จับตาความก้าวหน้าชีวการแพทย์ โอกาสความร่วมมือทางการแพทย์ไทย – กวางตุ้ง (ตอนที่ 1)
7 Jul 2025
ปัจจุบัน มณฑลกวางตุ้ง โดยเฉพาะนครกว่างโจว ได้กลายเป็นศูนย์กลางด้านการบริการทางการแพทย์ที่สำคัญ
ของเขตเศรษฐกิจพิเศษกวางตุ้ง – ฮ่องกง – มาเก๊า (Guangdong – Hong Kong – Macao Greater Bay Area: GBA)
และเป็นหนึ่งในเมืองชั้นนำของจีนที่มีบริการทางการแพทย์คุณภาพสูง มีทรัพยากรทางการแพทย์ที่เพียบพร้อม ทั้งจำนวนแพทย์ พยาบาล และอัตราเตียงต่อประชากรที่สูงที่สุดในประเทศจีน
รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และยาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้
นครกว่างโจวเป็นศูนย์กลางการบริการทางการแพทย์ระดับโลก ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งศูนย์วินิจฉัยและรักษาโรคหายาก (rare diseases) ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางการแพทย์กับต่างประเทศ
มณฑลกวางตุ้งยังมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ในหลากหลายสาขา เช่น การแพทย์จีโนมิกส์ (genomic medicine) ชีวเวชภัณฑ์ (biomedicine) การผลิตยารักษาโรค (pharmaceutical drug) และอุปกรณ์ทางการแพทย์ (medical device) โดยมีความได้เปรียบด้านทรัพยากรบุคคล มณฑลกวางตุ้งมีบุคลากรด้านการวิจัย 1.35 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 1 ของจีน หรือคิดเป็น 1 ใน 7 ของจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยทั้งหมดของจีน ในจำนวนดังกล่าว เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก (postdoctoral) 13,000 คน มากที่สุดในจีน ยิ่งเป็นการตอกย้ำพื้นฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ของมณฑลกวางตุ้งให้เดินหน้าต่อไป
นอกจากนี้ มณฑลกวางตุ้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานและที่แข็งแกร่ง เช่น ธนาคารยีนแห่งชาติจีนที่เมืองเซินเจิ้น
และเกาะเทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติ นครกว่างโจว ซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่สำคัญในระดับภูมิภาคและระดับชาติจีน
โอกาสความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างไทยกับมณฑลกวางตุ้ง
‘อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของไทย’ พัฒนาภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มีเป้าหมายที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (medical hub) ระดับโลก โดยไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ
ในขณะที่มณฑลกวางตุ้งมีเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและป้องกันโรค รวมถึง แนวทางการผลักดันการลงทุนของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำหนดเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (medical and comprehensive healthcare) โดยเฉพาะในด้านผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical &Health Products) บริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical &Health Services) การส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) และการวิจัยและการศึกษา (Research & Academy) ซึ่งศูนย์ BIC เห็นว่า การจับมือกับมณฑลกวางตุ้งน่าจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสุขภาพ (health tech) ที่ราคาย่อมเยาและคุณภาพสูงของมณฑลกวางตุ้ง
โดยโอกาสสำคัญในการร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างไทยกับมณฑลกวางตุ้งในหลายด้าน เช่น ความร่วมมือด้านการลงทุนและเทคโนโลยีการแพทย์ โดยเฉพาะ
การแพทย์จีโนมิกส์ ภายใต้โครงการจีโนมิกส์ไทยแลนด์ (Genomics Thailand) ไทยสามารถเพิ่มศักยภาพโดยการเสริมสร้างความร่วมมือกับธนาคารยีนแห่งชาติจีน (China National GeneBank) ที่ตั้งอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการอ่านและบันทึกฐานข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการแพทย์แม่นยำ (precision medicine) และการป้องกันโรคทางพันธุกรรม (Genetic Disorders) ของคนไทย
ชีวเวชภัณฑ์ ปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก แต่ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ของไทยส่วนใหญ่เป็นเพียงการผลิตยาสามัญ (generic drug) อีกทั้งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ดังนี้ การดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำด้านชีวเวชภัณฑ์และสารตั้งต้นในการผลิตยา (API) จากมณฑลกวางตุ้ง และการร่วมกันจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านยาชีวภาพ น่าจะเป็นอีกก้าวของไทยที่จะยกระดับการแพทย์ของไทย รวมถึงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ของไทยต่อไปได้
