ผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ต่อผู้ประกอบการในมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่ง

 

       การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้เกิดการหยุดชะงักของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสาขาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการบริการ หรือสายอาชีพที่ทำงาน ณ สถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค ลามไปถึงชะลอการผลิตในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก อันเป็นผลมาจากการที่หลายประเทศได้ออกนโยบายควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องและหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการดำเนินมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการเเพร่ระบาด

จีนเองก็เช่นเดียวกัน ผลกระทบจากการปิดเมืองเศรษฐกิจหลาย ๆ เมืองของจีนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เศรษฐกิจจีนเกิดการหยุดชะงักอันเนื่องมาจากมาตรการการรับมือเพื่อบรรเทาสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาลจีน ส่งผลให้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคดิ่งลง และ GDP ของจีนในไตรมาสแรก ปี 2563 หดตัวลงร้อยละ 6.8 ถือเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งแรกในรอบ 28 ปี กำไรด้านอุตสาหกรรมของจีนลดลงร้อยละ 38 ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2563 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประสบปัญหาอย่างหนัก จำเป็นต้องลดพนักงานและค่าจ้างของพนักงานลง อีกทั้งสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยลงจึงอาจทำให้เศรษฐกิจจีนเกิดความเสี่ยงในการล้มละลายเพิ่มขึ้น รัฐบาลจีนจึงได้ออกมาตรการกระตุ้นรูปแบบใหม่ที่จะช่วยเยียวยาสถานการณ์ให้ดีขึ้น โดยออกนโยบายด้านการคลังที่จะช่วยสนับสนุนวิสาหกิจที่ประสบปัญหา เมื่อปีที่แล้วมาตรการของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือภาคเอกชนเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นหลัก อาทิ การลดภาษี ลดความล่าช้าในการดำเนินงานของภาครัฐ แจกจ่ายงบประมาณให้แก่ภาคเอกชน เป็นต้น แต่สำหรับมาตรการในปีนี้ ทางรัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาของสถานการณ์ภายในเพื่อประคับประคองกิจการมากกว่าการส่งเสริมอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เนื่องจากจีนเป็นตลาดบริโภคสินค้าระดับกลางถึงระดับสูงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แน่นอนว่าจีนถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เนื้อหอมสำหรับการลงทุนและมีการลงทุนจากต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2561 กว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2.28 ล้านล้านบาท) ดังนั้น ผลกระทบของวิกฤตในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแค่กระทบต่อวิสาหกิจสัญชาติจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจทุนต่างชาติอย่างมาก จากรายงานสมาคมหอการค้าอเมริกันในประเทศจีน (AmCham China) เมื่อเดือนมีนาคม 2563 ระบุว่า มีบริษัทสัญชาติอเมริกันตั้งอยู่ในประเทศจีนจำนวนมาก จากการตอบแบบสำรวจของตัวแทนจากวิสาหกิจเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 จำนวน 169 แห่ง ระหว่างวันที่ 17 – 20 กุมภาพันธ์ 2563 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบ 1 ใน 3 ได้ประสบปัญหาด้านรายรับลดลงและรายจ่ายเพิ่มขึ้น  นอกจากนั้น ยังมีการคาดการณ์ว่า หากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สามารถควบคุมได้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 บริษัทสัญชาติอเมริกันจำนวนกว่าครึ่งจะมีรายรับที่ลดลง แต่หากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดและกินเวลายาวจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2563 อาจทำให้วิสาหกิจเกือบ 4 ใน 5 ประสบกับปัญหารายรับลดลง  ด้านความสูญเสียที่เกิดขึ้น ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจนี้พบว่า ได้สูญเสียรายได้อย่างน้อย 500,000 หยวน/วัน กว่าร้อยละ 94 ต้องแก้ปัญหาโดยการทำงานแบบ  Work from home พร้อมทั้งระบุว่าการทำงานแบบ  Work from home ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่ง ระบุว่า บริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของบุคลากรมากกว่าผลการดำเนินงานขององค์กร แต่ยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงินของบริษัทอยู่ และบริษัทอีกประมาณร้อยละ 40 ระบุว่า กำลังดำเนินนโยบายปรับงบประมาณประจำปี และอีกร้อยละ 33 ระบุว่า กำลังดำเนินการลดต้นทุนการผลิต

