ไทยอยู่ตรงไหนในอุตสาหกรรมยางพารายูนนาน “ยุคทำเองแบบครบวงจร”

มณฑลยูนนานนับเป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยมีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 9 ล้านหมู่ (ประมาณ 3.75 ล้านไร่) คิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่ปลูกยางพาราของทั้งประเทศจีน โดยในจำนวนดังกล่าว เป็นพื้นที่ปลูกยางพาราที่กรีดได้แล้วประมาณ 6 ล้านหมู่ (ประมาณ 2.5 ล้านไร่) มีปริมาณผลผลิตต่อปีประมาณ 6 แสนตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53 ของปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติทั้งหมดของจีน มีมูลค่าการผลิตรวมกว่า 9,000 ล้านหยวน

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแปรรูปยางธรรมชาติของมณฑลยูนนานยังอยู่ในระดับค่อนข้างล้าหลัง เนื่องจากขาดแคลนเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและเครื่องจักรทันสมัย รวมทั้งการไม่พัฒนาห่วงโซ่อุปทานมารองรับ จึงทำให้อุตสาหกรรมแปรรูปยางธรรมชาติของมณฑลยูนนานมีศักยภาพเพียงแค่การแปรรูปขั้นต้นและเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบให้แก่ผู้แปรรูปชั้นนำภายในประเทศเท่านั้น นับเป็นการพลาดโอกาสในการต่อยอดจากจุดแข็งของการเป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีน

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลมณฑลยูนนานจึงหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราให้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่มีจุดแข็งและมีเอกลักษณ์โดดเด่นของมณฑล โดยบริษัท China Rubber Yong Sheng Southeast Asia Latex Products จำกัด (中胶永生东南亚乳胶制品股份有限公司) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสดังกล่าวและตัดสินใจลงทุนโครงการพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำยางเข้มข้นขั้นสูงด้วยงบประมาณ 1,260 ล้านหยวน โดยขณะนี้โครงการระยะที่ 1 ที่เขตฯ สิบสองปันนา ได้เริ่มมีการผลิตสินค้าแล้ว ขณะที่โครงการระยะที่ 2 อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จึงทำให้ในขณะนี้บริษัทแห่งนี้เป็นวิสาหกิจเพียงแห่งเดียวของจีนที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมยางพาราอย่างครบวงจรทั้งการเพาะปลูก การแปรรูปขั้นสูง และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากน้ำยางเข้มข้น

ทั้งนี้ เมื่อโครงการดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ คาดการณ์ว่า จะสามารถสร้างรายได้ให้กับมณฑลยูนนานกว่า 4,890 ล้านหยวน โดยมีการตั้งเป้าหมายรายได้ระยะยาวที่ 10,000 ล้านหยวน และแม้ขณะนี้จะมีสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 แต่ในปี 2563 บริษัท China Rubber Yong Sheng จำกัด ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำยางเข้มข้นที่ 20,000 ตัน น้ำยางเกรดพิเศษสำหรับใช้งานเฉพาะด้านที่ 50,000 ตัน ยางสกิมที่ 6,000 ตัน ถุงมือทางการแพทย์ที่ 20 ล้านชิ้น ถุงยางอนามัยที่ 140 ล้านชิ้น หมอนยางพาราที่ 4.8 ล้านชิ้น เตียงยางพาราที่ 7.2 แสนหลัง วัสดุจากน้ำยางอัดแผ่นที่ 90,000 ตารางเมตร รวมทั้งคาดการณ์รายได้โดยรวมที่ 1,500 ล้านหยวน

ในภาพรวม การพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของมณฑลยูนนานเริ่มต้นมาจากการส่งเสริมให้มีการปลูกยางพาราในเขตฯ สิบสองปันนาซึ่งมีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นคล้ายกับในประเทศไทย โดยมีการกล่าวอ้างว่า สามารถผลิตน้ำยางได้มากกว่า 100 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 หมู่ (ประมาณ 0.4 ไร่) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูกในมณฑลอื่นของจีน รวมทั้งอัตราผลผลิตของไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่า ลักษณะการปลูกยางพาราในเขตฯ สิบสองปันนามีความหนาแน่นต่อพื้นที่สูงมาก ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูกมากเป็นพิเศษตามไปด้วย

มณฑลยูนนานยังได้ต่อยอดการเพาะปลูกยางพาราไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปขั้นสูงโดยเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตจากมาเลเซียและไทย รวมทั้งนำเข้าเครื่องมือที่ทันสมัยจากเยอรมนี พร้อมกับทำงานร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกและแปรรูปยางพาราทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการก่อตั้ง “China Rubber Southeast Asia Latex Products Research and Development Center” (中胶东南亚乳胶制品研发中心) เพื่อขยายห่วงโซ่อุปทานและสร้างระบบการพัฒนาคุณภาพอุตสาหกรรมยางพาราของมณฑลยูนนานในระดับสูง

จากข้อมูลสถิติ พบว่า ในปี 2556 มูลค่าการนำเข้ายางพาราจากไทยของมณฑลยูนนานคิดเป็น 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะมีมูลค่าลดลงมากว่าหนึ่งในสี่จนเหลือเพียง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 ที่สำคัญ ในปีเดียวกันนี้ นอกจากการส่งเสริมการปลูกยางพาราเองแล้ว มณฑลยูนนานยังหันมานำเข้ายางพาราจาก สปป. ลาวและเมียนมาจนมีมูลค่าสูงถึง 256 ล้านดอลลาร์สหรัฐและ 187 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ อันเป็นผลมาจากการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกพืขทดแทนพืชเสพติดในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จะพบว่า อุตสาหกรรมยางพาราก็ไม่ต่างกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ในอดีตจีนยังไม่มีศักยภาพมากพอก่อนที่จะเร่งพัฒนาและเรียนรู้จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับสูง ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกในประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักของแต่ละอุตสาหกรรมนั้น ดังนั้น ใน “ยุคทำเองแบบครบวงจร” นี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกยางพาราที่พึ่งพาตลาดจีนเป็นสำคัญ จึงต้องเร่งกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์การผลิตยางธรรมชาติของประเทศในภาพรวม นอกเหนือจากการขยายตลาดและช่องทางต่อยอดทางธุรกิจใหม่ ๆ ไทยยังต้องเร่งพัฒนานนวัตกรรมและยกระดับคุณภาพของยางธรรมชาติเพื่อพัฒนาจุดแข็งเพิ่มเติม รวมทั้งลดผลกระทบจาก “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” ของไทยที่ลดลงในอุตสาหกรรมนี้ในตลาดจีนและตลาดโลก

ที่มา: http://yn.yunnan.cn/system/2020/06/28/030748786.shtml

Print

COMMENT

avatar
  Subscribe  
Notify of

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม