- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในจีน (Thailand Business Information Center in China) - https://thaibizchina.com -

ถอดบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้หนิงเซี่ย หนึ่งในแหล่งปลูกและแปรรูปเก๋ากี้ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

ท่านผู้อ่านหลายคนอาจรู้จัก เก๋ากี้ หรือ โกจิเบอร์รี่ กับบ้างแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า หนึ่งในแหล่งปลูกและแปรรูปเก๋ากี้ที่ดีและใหญ่ที่สุดของโลกอยู่ที่ไหน? วันนี้ศูนย์ BIC ณ นครซีอานจะพาทุกท่านมารู้จักกับ เก๋ากี้แห่งเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย แหล่งปลูกและแปรรูปเก๋ากี้ที่คุณภาพดีที่สุดของจีนและของโลก

(Credit image at https://www.freshplaza.com/article/9123438/china-ningxia-goji-berries-enter-peak-sales-season/)

  1. ทำความรู้จักกับเก๋ากี้ และความเป็นมาของอุตสาหกรรมเก๋ากี้ในเขตฯ หนิงเซี่ยหุย

เก๋ากี้ ถือเป็นพืชสมุนไพรตามตำรับแพทย์แผนจีนโบราณที่มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย มีฤทธิ์บำรุงสายตาตับ ไต ลดอาการอักเสบในร่างกาย และยังสามารถเร่งการเผาผลาญไขมันได้ดี ช่วยป้องกันความเสี่ยงของไขมันอุดตัน ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานจากน้ำตาลได้ดี ทำให้สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้

เก๋ากี้ จัดอยู่ในกลุ่มพืชตระกูลมะเขือ (Solanaceae:茄科) มีคุณประโยชน์ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน จึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย นอกจากผลเก๋ากี้ที่นิยมนำรับประทานแล้ว ใบของเก๋ากี้ยังใช้บริโภคและรากก็สามารถใช้เป็นยาได้

เขตฯ เริ่มปลูกเก๋ากี้ครั้งแรกเมื่อ 500 ปีที่ผ่านมา ตามตำหรับยาสมุนไพร (Compendium of Materia Medica :本草纲目) ของหลี่สือเจิน แพทย์ที่โดดเด่นในราชวงศ์หมิง กล่าวว่า “เก๋ากี้หนิงเซี่ย” โดยเฉพาะเก๋ากี้จากเมืองจงหนิง (中宁枸杞) ถือเป็นยาชั้นสูงสุด เนื่องจากมีปัจจัยคือ 1) ดินเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของเก๋ากี้และสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันมากระหว่างกลางวันและกลางคืนและ 2) น้ำจากแม่น้ำเหลือง (黄河) มีแร่ธาตุต่าง ๆ เหมาะแก่การเติบโตของเก๋ากี้ นอกจากนี้ ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนในเขตฯ หนิงเซี่ยหุยนั้นมีขนาดใหญ่ มีส่วนในการส่งเสริมการสะสมของน้ำตาลในเก๋ากี้หนิงเซี่ย ทำให้เก๋ากี้จงหนิงมีลักษณะเด่นคือ มีสีสด เม็ดใหญ่ ผิวบาง เนื้อหนา เมล็ดน้อย และรสชาติหวาน ทำให้ได้รับการยอมรับในคุณภาพผ่านการขึ้นทะเบียนในสารานุกรมแพทย์แผนจีนร่วมสมัย The Pharmacopoeia of the People’s Republic of China (中华人民共和国药典) ตลอดจน กำหนดให้เขตฯ หนิงเซี่ยหุยเป็นพื้นที่ผลิตผลเก๋ากี้เป็นสมุนไพรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 และได้รับการขนานนามให้เป็น “บ้านเกิดของเก๋ากี้”ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538

  1. การพัฒนาของเก๋ากี้สู่การเป็นพืชเศรษฐกิจของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย

ตามข้อมูลจาก “สถานการณ์แข่งขันของอุตสาหกรรมเก๋ากี้หนิงเซี่ยและรายงานการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนระหว่างปี ค.ศ. 2563-2570” ว่า พื้นที่ปลูกเก๋ากี้ของของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย ในปี 2562 มี 244,0000 ไร่ คิดเป็น 33% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมดของจีน โดยปริมาณการผลิตผลเก๋ากี้แห้งมี 140,000 ตัน มูลค่ารวม 13,000 ล้านหยวน โดยปัจจุบัน เขตฯ หนิงเซี่ยหุย มีองค์กรอุตสาหกรรมเก๋ากี้ชั้นนำกว่า 55 แห่ง มีบริษัทแปรรูเก๋ากี้ 162 แห่ง โดยมีมูลค่าการผลิตเก๋ากี้แห้งปีละ 2,400 ล้านหยวนและรายได้จากการดำเนินงาน 2,000 ล้านหยวน บริษัทแปรรูปที่มีขนาดใหญ่หลัก ได้แก่ บ. ไป่รุ่ยหยวน (百瑞源: Berylgoji)  บ. วูล์ฟเบอร์รี่ (Wolfberry: 沃福百瑞) บ. ฉีไท่ (Qitai: 杞泰) และ บ. ต้าตี้เซิงไท่ (Dadishengtai: 大地生态) ในปี 2562 มีปริมาณการส่งออกเก๋ากี้หนิงเซี่ย 3,928.5 ตัน มูลค่ารวม 332.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 มีปริมาณการส่งออกเก๋ากี้หนิงเซี่ยรวม 4,469 ตัน เพิ่มขึ้น 13.8% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 มูลค่ารวม 393.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.4% คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของการส่งออกทั้งหมดของจีน[1] [1] โดยผลเก๋ากี้แห้งถือเป็นสินค้าส่งออกหลัก นอกจากนี้ ยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์เก๋ากี้มากกว่า 60 ชนิดใน 10 หมวดหมู่ ได้แก่ เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ผักใบ ชา อาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพ เครื่องสำอาง ยาสมุนไพรจีน

 

(ข้อมูลอ้างอิงจาก www.chyxx.com [2])

การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเก๋ากี้หนิงเซี่ย
เก๋ากี้เป็นพืชที่ชาวจีนคุ้นเคยทั้งคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยา สมัยโบราณชาวจีนนิยมรับประทานเก๋ากี้ในรูปแบบผลสด แต่เมื่อมีการเพาะปลูกเก๋ากี้ในจำนวนที่มากขึ้นและผลสดสามารถเก็บได้เพียงไม่เกิน 1 สัปดาหร์ จึงทำให้การบริโภคเก๋ากี้ในประเทศจีนส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของเป็นผลอบแห้ง โดยมีกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนและผู้สูงอายุ อย่างไรก็ดี เมื่อการปลูกเก๋ากี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นประกอบกับราคาในรูปแบบผลสด/ผลอบแห้งมีราคาไม่สูง (ประมาณ 100 หยวน หรือ 500 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม)กอปรกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุยพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปเก๋ากี้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น และตอบสนองความต้องการการบริโภคที่หลากหลาย ปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปเก๋ากี้ที่กำลังเร่งการพัฒนา และมีวางขายตามท้องตลาดเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคในช่วงอายุที่หลากหลายขึ้น ได้แก่

(Credit image: youngliving.com, oscart.com)

เห็นได้ชัดว่าการแปรรูปเก๋ากี้ได้เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ผลการวิจัยของสถาบันการแพทย์แผนจีนแห่งชาติ (China Academy of Traditional Chinese Medicine) แสดงให้เห็นว่า วิธีการรับประทานผลเก๋ากี้แห้ง ได้แก่ “ตุ๋น แช่ และต้ม” สามารถดูดซึมสารอาหารได้สูงสุด 2.03% เท่านั้น แต่น้ำผลไม้เก๋ากี้และเครื่องดื่มเก๋ากี้ที่ทำจากผลไม้สดเก๋ากี้สามารถกักเก็บสารอาหารที่มีคุณค่าของเก๋ากี้ไว้ได้ดีกว่า อาทิ วิตามิน แคโรทีน และจากการศึกษาพบว่าการรับประทานน้ำผลไม้เก๋ากี้ 30 มิลลิลิตร มีคุณค่าเทียบเท่ากับการดื่มน้ำของเก๋ากี้แห้งถึง 360 กรัม

  1. ยุทธศาสตร์และนโยบายที่ทำให้อุตสาหกรรมเพาะปลูกเก๋ากี้ของเขตฯ หนิงเซี่ยหุยเติบโตรุดหน้า นอกจากเก๋ากี้จะเป็นพืชอุตสาหกรรมที่ทำหลายได้หลักให้แก่เกษตรกรและประชาชนชาวหนิงเซี่ยหุยแล้ว
    เนื่องด้วยภูมิประเทศและภูมิอากาศของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย เป็นพื้นที่อากาศร้อนและมีพื้นที่ส่วนมากห้อมล้อมไปด้วยทะเลทราย การปลูกเก๋ากี้จึงเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลท้องถิ่นในการป้องกันการเสื่อมสภาพของพื้นผิวดินและป้องกัน
    การกลายสภาพเป็นทะเลทราย (desertification) ของพื้นที่เกษตรกรรมอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมเก๋ากี้ในฐานะเป็นพืชเศรษฐกิจและในฐานะการรักษาความมั่นคงของพื้นดินทำกินของประชาชน

ในปี 2564 รัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุยได้จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพสูงของอุตสาหกรรมเก๋ากี้หนิงเซี่ยระยะ 5 ปี (2021-2025) (宁夏现代枸杞产业高质量发展“十四五”规划 2021—2025年) โดยตั้งเป้าให้ (1) ส่งเสริมการเพาะปลูกเก๋ากี้เพิ่มขึ้นกว่า 143,000 ไร่ (2) ให้มีผลผลิตเก๋ากี้ 700,000 ตัน/ปี (3) อุตสาหกรรมเก๋ากี้มีมูลค่ารวม 50,000 ล้านหยวน ซึ่งนับเป็นแผนพัฒนาฯ ที่จะปรับขนาดอุตสาหกรรมเก๋ากี้ของเขตฯ หนิงเซี่ยหุยให้เจริญเติบโตขึ้นกว่า 3 เท่า     เมื่อเทียบกับปัจจุบัน และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 (2021-2025) ของจีน ซึ่งมีหนึ่งในภารกิจหลักคือการส่งเสริมการฟื้นฟูชนบทและนวัตกรรมการเกษตรในชนบท ยึดมั่นในนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมในท้องถิ่น พร้อมทั้งบูรณาการนวัตกรรมการเกษตรและความทันสมัยในท้องถิ่นควบคู่กันไป

จากแผนพัฒนาฯ สู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพสูง “336” (“336”高质量发展)

อย่างไรก็ดี เนื่องจากอุปสรรคที่สำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ ได้แก่ ปัญหาเรื่องศัตรูพืชและปัญหาผลผลิต/กระบวนการผลิตต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้น การพัฒนาอุตสากรรมท้องถิ่นจำเป็นจะต้องมีอาศัยเม็ดเงินลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างของระบบอุตสาหกรรมทั้งระบบควบคู่กันไป รัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุยจึงประกาศ “นโยบายสนับสนุนทางการเงินและมาตรการดำเนินการเพื่อยกระดับการพัมนาคุณภาพสูงของอุตสาหกรรมเก๋ากี้หนิงเซี่ย” (Financial Support Policies and Implementation Measures for Accelerating the High-quality Development of Modern Wolfberry Industry) โดยเป็นการส่งเสริมยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพสูง “336” กล่าวคือ

7 โฟกัสของยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพสูง 336” (“336”高质量发展) ได้แก่

โดยทั้ง 7 โฟกัสนี้จะเป็นแนวทางและกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินยุทธศาสตร์ “336” และรัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุย ยังให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนทางการเงิน เพื่อดำเนินให้เป็นไปตาม 7 โฟกัสนี้ให้บรรลุภายในปี ค.ศ. 2026