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจได้เสนอข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลจีน โดยมีจำนวนเกินกว่าครึ่งที่หวังว่ารัฐบาลจะลดข้อจำกัดในการเดินทางเข้าประเทศ และหวังว่าจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมทั้งหวังว่ารัฐบาลจีนและรัฐบาลสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนด้านการลดหย่อนภาษีสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน วิสาหกิจกว่าร้อยละ 80 ระบุว่ารัฐมีการให้ความช่วยเหลือในการต่อสู้กับโควิด-19  สำหรับการคาดการณ์ในการกลับมาดำเนินงานตามปกติ ผู้ตอบแบบสำรวจ 1 ใน 3 คาดว่า อาจมีการกลับมาดำเนินงานตามปกติภายในสิ้นเดือนมีนาคม และอีกร้อยละ 12 คาดว่าจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติในช่วงฤดูร้อน

ผลกระทบโควิด-19 ต่อวิสาหกิจในมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่ง

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการดำเนินการของผู้ประกอบการในมณฑลเสฉวนอย่างมาก จากการสอบถามผลกระทบของโควิด-19 ต่อวิสาหกิจ ระหว่างวันที่ 8 – 10 กุมภาพันธ์ 2563 โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นประจำมณฑลเสฉวน พบว่า มีธุรกิจถึงร้อยละ 77.8 คาดว่า ระยะเวลาของผลกระทบจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องราว 1 ปี ผลกระทบหลักคือการลดลงของผู้บริโภคอันเนื่องมาจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ และปัจจัยด้านอื่น ๆ ได้แก่ ค่าเช่าที่สูงขึ้น (คิดเป็นร้อยละ 66) ต้นทุนการผลิต (คิดเป็นร้อยละ 56.3) และการดำเนินงานสูงขึ้น (คิดเป็นร้อยละ 48.1) นอกจากนี้ การสั่งซื้อสินค้าจากผู้บริโภคยังลดลง เหลือเพียงร้อยละ 43.3 เท่านั้น

ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือรายได้จากการดำเนินการด้านธุรกิจลดลง จากการสัมภาษณ์พบว่า มีวิสาหกิจถึงร้อยละ 50 กล่าวว่า เงินทุนของบริษัทที่มีอยู่สามารถดำเนินต่อไปได้อีกแค่ 3 เดือนเท่านั้น สำหรับผลกระทบด้านเงินทุนในการดำเนินงานของวิสาหกิจ พบว่า มีเพียงร้อยละ 3.6 เท่านั้นที่ระบุว่า ได้รับผลกระทบไม่มากนัก ในขณะที่ร้อยละ 84 กล่าวว่า ผลกระทบหลักคือการลดลงของรายได้จากการดำเนินกิจการ นอกจากนี้ มีวิสาหกิจที่ไม่สามารถชำระหนี้สินได้ตามกำหนด และธุรกิจไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการฟื้นตัว คิดเป็นร้อยละ 43.3 และร้อยละ 39.5 ตามลำดับ โดยผลกระทบดังกล่าวต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีสูงถึงร้อยละ 45.6 ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีเงินทุนสามารถดำเนินกิจการได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 55.2 ขณะที่ วิสาหกิจขนาดใหญ่ส่วนมากไม่มีปัญหาด้านเงินทุน โดยคิดเป็นร้อยละ 27.9 อย่างไรก็ดี วิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ประสบปัญหาด้านเงินทุนมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น โดยคิดเป็นร้อยละ 26.5

