topography) ซึ่งเกิดจากจากการกัดกร่อนของหินปูน ส่งผลให้เกิดพื้นที่ลักษณะสูงต่ำ มีผาหินและถ้ำจำนวนมาก โดยกว่าร้อยละ 90 ของมณฑลกุ้ยโจวถูกปกคลุมด้วยภูเขาและเนินเขา ดังนั้น การเดินทางจึงต้องอาศัยสะพานที่ทอดข้ามหุบเขาน้อยใหญ่ เพื่อเชื่อมต่อผู้คนและเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ความท้าทายของสภาพภูมิประเทศดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลงานวิศวกรรมชิ้นเอก จนปัจจุบันมณฑลกุ้ยโจวมีสะพานที่สร้างเสร็จและกำลังก่อสร้างรวมแล้วกว่า 32,000 แห่ง และครองสถิติสะพานที่สูงที่สุดในโลกถึงเกือบครึ่งหนึ่งของ “100 สะพานสูงที่สุดของโลก” ทำให้กุ้ยโจวได้รับสมญานามว่าเป็น “มณฑลพิพิธภัณฑ์สะพาน” ทั้งของจีนและของโลก
ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 มณฑลกุ้ยโจวได้เปิดใช้งานสะพานข้ามหุบเขาฮวาเจียง (Huajiang Canyon Bridge) อย่างเป็นทางการ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างกว่า 3 ปี และได้กลายเป็นสะพานที่สูงที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหลักหมุดทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและความมุ่งมั่นของจีนในการเชื่อมโยงผู้คนและสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกเข้าด้วยกัน
ภาพรวมของสะพาน
สะพานฮวาเจียงเป็นสะพานข้ามหุบเขาลึก เชื่อมระหว่างอำเภอปกครองตนเองชนชาติปู้อีและแม้วเจินเฟิง ในเขตปกครองตนเองเฉียนซีหนาน กับอำเภอปกครองตนเองชนชาติปู้อีและแม้วกวนหลิ่ง เมืองอานซุ่น มณฑลกุ้ยโจว ห่างจากนครกุ้ยหยาง (เมืองเอกของมณฑลกุ้ยโจว) ราว 200 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 สะพานมีความยาวรวม 2,890 เมตร โดยมีช่วงสะพานหลักยาวราว 1,420 เมตร และพื้นสะพานสูงเหนือระดับน้ำถึง 625 เมตร ทำให้สะพานแห่งนี้ขึ้นแท่นเป็นสะพานข้ามหุบเขาที่สูงที่สุดในโลก แซงหน้าสถิติเดิมของสะพานเป่ยผานเจียง ซึ่งมีความสูง 565.4 เมตร
นอกจากความสูงเป็นอันดับหนึ่งแล้ว สะพานฮวาเจียงยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “ที่หนึ่งทั้งแนวตั้งและแนวนอน” เพราะไม่เพียงแต่สูงที่สุด แต่ยังเป็นสะพานแขวนโครงถักเหล็ก (Steel Truss Suspension Bridge) ที่มีช่วงยาวที่สุดในโลกด้วย ที่สำคัญ สะพานแห่งนี้ได้พลิกโฉมการเดินทางระหว่างสองฝั่งหุบเขา จากเดิมที่ต้องใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง เหลือเพียงแค่ 2 นาที ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นการฟื้นฟูชนบทในท้องถิ่นให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
การก่อสร้างสะพานและความท้าทาย
นวัตกรรมงานวิศวกรรมและการออกแบบ การก่อสร้างสะพานแห่งนี้ได้รับการวางแผนอย่างพิถีพิถัน โดยเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและธรณีวิทยาอย่างแท้จริง ฝั่งกวนหลิ่งมีภูมิประเทศชันและลาดเอียง ส่วนฝั่งเจินเฟิงค่อนข้างราบ ทีมวิศวกรจึงออกแบบโครงสร้างและฐานยึดให้สอดคล้องกับภูมิประเทศแต่ละด้าน โดยคำนึงถึงทั้งความแข็งแรง ความคุ้มค่า ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรมที่ใช้ในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ได้สิทธิบัตร 21 รายการ และนวัตกรรมหลายอย่างได้ถูกบรรจุเข้าไปในมาตรฐานการก่อสร้างสะพานแห่งชาติจีนอีกด้วย
นอกจากโครงสร้างที่มั่นคงแล้ว สะพานยังถูกออกแบบให้มีภูมิทัศน์งดงาม กลมกลืนกับธรรมชาติที่เขียวชอุ่มรอบด้าน และเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ของท้องถิ่นอย่างกลมกลืน อีกทั้งยังเสริมด้วยไฟประดับสุดล้ำสมัยบนสายเคเบิลที่เปล่งแสงคล้าย “สายพิณ” และสามารถเปลี่ยนจังหวะไฟตามดนตรีได้ โดยติดตั้งด้านนอกเพื่อไม่รบกวนการจราจรบนสะพาน
การออกแบบเพื่อการท่องเที่ยว สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างเพื่อการสัญจร แต่ยังออกแบบให้มีพื้นที่รองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น จุดชมวิวบนที่สูง ทางวิ่งแข่งขัน และสถานที่สำหรับบันจี้จัมพ์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจและท้าทาย นอกจากนี้ ยังเผื่อพื้นที่ไว้รองรับกิจกรรมท่องเที่ยวใหม่ ๆ ในอนาคต เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับทั้งตัวสะพานและท้องถิ่น
การใส่ใจสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่การก่อสร้างยังคำนึงถึงการอนุรักษ์ระบบนิเวศอย่างเต็มที่ เช่น ขยับตำแหน่งสะพานไปทางเหนือ 300 เมตรเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีพันธุ์ไม้หายาก นำหินที่ได้จากการขุดถนนกลับมาแปรรูปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสะพาน และเก็บผิวหน้าดินที่ถูกขุดออกนำกลับไปใช้ถมพื้นที่ พร้อมปลูกหญ้าและพืชคลุมดินเพื่อลดการพังทลายของดินและเพิ่มพื้นที่สีเขียว
ความท้าทายในการก่อสร้าง ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการก่อสร้างสะพานฮวาเจียง คือ การต่อสู้กับ “กระแสลมแรงในหุบเขา” อีกทั้งยังต้องเผชิญกับกระแสลมที่รุนแรงระดับพายุไต้ฝุ่น ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและเป็นอันตรายต่อการก่อสร้างโดยเฉพาะบนพื้นที่สูง ทีมงานจึงได้ทำการทดลองในอุโมงค์ลม เพื่อศึกษาพฤติกรรมการไหลเวียนของลม พร้อมทั้งใช้ระบบวัดลม Doppler Wind Lidar ในการเก็บข้อมูลความเร็วและทิศทางลมตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถคาดการณ์ลมได้แม่นยำ และวางแผนการก่อสร้างได้รัดกุมยิ่งขึ้น รวมถึงนำไปต่อยอดด้านความปลอดภัยให้กับกีฬาเอ็กซ์ตรีม (Extreme Sports) อีกด้วย อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ การยกติดตั้งโครงเหล็กขนาดใหญ่บนที่สูงกว่า 600 เมตร หรือเทียบเท่าความสูงของตึกกว่า 200 ชั้น ทีมงานจึงได้พัฒนา “ระบบยกสายเคเบิลอัจฉริยะรุ่นที่สี่” ที่ผสานการทำงานของกล้องความละเอียดสูง ระบบนำทางดาวเทียมเป่ยโต่ว และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตประสานสรรพสิ่ง (IoT) ทำให้งานยกติดตั้งมีความแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
การใช้สะพานพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน
สัมผัสประสบการณ์ “เสียดฟ้า” สะพานฮวาเจียงไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม แต่ยังเป็นหมุดหมายใหม่ของการพัฒนาและการสร้างแบรนด์การท่องเที่ยว มอบโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับลิฟต์ความสูง 207 เมตร ชิมกาแฟบนหอคอยสะพานที่สูงเหนือผิวน้ำเกือบ 800 เมตร และเพลิดเพลินกับทัศนียภาพภูเขาและสายน้ำอันกว้างใหญ่แบบพาโนรามา 360 องศา นับเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนที่จะผลักดันมณฑลกุ้ยโจวสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก” อย่างแท้จริง