อุปกรณ์ทางการแพทย์ ในช่วงที่ผ่านมา อุปกรณ์การแพทย์จีนอาจยังไม่ได้ถูกยอมรับมากนักในอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ของมณฑลกวางตุ้งนับว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี ได้รับมาตรฐานที่เป็นสากล และราคาที่เป็นมิตร โดยไทยอาจดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเครื่องมือทางการแพทย์ชั้นนำของมณฑลกวางตุ้ง โดยเฉพาะ บริษัท Mindray และบริษัท Cornerstone Robotics เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตอุปกรณ์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ในไทยได้
นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านบริการทางการแพทย์และเภสัชกรรมกับมณฑลกวางตุ้ง นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย ที่สามารถขยายการบริการและช่วยยกระดับการบริการที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและองค์ความรู้ระหว่างกันได้
การร่วมทุนเปิดโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการทางการแพทย์ ถึงแม้ว่าปัจจุบัน รัฐบาลจีนจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถลงทุนเปิดโรงพยาบาลทุนต่างชาติร้อยละร้อยได้ แต่ทว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่า “โรงพยาบาลรัฐดีกว่าโรงพยาบาลเอกชน” ดังนั้น หากไทยต้องการจัดตั้งโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการทางการแพทย์ ความร่วมมือในรูปแบบ
‘การร่วมทุน’ กับโรงพยาบาลของรัฐในจีน จึงเป็นตัวเลือกที่สำคัญ โดยอาจพิจารณามุ่งเน้นการบริการในด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เวชศาสตร์ฟื้นฟู และการดูแลผู้สูงอายุ
การพัฒนาระบบสาธารณสุขทางไกล (telehealth) ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน ซึ่งเป็นทั้งการผลักดันของรัฐที่ต้องการให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการบริการทางการแพทย์ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับหุ่นยนต์ทางการแพทย์ เพื่อให้คำปรึกษาทางไกล (teleconsultant) และการผ่าตัดทางไกล (telesurgery) ซึ่งโรงพยาบาลของไทยสามารถเสริมสร้างความร่วมมือการแลกเปลี่ยน know-how และเทคโนโลยีระหว่างกันเพื่อยกระดับการบริการทางการแพทย์ในไทย
ความร่วมมือด้านการแพทย์แผนดั้งเดิม (traditional medicine) การรักษาด้วยแพทย์แผนดั้งเดิมเริ่มกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะที่การรักษาด้วยแพทย์แผนไทย (TTM) และแพทย์แผนจีน (TCM) มีการใช้สมุนไพรชนิดเดียวกันหลายชนิด จึงน่าจะเป็นโอกาสของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ TTM ของไทยที่จะมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย TCM ของมณฑลกวางตุ้ง เพื่อแลกเปลี่ยนด้านวิชาการ หรือการจัดตั้งโครงการวิจัยร่วมกันในด้าน ‘สมุนไพร’ โดยการพัฒนาผลการวิจัยให้เป็นดิจิทัลและวิจัยยาร่วมกัน

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจวเร่งผลักดันความร่วมมือ
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างไทยกับกวางตุ้ง โดยมีแนวทางดำเนินงานใน (1) การส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือทางการแพทย์ โดยการประสานงานกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อกำหนดเป้าหมายและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทด้านการแพทย์ของจีน พร้อมสนับสนุนการหารือระหว่างภาคเอกชนไทยและจีนในการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพแบบครบวงจร (2) การผลักดันความร่วมมือผ่านกลไกทวิภาคี โดยมีแผนจะหยิบยกประเด็นความร่วมมือด้านการแพทย์ในการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงไทย-จีน (HLCC) และส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพดิจิทัลตามยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัลของไทย และ (3) การสำรวจโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ โดยมีแผนสำรวจเกาะเทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติ นครกว่างโจว และเยี่ยมชมบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือด้าน R&D กับบริษัทและสถาบันวิจัยของจีนต่อไป
ด้วยศักยภาพทางการแพทย์ของมณฑลกวางตุ้งและความสามารถในการแข่งขันของไทยในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในอาเซียน การส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพทย์ระหว่างไทยกับมณฑลกวางตุ้งจะช่วยเสริมสร้างให้อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของไทยมีก้าวหน้าและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต ในตอนต่อไป ศูนย์ BIC จะพาผู้อ่านไปเจาะลึก
‘เกาะเทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติ นครกว่างโจว’ พร้อมกับไปส่องนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และสำรวจโอกาส
ความร่วมมือระหว่างกันต่อไป โปรดติดตาม
สรศักดิ์ บุญรอด เขียน
เมษายน 2568