จากแบบสอบถามพบว่า ในช่วงไตรมาสแรก วิสาหกิจร้อยละ 2.4 คาดว่ารายได้ของวิสาหกิจจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่วิสาหกิจร้อยละ 2.6 คาดว่ารายได้จะคงตัว และมีวิสาหกิจร้อยละ 84.2 คาดว่ารายได้ของวิสาหกิจจะลดลง โดยวิสาหกิจร้อยละ 45.4 คาดว่าวิสาหกิจจะมีรายได้ลดลงกว่าร้อยละ 50 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการดำเนินงานของวิสาหกิจอย่างมาก โดยมีวิสาหกิจกว่าร้อยละ 10.8 ระบุว่า วิสาหกิจได้รับผลกระทบอย่างมาก ในปี 2563 มีวิสาหกิจกว่าร้อยละ 24.7 มองว่าเศรษฐกิจของมณฑลเสฉวนมีแนวโน้มและการเติบโตที่ดี โดยมองว่าทั้งอุตสาหกรรมภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเลี้ยง วัฒนาธรรม กีฬาและบันเทิง และธุรกิจด้านที่พัก จะยังคงมีเสถียรภาพและเติบโตในทิศทางที่ดี

สำหรับวิสาหกิจต่างชาติที่ลงทุนในมณฑลเสฉวนต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดลงของรายได้จากการประกอบกิจการ นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับการชำระเงินไม่ตรงตามระยะเวลาที่กำหนด และธุรกิจไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการฟื้นตัวด้วยเช่นกัน จากการสำรวจ วิสาหกิจจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวและเติบโตได้ดี โดยคิดเป็นร้อยละ 35.3 ร้อยละ 27.5 และร้อยละ 24 ตามลำดับ ในส่วนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มองว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ดี คิดเป็นร้อยละ 37.7 ส่วนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คิดเป็นร้อยละ 24.5 และร้อยละ 24.3 ตามลำดับ

ด้านผลกระทบต่อวิสาหกิจในมหานครฉงชิ่ง จากข้อมูลการสัมภาษณ์เกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ต่อวิสาหกิจในมหานครฉงชิ่ง ระหว่างวันที่ 11 – 20 กุมภาพันธ์ 2563 โดยศูนย์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว มหานครฉงชิ่ง ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการ มหาวิทยาลัยซีหนาน (Southwest University) ระบุว่า วิสาหกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านหยวน อุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยรายได้ลดลงร้อยละ 66.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน

อุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวของฉงชิ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก เศรษฐกิจของฉงชิ่งสูญเสียรายได้โดยรวมราว 4.44 ล้านล้านหยวน ซึ่งรวมไปถึงการจับจ่ายใช้สอยและสถานบันเทิงต่าง ๆ ได้รับผลกระทบแทบทั้งสิ้น ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฉงชิ่งจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งโดยใช้เวลาประมาณ 5.8 เดือน ขณะเดียวกัน  ในช่วงระยะการแพร่ระบาดของโควิด-19  มีผู้ประกอบการในมหานครฉงชิ่งถึงร้อยละ 41.9 ได้ทำการวิจัยและวางแผนด้านการตลาดใหม่ เพื่อพัฒนาทางด้านนวัตกรรม ยกระดับและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

ผู้ประกอบการไทยในมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19

แน่นอนว่าไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดครั้งนี้เช่นกัน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนเกือบร้อยละ 100 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการโรงแรม ธุรกิจสายการบิน หรือแม้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่ได้รับความนิยม ต่างมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยรายใหญ่หลายแห่งที่เน้นกลุ่มลูกค้าจีน อย่าง บมจ. เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN บมจ. ดู เดย์ ดรีม หรือ DDD บมจ. บิวตี้ คอมมูนิตี้ หรือ BEAUTY ต่างได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นอย่างมาก หลายบริษัทเตรียมปรับโครงสร้างใหม่ โดยการย้ายฐานการผลิต ทั้งนี้ ยอดส่งออกจากไทยไปยังจีนเริ่มกลับมาสู่ระดับปกติแล้วในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. ที่ผ่านมา  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แม้จีนเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด แต่ก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ก่อนพร้อมทั้งมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหายากจนประสบผลสำเร็จแล้ว ในเวลานี้ จีนจึงเป็นประเทศเดียวที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วงกู้วิกฤตโควิด-19

