กว่างซีโชว์เหนือ “เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการปศุสัตว์ที่ยั่งยืน” ปรับแต่งจีโนม “โคนม” สู้วิกฤตโลกเดือด โอกาสต่อยอดความร่วมมือจีน(กว่างซี) – ไทย
5 May 2026
นางสาวฉิน อวี้อิ๋ง เขียน
นายกฤษณะ สุกันตพงศ์ เรียบเรียง
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC)
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง
ภาวะโลกร้อน (Global warming) ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ได้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อการทำปศุสัตว์ สภาวะแวดล้อมดังกล่าวส่งผลโดยตรงกับ “ภาวะเครียดจากความร้อน” (Heat Stress) ในปศุสัตว์เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโคเนื้อ โคนม สุกร และสัตว์ปีก ส่งผลต่อความสมดุลของระบบฮอร์โมน การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ การให้ผลผลิต (เนื้อและนมลดลง) หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
มีวลีจีนที่พูดว่า… “办法总比困难多” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า… ทางออกมีมากกว่าปัญหา (ทุกปัญหามีทางออก) ต้นปีที่ผ่านมา (27 ม.ค. 2569) ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยกว่างซี ซึ่งนำโดยศาสตราจารย์สือ เต๋อซุ่น (Shi Deshun/石德顺) คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “โคนมพันธุ์ Holstein Friesian ที่ทนต่อสภาพอากาศร้อน” แล้ว
| Tips : อย่าสับสน!!! “เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม” (Genome Editing) เป็นเทคนิคที่ใช้ปรับเปลี่ยน/แก้ไขรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่มีความจำเพาะและแม่นยำ หรือเพื่อแก้ไขให้ได้ยีนที่มีลักษณะตามต้องการ โดยไม่มียีนถ่ายฝากจากสิ่งมีชีวิตอื่น แตกต่างจาก “เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม” (Genetic Engineering) หรือเทคนิคการตัดต่อยีนที่สามารถคัดเลือกยีนที่จำเพาะเจาะจงจากสิ่งมีชีวิตต่างชนิด ได้เป็นสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือที่เรียกติดปากว่า “GMOs” (Genetically Modified Organisms) |
ทีมวิจัยใช้เทคนิคขั้นสูง คือ “เทคนิคการปรับแต่งจีโนมที่แม่นยำสูง” (CRISPR-Cas9) กับ “เทคนิคโคลนนิ่งแบบการถ่ายโอนนิวเคลียสของเซลล์ร่างกาย (Somatic Cell Nuclear Transfer หรือ SCNT)” (แบบแกะดอลลี่ที่เคยโด่งดังในอดีต)

กระบวนการปรับแต่งยีนโคนมและการทำโคลนนิ่ง
ที่มา : บัญชีวีแชททางการของ Guangxi University
กล่าวคือ ทีมวิจัยใช้ “เทคนิคการปรับแต่งจีโนมที่แม่นยำสูง” ในการแก้ไขยีนที่มีชื่อว่า PMEL 17 (Pre-melanosomal protein 17) ซึ่งเป็นยีนสำคัญที่สร้างโปรตีนเฉพาะในเซลล์สร้างเม็ดสี (สีผิว ขน และดวงตา) เพื่อควบคุมการแสดงออกของยีน โดยการลบกรดอะมิโนลิวซีน (Leucine) ที่ตำแหน่ง 18 ในยีน PMEL 17 (ทางเทคนิคเรียกวิธีการนี้ว่า p.Leu18del) ซึ่งส่งผลให้วัวพันธุ์ Holstein Friesian มีสีขนจางลง
หลังจากที่ได้สายพันธุ์เซลล์ (Cell lines) ที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมแล้ว ทีมวิจัยฯ ใช้ “เทคนิคโคลนนิ่งแบบการถ่ายโอนนิวเคลียสของเซลล์ร่างกาย (Somatic Cell Nuclear Transfer หรือ SCNT)” ไปใส่ในเซลล์ไข่ที่ถูกดูดนิวเคลียสเดิมออกแล้ว ทำให้ได้ตัวอ่อนที่นำไปฝังในมดลูกตัวรับเพื่อพัฒนาเป็นตัวใหม่