ผลักดันกีฬากลางแจ้งบนภูเขา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มณฑลกุ้ยโจวผลักดันกีฬากลางแจ้งบนภูเขาอย่างจริงจัง และมุ่งให้สะพานฮวาเจียงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการบูรณาการระหว่าง “สะพาน + การท่องเที่ยว + กีฬา” ล่าสุดก่อนการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ สะพานแห่งนี้กลายเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาสำคัญ 2 รายการ ได้แก่ (1) ไตรกีฬานานาชาติสะพานสูงที่สุดในโลก (The First World’s Highest Bridge Triathlon International Challenge) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 โดยมีนักกีฬาราว 200 คนจากหลายประเทศเข้าร่วม เช่น จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเยอรมนี และ (2) การแข่งขันกระโดดร่มนานาชาติ 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–29 กันยายน 2568 ที่สะพานความสูงระดับโลกในมณฑลกุ้ยโจว 3 แห่ง ได้แก่ สะพานเป่ยผานเจียง สะพานป้าหลิงเหอ และสะพานฮวาเจียง โดยมีนักกีฬากระโดดร่ม 32 คนจาก 19 ประเทศเข้าร่วม ทั้งนี้ ในอนาคต จะค่อย ๆ ขยายประเภทกีฬาให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ “กีฬา” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
เพิ่มทางเลือกเส้นทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางนครกุ้ยหยาง-เมืองอานซุ่น-เขตฯ เฉียนซีหนาน รวมระยะทางราว 300 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางนักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมสถานที่ท่องเที่ยวระดับสูงสุดในจีน (5A) ของมณฑลกุ้ยโจวไปพร้อมกับสะพานที่สูงที่สุดในโลก เริ่มจากเดินลัดเลาะเมืองโบราณชิงเหยียนในนครกุ้ยหยาง ตะลุยน้ำตกหวงกั่วซู่ที่ใหญ่ที่สุดในจีนของเมืองอานซุ่น ต่อด้วยสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นกับสะพานฮวาเจียง และปิดท้ายดื่มด่ำกับธรรมชาติของเขตทิวทัศน์ป่าหมื่นยอดภูผาว่านเฟิงหลินของเขตฯ เฉียนซีหนาน
กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น การเปิดใช้งานสะพานฮวาเจียงไม่เพียงสร้างความสะดวกด้านการคมนาคมและยกระดับความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่งของหุบเขาให้สะดวกและรวดเร็ว แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น สะพานสูงที่สุดในโลกจะกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนสะพานแห่งนี้มากกว่าล้านคนต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่ เช่น โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ขยายตัวอย่างกว้างขวาง ถือเป็นการต่อยอดการบรรเทาความยากจนและการฟื้นฟูชนบทของจีนในมิติต่าง ๆ นอกจากนี้ สะพานฮวาเจียงยังช่วยยกระดับการขนส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย
จะเห็นได้ว่าสะพานฮวาเจียงไม่เพียงเป็น “สะพานที่สูงที่สุดในโลก” แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ความสำเร็จแห่งความมุ่งมั่นพัฒนาของรัฐบาลมณฑลกุ้ยโจว ในการใช้องค์ความรู้ นวัตกรรม และความก้าวหน้าทางวิศวกรรม เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมโยงในพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวกุ้ยโจวให้สะดวกยิ่งขึ้นแล้ว แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสร้างชื่อเสียงระดับโลกให้กับมณฑลกุ้ยโจวและจีนอีกด้วย
*******************************
แหล่งข้อมูล
- http://jt.guizhou.gov.cn/xwzx1/jtyw1/202509/t20250924_88648179.html
- https://tv.cctv.com/2025/09/28/VIDEckREOARhT6mMUc5lVezr250928.shtml?spm=C50612547996.PeTqs438auCW.0.0