                                                                          แหล่งที่มา : https://www.prachachat.net/finance/news-431369

นอกจากนั้น TMB Analytics ประเมินว่า สถานการณ์การค้ากับจีนจะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ตามการคาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะค่อย ๆ รุนแรงลดลง อย่างไรก็ตาม หากการแพร่ระบาดยืดเยื้อจนทำให้ภาคการผลิตจีนหยุดชะงักออกไปเกินกว่าครึ่งปีแรก คาดว่า จะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ทำให้วัตถุดิบขาดแคลน และส่งผลกระทบทำให้ผู้ผลิตที่พึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนมีต้นทุนการนำเข้าจากแหล่งอื่นที่สูงขึ้น จนทำให้ผู้ผลิตบางกลุ่มรับไม่ไหว ชะลอการผลิตออกไป ทำให้รายได้ของกิจการลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานในประเทศ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ได้ทำการสำรวจผู้ประกอบการไทยในมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่ง ถึงผลกระทบที่ได้รับจากวิกฤตโควิด-19 โดยมีบริษัทสัญชาติไทยที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่งจำนวนประมาณ 21 แห่ง โดยตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน 18 แห่ง และตั้งอยู่ในมหานครฉงชิ่ง 3 แห่ง และมีบริษัทจำนวน 11 แห่งได้ตอบคำถามในแบบสำรวจ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2563 โดยผู้ประกอบการไทยที่ได้ตอบคำถามในแบบสำรวจส่วนใหญ่ มีการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม การเกษตร ด้านรักษาสุขภาพและความงาม นอกจากนั้น ยังมีบางรายที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการขนส่งและโลจิสติกส์ การเงินและ Trading

 

จากการสำรวจพบว่า ผลกระทบที่ผู้ประกอบการไทยได้รับมีลักษณะเดียวกับบริษัทต่างชาติอื่น ๆ ในจีน มี 2 ธุรกิจไทยที่ต้องปิดกิจการชั่วคราวในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยคิดเป็นร้อยละ 18.2 โดยส่วนใหญ่มีการปิดกิจการชั่วคราวระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2563  และ มี 8 บริษัทที่ผลผลิตและรายได้ลดลง คิดเป็นร้อยละ 72.7  แต่ค่าใช้จ่ายคงเดิม อาทิ ค่าเช่า และค่าจ้างแรงงาน ทั้งนี้ บางส่วนประสบปัญหาด้านการขนส่งสินค้าเนื่องจากเที่ยวบินระหว่างประเทศหยุดชะงัก ซึ่งมีจำนวน 1 บริษัท เป็นธุรกิจเกี่ยวกับ Trading คิดเป็นร้อยละ 9.09

อย่างไรก็ดี จากการสัมภาษณ์ตัวเเทนของบริษัทขายอุปกรณ์เครื่องจักรในนครเฉิงตู พบว่า เนื่องจากรัฐบาลจีนได้อนุญาตให้การก่อสร้างในประเทศยังดำเนินการต่อได้ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทได้ดำเนินกิจการด้านขายเครื่องจักร/เครื่องยนต์ก่อสร้างจึงได้รับผลกระทบไม่มากเท่าที่กังวลนัก โดยยอดขายของทางบริษัทฯ ลดลงเพียงร้อยละ 30 โดยเฉลี่ย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่พอรับได้ อย่างไรก็ดี ตลาดเครื่องจักรในมณฑลยูนนานและกุ้ยโจว กลับเติบโตเพิ่มขึ้น

ตัวแทนบริษัทประกอบการด้านอาหารสุกร ระบุว่า ในมณฑลเสฉวนบริษัทมีสุกรจำนวน 20,000 แม่และคาดว่าจะสามารถเพิ่มขึ้นเป็น 40,000 แม่ได้ภายในปี 2564 โดยบริษัทมีฟาร์มเลี้ยงสุกรอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ เมืองเหมียนหยาง เมืองเหมยซาน และนครเฉิงตูบางส่วน โดยมีทั้งฟาร์มที่เป็นของบริษัทโดยตรงและฟาร์มที่มีการทำสัญญาร่วมกับคู่ค้าเกษตรกรรายย่อยในมณฑล ตั้งแต่มีโรคระบาดไข้หวัดหมูส่งผลให้ราคาสุกรพุ่งสูงขึ้น จากที่มีการขาดทุนก่อนหน้านี้ เนื่องจากค่าเช่า ค่าดูแล เริ่มปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น จึงกล่าวได้ว่า ผลประกอบการเกี่ยวกับการขายเนื้อหมูของซีพีไม่ได้รับผลกระทบด้านลบจากวิกฤตโควิด-19 มากนัก

ธุรกิจไทยส่วนใหญ่รับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและมีแผนปรับตัวทางธุรกิจโดยการ (1) พยายามประคับประคองกิจการและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คิดเป็นร้อยละ 9.09  (2) ร้อยละ 18.18 ได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินงานจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ (3) มี 1 บริษัท ที่มีการจัดทำงบเฉพาะกิจเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน คิดเป็นร้อยละ 9.09  (4) จัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย คิดเป็นร้อยละ 45.45 และ (5) แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุนเพิ่มเติม คิดเป็นร้อยละ 9.09

 

 

ในด้านนโยบายการจัดการด้านบุคลากรและโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจไทย พบว่า (1) บริษัท 3 แห่ง หรือร้อยละ 27.27  อนุญาตให้ลูกจ้าง  Work from home หรือให้ลูกจ้างเข้าสำนักงานเท่าที่จำเป็น และอนุญาตให้มี Flex time ในการเข้า-ออกงาน  (2) บริษัทส่วนใหญ่ยังพยายามจ่ายค่าจ้างตามปกติ โดยมี 4 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 36.4 แต่บริษัทขนาดเล็กบางรายจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างเพื่อความอยู่รอดของบริษัท (3) บริษัท 4 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 36.4 ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐท้องถิ่น อย่างไรก็ดี บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้รับการช่วยเหลือลดค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าสาธารณูปโภค ค่าประกันสังคม การยืดเวลาเสียภาษี ฯลฯ และ (4) ธุรกิจไทยจำนวน 3 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 27.27 ประสงค์ให้ภาครัฐท้องถิ่นช่วยเหลือฟื้นฟูธุรกิจ โดยการผลักดันให้มีการปรับลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ค่าเช่าที่ของเอกชน และค่าบริการ ภาครัฐมีการปฏิบัติต่อบริษัทต่าง ๆ อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน และส่งเสริมให้ธนาคารให้สินเชื่อกู้ยืมแก่เกษตรกรและลูกค้ารายย่อย

นอกจากนี้ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับฟาร์มสัตว์ในมหานครฉงชิ่ง ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 นอกเหนือจากกิจการร้านอาหารและโรงแรมที่จำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราวแล้ว รัฐบาลจีนได้ให้การสนับสนุนกิจการอื่น ๆ ของบริษัทค่อนข้างดี ทั้งในเรื่องของการเปิดโรงงานผลิตและการขนส่ง การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินแก่บริษัท อาทิ การยกเว้นค่าประกันสังคม การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการที่รัฐบาลจีนสนับสนุน ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดน้อยมาก จากสถิติข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบด้านลบจากวิกฤตโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)

ทั้งนี้ รัฐบาลมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่ง ได้ออกมาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจเพื่อลดภาระขององค์กรให้ดำเนินกิจการต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตและสนับสนุนวิสาหกิจทุนต่างชาติบางรายด้วยการเพิ่มการอุดหนุนทางการค้า และได้ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นการบริโภคด้านต่าง ๆ อาทิ การออกคูปองส่วนลดสำหรับผู้บริโภค ส่งเสริมการขายบ้านและรถยนต์ สนับสนุนด้านการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล และการบรรเทาความยากจน เพื่อช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งรัฐบาลมหานครฉงชิ่งได้วางแผนใช้งบประมาณการลงทุนกว่า 3.4 แสนล้านหยวน ในการเอาชนะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคและขยายการเติบโตด้านการลงทุนอย่างมีเสถียรภาพด้วย นอกจากนั้น รัฐบาลท้องถิ่นยังเล็งเห็นว่า การเยียวยา SME เป็นเรื่องสำคัญ ได้มีมาตรการช่วยเหลือด้านอื่น ๆ อาทิ การลดค่าเช่าสถานที่ของรัฐให้แก่ SME เป็นระยะเวลา 1-3 เดือน การชดเชยค่าขนส่งสินค้า ร้อยละ 50 ของมูลค่าการขนส่งทั้งหมด ลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 10 จากอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิมแก่ SMEs เพื่อดูแลให้เกิดสภาพคล่องและสามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้ สำหรับมาตรการของมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่งที่ให้ความช่วยเหลือแก่วิสาหกิจทั่วไปโดยสรุปมีดังนี้