ข้อสรุป
กว่าจะเป็น “เก๋ากี้หนิงเซี่ย” พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย ที่ทั่วประเทศจีนและทั่วโลกให้การยอมรับนั้น จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐและความร่วมมือกันของภาคเอกชน ซึ่งส่งผลให้เก๋ากี้ที่สมัยก่อนมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 500 บาท ได้รับการแปรรูปและรีแบรนดิ้งเป็น “สินค้าบำรุงสุขภาพ High-end” และส่งไปจัดจำหน่ายทั่วโลก ซึ่ง BIC นครซีอานมองเห็น ว่าโมเดลความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ของจีนนี้ถือเป็นหนึ่งใน Best Practice สำหรับไทย ในการต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรกรรม โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกับเขตฯ หนิงเซี่ยหุย จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุย ใช้การปลูกเก๋ากี้ทั้งเป็นการกระจายรายได้ให้แก่เกษตรกร และเป็นการรักษาการเสื่อมสภาพของที่ดินทำกินของประชากรไปพร้อมกัน

BIC นครซีอานมองว่า การพัฒนาอุตสากรรมเก๋ากี้ในเขตฯ หนิงเซี่ยหุยมีตัวแปรสำคัญคือนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลท้องถิ่นผ่านการพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบตั้งแต่การวิจัยเมล็ดพันธุ์ที่เหมาสมต่อสภาพภูมิประเทศ/สภาพภูมิอากาศ การปลูกและการบริการพื้นที่เพาะปลูก การควบคุมคุณภาพของผลิตผล การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการเข้าสู่ตลาด และการสร้าง branding ให่แก่ผลิตภัณฑ์ เห็นได้จาก ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพสูง “336” นอกจากนี้ ปัจจัยที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับ R&D (Research and Development) และการให้เม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมการพัฒนาขึ้นอย่างยั่งยืน โดย BIC นครซีอาน มองว่าพืชเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อาทิ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และลำไย ก็สามารถใช้แนวทางการพัฒนาเช่นเดียวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ได้ และในตอนต่อไป BIC นครซีอาน จะเชิญชวนทุกท่านฟังบทสัมภาษณ์ของผู้ประกอบธุรกิจเก๋ากี้รายใหญ่ของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย และแนวทางคำแนะนำต่อผู้ประกอบการไทย เพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อไป

อ้างอิง

[1] 宁夏枸杞https://baike.baidu.com/item/%E5%AE%81%E5%A4%8F%E6%9E%B8%E6%9D%9E/491577?bk_share=wechat&bk_sharefr=lemma&fr=wechat

[2] 2019年宁夏枸杞发展现状及宁夏枸杞企业发展趋势分析[图]https://www.chyxx.com/industry/202007/884321.html

[3] 2020年宁夏枸杞产业现状分析:出口数量逐年增加[图]https://www.chyxx.com/industry/202105/954050.html

[4] 宁夏枸杞,映照市场的“金字招牌” https://kns.cnki.net/KXReader/Detail?TIMESTAMP=637613790891865700&DBCODE=CCND&TABLEName=CCNDTEMP&FileName=NXRB202106200012&RESULT=1&SIGN=WsUYxWcMF%2f5jfd3bLq1ijDNEEOU%3d

[5] 为什么宁夏那么盛产枸杞,是什么原因决定的呢?https://zhidao.baidu.com/question/526936700809058765.html?ivk_sa=1022817r [6]

[6] 宁夏红枸杞果酒https://baike.baidu.com/item/%E5%AE%81%E5%A4%8F%E7%BA%A2/5453627?fr=aladdin [7]

[7] 杞动力https://baike.baidu.com/item/%E6%9D%9E%E5%8A%A8%E5%8A%9B/14805192?fr=aladdin

[1] [8] ยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกของเก๋ากี้หนิงเซี่ยมากที่สุด ตลาดได้ขยายไปยังกว่า 50 ประเทศและพื้นที่ ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น รัสเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไต้หวัน