จีนไฟเขียวต่างชาติเปิดโรงพยาบาลในจีน โอกาสที่นักลงทุนไทยต้องจับตามอง
7 Jul 2025
จีนเปิดทางให้ต่างชาติลงทุนเปิดโรงพยาบาลเต็มรูปแบบครั้งแรกใน 9 เมืองสำคัญของจีน ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ เมืองเซินเจิ้น นครกว่างโจว นครเทียนจิน นครหนานจิง เมืองซูโจว นครฝูโจว และมณฑลไห่หนาน ไม่เพียงแต่เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในด้านการแพทย์จีน แต่เป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยในแวดวงการแพทย์และสถานเสริมความงาม ซึ่งมีศักยภาพสูงในการเจาะตลาดสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของจีน และนโยบายนี้นับเป็นก้าวสำคัญของจีนในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ให้หลากหลายและได้มาตรฐานยิ่งขึ้น วันนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีนจะพาไปส่องโอกาสและแนวทางสำหรับนักลงทุนไทยที่อยากบุกเบิกธุรกิจโรงพยาบาลในแดนมังกรกัน
นโยบายอนุญาตให้ต่างชาติสามารถลงทุนเปิดโรงพยาบาลเอกชนเต็มรูปแบบในจีน
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2567 รัฐบาลจีนประกาศนโยบายอนุญาตให้ต่างชาติสามารถลงทุนเปิดโรงพยาบาลเอกชนเต็มรูปแบบในจีนเป็นครั้งแรก โดยเปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติสามารถตั้งโรงพยาบาลใน 9 เมืองสำคัญ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครเทียนจิน นครเซี่ยงไฮ้ นครกว่างโจว เมืองเซินเจิ้น เมืองหนานจิง เมืองซูโจว เมืองฝูโจว และมณฑลไห่หนาน โดยโรงพยาบาลที่เปิดโดยทุนต่างชาติจะต้องเป็นโรงพยาบาลทั่วไปหรือโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับ 3 ซึ่งต้องมีมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง และเป็นไปตามข้อกำหนดของจีน รวมถึงกฎหมายการจัดการยาและวัคซีน มาตรฐานเครื่องมือทางการแพทย์
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ทุนต่างชาติห้ามเปิดโรงพยาบาลแพทย์แผนจีน เนื่องจากจีนมองว่าแพทย์แผนจีนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญและเป็นสมบัติล้ำค่าของจีน และโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนส่วนใหญ่เป็นของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังห้ามดำเนินการในด้านจิตเวช การปลูกถ่ายอวัยวะ หรือการวิจัยทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้ง โรงพยาบาลที่เปิดโดยทุนต่างชาติจะต้องจ้างบุคลากรชาวจีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนบุคลากรทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางด้านแรงงานของจีน และเสริมสร้างโอกาสในการจ้างงานภายในจีน ส่วนข้อมูลทางการแพทย์ทุกประเภทจะต้องจัดเก็บและประมวลผลภายในจีนเท่านั้น ตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในจีน
ศักยภาพของเมืองเป้าหมายในมณฑลกวางตุ้งและมณฑลไห่หนาน
หากเอกชนไทยสนใจการตั้งโรงพยาบาลเอกชนในจีน ทางศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยประเมินว่า นครกว่างโจวและเมืองเซินเจิ้นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากนครกว่างโจวเป็นหนึ่งในเมืองที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีตลาดการแพทย์ที่ใหญ่ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและการค้าของตอนใต้ มีอุตสาหกรรมการแพทย์ที่ทันสมัยและต้นทุนไม่สูงมากเนื่องจากเป็นแหล่งผลิตยา และเวชภัณฑ์ที่สำคัญของจีน อีกทั้งยังมีการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเมืองเซินเจิ้น เป็นเมืองที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว และยังเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของจีน ที่สำคัญ เมืองเซินเจิ้นมีฐานลูกค้าในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและทันสมัย นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
สำหรับมณฑลไห่หนาน ถึงแม้จะมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาทางการแพทย์ที่เปิดกว้างมาก โดยเฉพาะการนำเข้าตัวยาและเครื่องมือทางการแพทย์ปลอดภาษี แต่มณฑลไห่หนานยังขาดบุคลากรและฐานลูกค้าที่เพียงพอ หากผู้ประกอบการ หรือหน่วยงานทางการแพทย์สนใจ อาจพิจารณาความร่วมมือทางวิชาการ โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงความร่วมมือในการจัดตั้ง Sandbox ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผลการวิจัยสามารถประยุกต์ใช้และขึ้นทะเบียน และจำหน่ายในจีนต่อไปได้

โอกาสและความท้าทายสำหรับนักลงทุนไทย
นักลงทุนไทยที่สนใจตั้งธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในจีน ทางศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยเห็นว่า สถาบันเสริมความงาม และ บ้านพักคนชรา ที่มีความต้องการสูงในจีนเป็นโอกาสที่น่าสนใจ เนื่องจากไทยมีจุดแข็งด้านการบริการที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ โดยชาวจีนมักมองหาบริการที่มีคุณภาพและใส่ใจการดูแลลูกค้า โดยเฉพาะในธุรกิจสถาบันเสริมความงามที่คนจีนให้ความนิยมสูง และสถาบันเสริมความงามจากไทยจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้ดี เนื่องจากมาตรฐานการบริการของไทยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของจีน เช่น การทำทรีตเมนต์และบริการต่าง ๆ ที่คนจีนคุ้นเคยและมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี จีนยังคงมีข้อจำกัดในการจ้างหมอนวดที่เป็นต่างชาวต่างชาติ ซึ่งกำหนดคุณสมบัติไว้ค่อนข้างซับซ้อน อาทิ ต้องจบการศึกษาจากสถาบันที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ เป็นต้น ผู้ประกอบการจึงอาจต้องเพิ่มความรอบคอบในการเปิดธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนี้ ธุรกิจบ้านพักคนชรา ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่น่าสนใจ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรในจีนที่กำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การให้บริการที่ดูแลผู้สูงอายุด้วยมาตรฐานการบริการจากไทยจะเป็นที่ยอมรับและตอบโจทย์ในตลาดจีนได้ดี
อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยยังคงเห็นว่า การลงทุนในจีนยังมีความท้าทาย ซึ่งนักลงทุนไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น ความเข้าใจในกฎหมายและข้อบังคับของจีน รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นและพฤติกรรมผู้บริโภคในจีน ซึ่งแตกต่างจากไทย ทั้งนี้ การสร้างพันธมิตรกับธุรกิจท้องถิ่นและการศึกษาความต้องการของตลาดอย่างละเอียดจะช่วยให้การลงทุนของนักลงทุนไทยมีโอกาสประสบความสำเร็จในจีน
นภสร พรพิมาน เขียน
เมษายน 2568