       มาตรการของมณฑลเสฉวนและฉงชิ่งในการช่วยเหลือวิสาหกิจในช่วงวิกฤตโควิด19
มหานครฉงชิ่ง ลดภาระของวิสาหกิจ ลดหย่อนภาษี
การเลื่อนการชำระภาษี
ระงับการชำระเบี้ยประกันสังคมชั่วคราว
ลดภาระการฝากเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
 ลดและยกเว้นเงินค่าเช่าที่เป็นสถานที่ของรัฐ
 ลดภาระด้านค่าไฟแก่วิสาหกิจ ตั้งแต่เดือน ก.พ. – มี.ค. 63
สนับสนุนด้านการเงิน สนับสนุนธนาคารท้องถิ่นในการปล่อยเงินกู้และให้สินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
ปรับปรุงสินเชื่อที่ด้อยคุณภาพ ออกนโยบายเพื่อรองรับให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอยู่ในอัตราส่วนร้อยละ 3 จุด
เพิ่มการลงทุนสำหรับนโยบายที่ใช้ต้นทุนต่ำ สนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้เงินพิเศษสำหรับการกู้เงินในช่วงการป้องกันและควบคุมโรคระบาด ปล่อยสินเชื่อต้นทุนต่ำแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยธนาคารแห่งชาติจีนจะลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แก่วิสาหกิจถึงร้อยละ 50
เพิ่มการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อบรรเทาความกังวลและการแก้ไขปัญหา สนับสนุนให้ธนาคารเปิดไฟเขียวและลดระยะเวลาในการขอสินเชื่อ
มณฑลเสฉวน ลดภาระของวิสาหกิจ สนับสนุนด้านโลจิสติกส์แก่ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจขายส่ง รวมถึงองค์กรที่ขนส่งสินค้าจากต่างประเทศ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ  และวิสาหกิจด้านการขนส่งภายในมณฑลเสฉวน
ให้เงินอุดหนุนแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สนับสนุนค่าไฟฟ้าร้อยละ 30 และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นร้อยละ 50
วิสาหกิจขนาดใหญ่ลดหรือยกเว้นค่าเช่าให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในช่วงที่มีการแพร่ของโรคระบาด โดยทางรัฐบาลสนับสนุนให้มีการลดค่าเช่าคิดเป็นร้อยละ 50
สนับสนุนด้านการเงิน สนับสนุนการประกันด้านการเงิน และอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ลดอัตราดอกเบี้ยจากเดิมลงร้อยละ 10 และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ลงร้อยละ 10
ปล่อยสินเชื่อต้นทุนต่ำแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยธนาคารแห่งชาติจีนจะลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แก่วิสาหกิจถึงร้อยละ 50
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทางรัฐบาลจะปรับปรุงการชำระหนี้ โดยจะลดดอกเบี้ยในการค้างชำระและไม่ต้องชำระดอกเบี้ยคืน
สนับสนุนด้านการเงินและภาษี การงดเว้นภาษีด้านรถยนต์และเรือ รวมถึงที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
สนับสนุนด้านการสนับสนุนด้านการตลาด เงินสนับสนุนจากรัฐบาลในการฝึกอบรมทางออนไลน์ การผ่อนชำระค่าประกันสังคม และการจ้างงาน