ตามรายงาน ทีมวิจัยได้ย้ายตัวอ่อนไปฝังในมดลูกของแม่โคอุ้มบุญ จำนวน 13 ตัว หลังการย้ายฝากตัวอ่อน 60 วัน พบการตั้งท้องของแม่โค จำนวน 6 ตัว (อัตราการตั้งท้องร้อยละ 46.2) ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ และโคโคลนนิ่งที่เกิดออกมามี “ขนสีเทาอ่อน” ซึ่งต่างกับโคทั่วไปที่มีสีขนเข้ม การที่โคโคลนนิ่งมีขนสีอ่อน เปรียบเสมือนการใส่ “เสื้อคลุมกันแดด” ให้กับโค ช่วยลดการดูดซับความร้อนจากสภาพแวดล้อม

โคนมโคลนนิ่งทนความร้อนตัวแรกของประเทศจีน (ซ้าย) กับโคทั่วไป (ขวา)
ที่บริษัท Guangxi Laibin Lvjian Animal Husbandry Co., Ltd. (广西来宾绿健牧业有限公司)
เมืองหลายปิน เขตฯ กว่างซีจ้วง
บีไอซี ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศาสตราจารย์สือฯ มีผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและพัฒนาพันธุ์โค-กระบือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ และปริมาณผลผลิต อาทิ
- 2542 วัวหลอดแก้วตัวแรกของโลกจากการเก็บรักษาไข่และน้ำเชื้อแช่แข็ง
- 2548 ควายโคลนนิ่งที่มีชีวิตตัวแรกของโลกด้วยวิธีการโคลนนิ่งเซลล์แกรนูโลซา (Granulosa Cell) ในรังไข่ควายโตเต็มวัย
- 2553 ควายโคลนนิ่งตัวแรกของโลกจากเทคนิคการดัดแปลงพันธุกรรม ควายหลอดแก้วตัวแรกของประเทศจีน และวัวโคลนนิ่งด้วยเทคนิคการถ่ายโอนนิวเคลียสจากเซลล์ตัวอ่อน (Embryonic Cell Cloning)
บีไอซี เห็นว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นอีกหนึ่ง “ก้าวสำคัญ” ของ Technology Breakthrough ด้านปศุสัตว์ของจีนในการพัฒนาพันธุ์โค เพื่อรับมือภาวะโลกร้อน เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเทคนิคการปรับแต่งจีโนมที่แม่นยำสูงของประเทศจีนได้ก้าวถึงมาตรฐานชั้นนำระดับสากล และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเขตฯ กว่างซีจ้วงในการนำนวัตกรรมมารับมือวิกฤตโลกร้อน และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมปศุสัตว์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ในบริบทของประเทศไทย ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร ปี 2567 ได้ระบุว่า เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมมีศักยภาพสำหรับการปรับปรุงพันธุ์สิ่งมีชีวิตเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร (ทั้งกรณีพืช สัตว์น้ำ สัตว์ และจุลินทรีย์) สามารถปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้อย่างปลอดภัยและจำหน่ายเชิงพาณิชย์อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการแข่งขันของภาคการเกษตรเพื่อรองรับวิกฤตความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ให้การยอมรับและสนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าว รวมทั้งคณะกรรมการเทคนิคด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้กำหนดแนวทางการพิจารณาสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมไว้แล้วด้วย
บีไอซี เห็นว่า องค์กรหรือสถาบันการศึกษาไทยสามารถร่วมเป็นพันธมิตรกับทีมวิจัยมหาวิทยาลัยกว่างซีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพใหม่ ๆ ในแวดวงปศุสัตว์ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตร่วมกันได้
*******************************