อย่างไรก็ดี การให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลท้องถิ่นข้างต้นยังมีข้อจำกัดต่อธุรกิจชาวต่างชาติค่อนข้างมาก จากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องธนาคารกรุงเทพ สาขาฉงชิ่ง พบว่า ถึงแม้รัฐบาลจีนจะมีโครงการสนับสนุนแก่ธนาคารท้องถิ่นจีนเรื่อง soft loan ในการให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจจีน แต่ธนาคารต่างชาติไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ทำให้ลูกค้าธนาคารกรุงเทพบางส่วนหันไปใช้บริการธนาคารท้องถิ่นเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า นอกจากนั้น บริษัทฟาร์มสัตว์ ยังได้กล่าวเสริมด้วยว่า บริษัทและนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้อมูลการสนับสนุนและการให้การช่วยเหลือวิสาหกิจของรัฐบาลจีน เนื่องจากไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้วิธีสร้างเครือข่าย (guanxi) กับคนในรัฐบาลจีน จึงสามารถเข้าถึงข้อมูลการสนับสนุนช่วยเหลือเหล่านี้

บทส่งท้าย

วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสังคมในหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ การจ้างงาน และส่งผลกระทบต่อภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก จีนได้ดำเนินมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนทั้งในจีนและต่างประเทศ โดยวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือธุรกิจ SME และเป็นที่แน่นอนว่าวิกฤตครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจต่างชาติในจีนอย่างมาก

ในส่วนของผู้ประกอบการไทยเองก็ได้มีการดำเนินกิจการในจีนจำนวนไม่น้อย ผู้ประกอบการไทยในมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม การเกษตร ด้านรักษาสุขภาพและความงาม ต่างได้รับผลกระทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผลกระทบส่วนใหญ่ที่ได้รับคือด้านรายรับที่ลดลงและได้รับปัญหาจากการขนส่ง ทำให้บางรายจำเป็นต้องปิดกิจการชั่วคราว หรือหันมาแก้ปัญหาโดยการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และให้บุคลากรทำงานแบบ  work from home ผู้ประกอบการบางรายต้องชะลอการทำตลาดในประเทศจีนและหันไปให้ความสำคัญกับประเทศในอาเซียน นอกจากนั้น ปัญหาจากการเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน อันเนื่องมาจากทางการจีนมีโครงการสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจในจีน แต่ธุรกิจต่างชาติไม่มีวิธีการเข้าถึงและไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องติดตามข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายของทางการจีนอยู่เสมอ โดยสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน หรือหากต้องการคำปรึกษาแนวทางการดำเนินธุรกิจในมณฑลเสฉวนและมหานครฉงชิ่ง ผู้ประกอบการไทยสามารถติดต่อศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง  (ข้อมูล)

  1. https://www.thansettakij.com/content/421734
  2. https://thestandard.co/tmb-analytics-say-coronavirus-made-china-struggle/
  3. โดย AmCham China ในบทความเรื่อง (2020 China Business Climate Survey Report)
  4. โดย AmCham China ในบทความเรื่อง (AmCham China Flush Survey Report on the Impact of COVID-19)
  5. โดย MERICS Economic Indicators ในบทความเรื่อง (Q1/2020 Quarterly analysis of economic trends in China)
  6. https://mp.weixin.qq.com/s/InNlCc6LmnSD5456UmHMsw
  7. https://www.bbc.com/thai/amp/thailand-51500412
  8. https://www.peerpower.co.th/blog/investor/วิเคราะห์การลงทุน/โควิด-19-covid-19/
  9. https://www.kaohoon.com/content/346848

แหล่งอ้างอิง  (ภาพ)

  1.  https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?release=y&ref=M&id=elU

zNlY2eEl6NE09

  1. เพียร์ พาวเวอร์ แพลตฟอร์ม
  2.  https://www.prachachat.net/finance/news-431369

 จัดทำโดย 

  1. นางสาวพิชชาภรณ์ หลิวเจริญ กงสุล (การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม) สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู
  2. นางสาวชญานุช หนูทอง เจ้าหน้าที่ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู
  3. นางสาวอรพรรณ พงษ์กิจการุณ เจ้าหน้าที่ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีนสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู

 

Avatar

Chengdu_editor

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

Print

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม