“เมื่อบ๊ะจ่างมีรสข้าวเหนียวทุเรียน เมื่อโชว์เปี้ยนเหลี่ยนเปลี่ยนเป็นหน้าหนุมาน”

แนวทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีนในยุคที่จีนเรืองอำนาจ

ตอนนี้ ก็ย่างใกล้ช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ซึ่งในปี 2555 นี้ ตรงกับวันที่ 23 มิถุนายน 2555 ขนมข้าวเหนียวปั้นรูปทรงคล้ายปิระมิด ที่คนจีนเขาเรียกว่า จ้งจื่อ (Zong Zi: 粽子) ก็เริ่มมีขายเกลื่อนกลาดในตลาดและซุปเปอร์มาเก็ตของนครเฉิงตู ในลักษณะของกล่องบรรจุที่หลากหลายสีสันสวยงาม ราคาหลากรูปแบบจากถูกๆ ไปจนแพงแบบ shock price

ทำให้มีคำถามว่า คนจีนเดี๋ยวนี้เขาหันกลับมาไหว้บ๊ะจ่างแบบคนไทยเชื้อสายจีนที่เมืองไทยของเราแล้วหรือ แต่แล้วจากการสอบปากคำคนจีนใกล้ตัวทั้งหลาย ส่วนใหญ่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ขนมดังกล่าวก็มีไว้กินเปลี่ยนรสชาติในบรรยากาศงานประเพณีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลายคนก็ทราบที่มาที่ไปของขนมนี้ว่า เทศกาลตวนอู่ มีขึ้นเพื่อระลึกถึงวันที่ ูวหยวน(Qu Yuan: 屈原 พ.ศ. 203-265) กวีผู้รักชาติและจงรักภักดีแห่งรัฐฉู่กระโดดน้ำเสียชีวิต และประชาชนที่เคารพรักเขาก็โยนขนมนี้ลงในแม่น้ำเพื่อให้เขากิน หรือบ้างก็เล่าว่าโยนเพื่อไปให้ปลากินจะได้ไม่มากินร่างเขา บ้างที่รู้จริงอีกระดับ ก็อธิบายยาวเลยว่า ตั้งใจโยนให้เขากิน แต่ปลามากินหมด วิญญาณเขาก็เลยเข้ามาเข้าฝันว่าให้เอาใบไผ่ห่อเป็นก้อนก่อน ปลาจะได้ไม่มากิน แต่ความที่ปลาแม่น้ำแยงซีเกียงมีมากและคงอดอยากก็เลยยังตอดกินได้ เขาเลยบอกในฝันต่อว่า หากจะให้ปลากลัวไม่กล้ากิน ก็ทำเรือเป็นรูปมังกรลอยลงไปด้วย ปลาจะได้นึกว่าเป็นของมังกร และไม่มาแย่งกินในที่สุด ช่วงงานนี้ ก็เลยมีเทศกาลแข่งเรือมังกร (Long Zhou:龙舟) ควบคู่ไปด้วย

อันที่จริงแล้ว ความเป็นไปของเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างในสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันนั้น มีอะไรน่าสนใจไปกว่าการกินขนมบ๊ะจ่างมากมายนัก นับย้อนไปหลังปฏิวัติคอมมิวนิสต์ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ที่จีนได้แปรสภาพเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงนั้นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่สำหรับรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของประธานเหมาฯ ได้นำประชาชนทั้งประเทศเข้าสู่ยุคอุดมคติที่ว่าทุกคนมีความเสมอภาคกัน ร่วมแรงใจกันพัฒนา

ในช่วงนั้น ไม่มีใครจะสนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรมเท่ากับปากท้อง และการดำรงชีพให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ใหม่ที่ต้องมีคำอธิบายทุกอย่างด้วยวิทยาศาสตร์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ วัดวาอาราม โบราณสถาน ถูกทอดทิ้ง เช่นเดียวกับ งานศิลปแขนงต่างๆ มรดกทางวัฒนธรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ไปจนถึงคหกรรมศิลป์ทำบ๊ะจ่าง ล้วนถูกบั่นทอน ริดรอน และสอนให้ลืมความหมายและความเชื่อที่เคยหยั่งรากลึกมาช้านาน มิหนำซ้ำ ยังถูกกระหน่ำล้างบางอีกครั้งอย่างรุนแรงในช่วงของการปฏิวัติวัฒนธรรม พ.ศ.2509-2519 ซึ่งพวก กองทัพพิทักษ์แดง (Red Guard) ได้กระทำการ ส่งท้ายก่อนท่านประธานเหมาฯ จะอำลาโลกไป จนคนรุ่นถัดมาส่วนใหญ่ ถูกตัดโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดความเชื่อและศิลปวัฒนธรรมคลาสสิกที่สืบทอดมายาวนานของจีน

วัฒนธรรมเป็นสิ่งมีคุณค่าและสวยงาม เป็นสัจธรรมที่อยู่คู่มวลมนุษย์เสมอ ไม่กี่ปีหลังการจากไปของประธานเหมาฯ พร้อมกับการปฏิรูปประเทศโดยนโยบาย สี่ทันสมัยที่ริเริ่มและดำเนินการโดยรัฐบุรุษ โจวเอินไหล และ เติ้งเสี่ยวผิง ตามลำดับ

จีนได้เริ่มฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ มีแม้กระทั่งการเปิดรับศิลปวัฒนธรรมจากตะวันตก จากการต้อนรับ ไอแซก สเติร์น (Isaac Stern) นักไวโอลินระดับโลก ครูสอนดนตรีที่ได้รับเชิญให้เดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ในประเทศจีน เพื่อ "แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม" ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2522 เป็นเวลา 3 สัปดาห์ที่การเดินทาง นำมาถูกเรียบเรียงเป็นภาพยนตร์เชิงสารคดีFrom Mao to Mozart: Isaac Stern in China” ซึ่งสเติร์นได้มีการกล่าวถึงความงุนงงไม่เข้าใจในช่วงแรกต่อการเรียนรู้ศิลปดนตรีของเยาวชนที่ถูกเลี้ยงให้เติบโตขึ้นในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมอันเป็นยามที่ศิลปะทุกแขนงถูกมองเป็นสิ่งไม่ดี เด็กจำนวนหนึ่งได้ถูกคัดเลือกมาเข้าคอร์สเรียนดนตรีสากล ในเวลาต่อมา สเติร์นได้สนับสนุนให้เด็กหลายคนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และกลายเป็นนักดนตรีคลาสสิกระดับโลก เช่น หวัง เจี้ยน (Jian Wang) ฉู่ เหว่ยหลิง (Vera Tsu) และ ชุน ผาน (Pan Chun)

หลังก้าวเข้าสู่ต้นทศวรรษ 2540 หรือเริ่มคริสตศตวรรษใหม่ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนที่ไม่หยุดยั้งทำให้โอกาสและชีวิตคนจีนสดใสมากขึ้น งานหนึ่งที่รัฐบาลจีนต้องหันมาผลักดันเต็มที่นอกจากการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นแล้ว ก็คือ

การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม และนำพาประชาชนให้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตนเองที่นับย้อนไปได้หลายพันปี รวมทั้งมีการเปิดรับวัฒนธรรมและศิลปสากลเข้ามาผสมผสาน ความคิดเร็ว พูดเร็ว ทำเร็ว และเงินถึงของจีน

ทำให้เพียงไม่กี่ปีการฟื้นฟูวัฒนธรรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว โบราณสถานจำนวนมากที่หลายแห่งเคยถูกทุบตีทำลายได้รับบูรณะอย่างเป็นระบบ พร้อมกับความอลังการใหญ่โตของซุ้มประตูและอัตราค่าบัตรเข้าดูที่ต้องกัดฟันจ่าย การฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อาทิ นาฏศิลป์ ดนตรี ก็ได้รับการฟื้นฟูโดยผ่านกระบวนการพัฒนาสถาบันและบุคลากรอย่างเป็นระบบ ผนวกกับการเสริมมูลค่าเพิ่มด้วยเทคนิคทางการค้าและการท่องเที่ยว ทำให้สินค้าและเทศกาลทางวัฒนธรรมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ดังกรณีของเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างตวนอู่ ซึ่งรัฐบาลจีนเพิ่งประกาศให้กลับมาเป็นวันหยุดราชการเมื่อปี 2551 ขนมบ๊ะจ่างสารพัดชนิดกลางซุปเปอร์มาร์เก็ต จึงเป็นอีกหนึ่งในโครงการฟื้นฟูและสืบสานวัฒนธรรมของรัฐบาลจีน ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ และขัดต่อการพัฒนา

ปัจจุบัน จึงถือได้ว่า รัฐบาลจีนก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการปลุกวิญญาณมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีพัฒนาการมายาวนานของตนให้กลับคืนมาในรูปแบบต่างๆ และกำลังจะแผ่ขยายอิทธิพลของวัฒนธรรมออกสู่ประเทศเพื่อนบ้านและกระจายไปทั่วโลก

ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างมหาศาล เป็นเรื่องที่ไม่ยากที่รัฐบาลจีนจะผลักดันการส่งออกวัฒนธรรมไปยังประเทศอื่น ดังที่กระทรวงวัฒนธรรมจีนได้กำหนดยุทธศาสตร์ของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับต่างประเทศไว้ว่า

เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเทศ โดยการนำเอาทรัพยากรด้านวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการแลกเปลี่ยน การเจรจาสื่อสาร ตลอดจน การจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อให้อีกประเทศเกิดความเข้าใจและสร้างการยอมรับซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจีนได้มียุทธศาสตร์หลักในการผลักดันและส่งเสริมวัฒนธรรมไปยังต่างประเทศอยู่ 3 ประการ ได้แก่

1. การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน

ภาษาจีนเป็นภาษาที่มีคุณลักษณะพิเศษ กล่าวคือเป็นภาษาที่ใช้อักษรภาพล้วน (ไม่มีตัวสะกด) และเป็น 1 ใน 6 ภาษาของสหประชาชาติ (แม้ว่าจะมีเพียงรัฐสมาชิกเดียวที่ใช้ภาษานี้ล้วนๆ) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา คณะทูตถาวรของจีนประจำนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้ร่วมกับสำนักงานสหประชาชาติประจำนครเจนีวาจัดกิจกรรม"วันภาษาจีนแห่งสหประชาชาติ" ที่อาคาร Palais des Nations สํานักงานใหญ่ของสหประชาชาติประจําทวีปยุโรป

รัฐบาลจีนถือว่า หากภาษาเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการของโลกมากเพียงใด แสดงให้เห็นว่าประเทศและชนชาติที่ใช้ภาษาดังกล่าว ก็จะเป็นประเทศที่มีระดับและเป็นที่นับหน้าถือตาจากผู้คนทั้งโลกมากเท่านั้น

ก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่นี้ จีนเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบในการผลักดันและส่งเสริมภาษาจีนให้เป็นที่ยอมรับและเป็นภาษาที่ทุกคนต้องการร่ำเรียนมากที่สุด นโยบายส่งออกครูภาษาจีน ก็เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ และปัจจุบันนี้ จำนวนผู้ที่เข้าร่วมการสอบวัดระดับพื้นฐานทางภาษาจีน (HSK) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ยปีละ 40-50% ซึ่งอัตราดังกล่าวมีจำนวนเดียวกับการสอบวัดระดับพื้นฐานภาษาอังกฤษ (TOEFL) เมื่อ 10 ปีก่อน

และส่วนสำคัญของความสำเร็จอันหนึ่งของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการเผยแแพร่ภาษาจีนได้สะดวกรวดเร็ว ก็คือการประยุกต์ตัวอักษรชุดง่าย (简体字) ขึ้นแทนตัวอักษรเต็ม (繁体字) พร้อมจัดชุดคำสะกดตัวอักษรโรมันพินอิน (拼音) ทำให้การศึกษาภาษาจีนมีความง่ายและสะดวกขึ้นมาก

2. การสร้างสถาบันด้านภาษาและวัฒนธรรมจีนในต่างแดน

การหันไปชำเลืองมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นกลไกหนึ่งในการกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในรูปแบบวัฒนธรรมนำการค้า จนได้รับความนิยมไปทั่ว อย่าง J Pop และ K Pop ก็มีผลกระตุ้นให้เกิดความต้องการแข่งขันส่งออกวัฒนธรรมของจีนอย่างมาก

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2547 จีนได้ก่อตั้งสถาบันขงจื่อ ขึ้นเป็นแห่งแรกในเกาหลีใต้ เพื่อเป็นเขตฐานวัฒนธรรมในต่างแดน โดยมีเป้าหมายพัฒนาความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดและแนบแน่นขึ้น และให้ประชาชนของทั้งสองประเทศมีการไปมาหาสู่ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมกันอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน ทั่วโลกได้มีการจัดตั้งสถาบันขงจื่อ (ในมหาวิทยาลัย) จำนวนกว่า 350 แห่ง และห้องเรียนขงจื่อ (ในโรงเรียน) จำนวนมากกว่า 500 แห่งแล้ว

นอกจากสถาบันขงจื่อ รัฐบาลของจีนยังได้จัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมจีนอีก 7 แห่ง ที่กรุงพอร์ตหลุยส์ (Port Louis) มอริเชียส, กรุงโคโทนู (Cotonou) เบนิน, กรุงโซล เกาหลีใต้, กรุงไคโร อียิปต์ กรุงปารีส ฝรั่งเศส, กรุงวัลเลตตา (Valletta) มอลตา และกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี และยังมีโครงการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมจีนเพิ่มขึ้นอีก 10 กว่าแห่งในประเทศต่างๆ โดยประเทศกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เม็กซิโก มองโกเลีย อินเดีย ไทย ญี่ปุ่นรัสเซีย อังกฤษ สเปน คาซัคสถาน โรมาเนีย โปแลนด์ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม บราซิล และสิงคโปร์ การจัดตั้งฐานที่มั่นในการเผยแพร่วัฒนธรรม จึงเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่สำคัญอีกประการหนึ่งของจีน และไทยก็อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจได้ ที่จีนคัดสรรมาอย่างดีแล้วด้วย

3. จัดกิจกรรมหรือนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน

ในแต่ละปี รัฐบาลจีนทั้งส่วนกลาง และส่วนมณฑล จะสนับสนุนการออกไปจัดนิทรรศการหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมวัฒนธรรมจีน ไม่ว่าการจัดนิทรรศการภาพถ่าย การส่งคณะนักแสดงนาฏศิลป์ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม ดังเช่นในแต่ละปีมณฑลเสฉวนก็จะส่งนักแสดงอุปรากรเปลี่ยนหน้ากากไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศไทย บางคนก็ซื้อหัวโขนไทยติดไม้ติดมือมาด้วย เผื่อวันหนึ่งจะมีการพัฒนาฝึกเทคนิคใหม่ กลับมาจัดแสดงในชุดเปลี่ยนหน้าเห้งเจียใหัเป็นหนุมาน

สำหรับการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนนั้น ในแง่มุมหนึ่ง วัฒนธรรมจีนซึ่งแสดงออกมาผ่านดนตรี นาฏศิลป์ วิจิตรศิลป์ ก็ได้รับความนิยมชมชอบในฐานะวัฒนธรรมของญาติมหาอำนาจยิ่งใหญ่ใกล้ตัวที่คุ้นเคยรับรู้มานาน และในอีกแง่มุม วัฒนธรรมจีนก็สามารถนำเสนอของแปลกที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ อาทิ กายกรรม กังฟู หรืออุปรากรเปลี่ยนหน้ากาก ที่ยากที่ผู้ชมจะค้นพบเทคนิคของการฝึกฝนอันน่าอัศจรรย์

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจีน ได้เสนอนโยบายปฎิรูปและพัฒนาวัฒนธรรมในแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศ 5 ปีฉบับที่ 12 โดยมีเป้าหมายของการพัฒนาด้านวัฒนธรรมที่ชัดเจนว่า

จะต้องผลักดันวัฒนธรรมกับการค้าให้ก้าวหน้าขึ้นสู่อีกระดับ พร้อมกับปรับปรุงขอบเขตการทำงานและกรอบความร่วมมือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับอิทธิพลของวัฒนธรรมจีนที่กำลังขยายออกไปข้างนอกอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงวัฒนธรรมจีนรายงานว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จด้านการเผยแพร่วัฒนธรรม คือ ในช่วงระหว่างการดำเนินแผนยุทธศาสตร์ฯ จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ โดยตั้งเป้าที่จะจัดกิจกรรมใหญ่ระดับประเทศเป็นจำนวนมากกว่า 30 กิจกรรม ซึ่งจะเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงและทรงคุณค่าด้านวัฒนธรรมระดับนานาชาติจำนวน 500 รายและยุวทูตไมตรีด้านวัฒนธรรมอีกจำนวนกว่า 1,000 รายมาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ตลอดจน จะพยายามจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมจีนในต่างแดน ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าจะสามารถบรรลุการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวได้จำนวน 30 แห่งทั่วโลก

โดยในโครงร่างแผนปฎิรูปและพัฒนาวัฒนธรรมของจีนระบุว่า

(1) จีนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม โดยขยายการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มแนวคิดของกรอบความคิดด้านวัฒนธรรมในการเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่งเสริมการเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนเปิดกว้างและยอมรับในมุมมองและแนวคิดที่แตกต่างด้านวัฒนธรรม

(2) จีนต้องเร่งดำเนินการสร้างศูนย์วัฒนธรรมจีนในต่างแดน โดยต้องคำนึงถึงความเป็นเอนกประสงค์ สามารถสอดรับและประยุกต์ให้เข้ากับทุกสถานการณ์ ซึ่งศูนย์วัฒนธรรมดังกล่าวจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ อาทิ ศูนย์การศึกษา องค์กรวัฒนธรรม เพื่ออาศัยกำลังและความได้เปรียบจากองค์กรท้องถิ่นเหล่านั้น ผลักดันให้เกิดปฎิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนกับประชากรท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มระดับความสามารถในการเผยแพร่วัฒนธรรมจีนสู่สากลอีกทางหนึ่ง

(3) จีนต้องกระตือรือร้นเพื่อค้นคว้าแสวงหาลู่ทางใหม่ๆ ในการเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ อาศัยด้านพาณิชย์ โดยผลักดันวัฒนธรรมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่ง ส่งออกสู่ตลาดสากลในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ดี จีนก็ควรจะนำเข้าผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของวัฒนธรรมเช่นกัน เพื่อสอดคล้องกับกลไกด้านการค้า ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญให้จีนสามารถเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของต่างแดนมากขึ้น

ไทยกับการตั้งรับอย่างชาญฉลาดต่อยุทธศาสตร์เชิงรุกทางวัฒนธรรมของจีน

จากนโยบายของรัฐบาลจีนที่ประกาศผ่านกระทรวงวัฒนธรรม จีนได้แสดงท่าทีชัดเจนในการส่งออกวัฒนธรรมไปยังต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ของจีนก็แสดงสปิริตถึงความต้องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศอื่น แม้ว่าการแลกเปลี่ยนนั้นอาจจะหาความเสมอภาคเท่าเทียมได้ยาก

ปัจจุบันประเทศไทยเองก็ได้มีสถาบันขงจื่อ 12 แห่ง ห้องเรียนขงจื่อ 11 แห่ง โรงเรียนกว่า 3,000 แห่ง เปิดสอนภาษาจีน และผู้เรียนภาษาจีนในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 8 แสนคน เป็นประโยค ชี้แจงข้อมูลล่าสุดที่ ฯพณฯ ก่วน มู่ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวรายงานต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในพิธีเปิดโครงการครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนซึ่งสำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ หรือ ฮั่นปั้น (Han Ban : 汉办) ได้ส่งครูอาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาจีนในประเทศไทยอีก 1,200 คน และมีโครงการที่จะนำอาสาสมัครที่เป็นนักเรียนนักศึกษาประมาณอีก 4,000 คน มาช่วยสอนภาษาจีนให้กับนักเรียนไทยเพิ่มเติมอีก

สำหรับโครงการของฮั่นปั้น นอกจากจะสอนภาษาแล้ว ยังมีกิจกรรมสอดแทรกวัฒนธรรมมากมายที่ถ่ายทอดเข้าสู่ลูกหลานชาวไทย อาทิ การสอนขับร้องเพลงจีน การสอนนาฏศิลป์จีน และการเปิดคอร์สสอนให้นักเรียนตัวเล็กให้ร่วมทำบ๊ะจ่าง รองรับเทศกาลตวนอู่ที่จะมีขึ้น

โดยธรรมชาติของคนไทยนั้น เป็นคนใจกว้างเปิดรับและยินดีเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติเสมอมา ด้วยลักษณะนิสัยนี้ของคนไทยทำให้การเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมของต่างชาติ รวมทั้งจีนเอง ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและไม่มีอุปสรรคท้าทายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยแม้จะเล็กหากเทียบกับมังกรยักษ์อย่างจีน แต่ก็เป็นราชอาณาจักรที่มีการสืบสานทางวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องและมีความความโดดเด่นเฉพาะตัว มีสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของตนเองอย่างมากมาย รวมทั้งไม่มีปมแค้นในประวัติศาสตร์กับจีนแบบชาว J Pop การเสพย์วัฒนธรรมไทยเองจึงกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของคนจีนที่แสวงหารสนิยมที่แตกต่างและความมีระดับ และมีความเป็นไปได้สูง ที่ไทยจะสร้างแบรนด์ T Pop บุกตลาดจีน หากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยพยายาม

การที่ไทยไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีกลไกการบริหารจัดการและงบประมาณรองรับที่ท่วมท้น การส่งเสริมภาษาวัฒนธรรมไทยจึงมิอาจทำแยกรายแขนงได้ หากต้องอาศัยการขายแพคเกจ เน้นการถ่ายทอดองค์รวมแห่งวัฒนธรรมอันวิจิตรของไทยให้คนจีนอยากเรียนรู้ นั่นหมายความว่า การจะให้คนจีนอยากรับรู้และเรียนรู้วัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย อาหารไทย มวยไทย นาฏศิลป์ไทย เพลงไทย ตลอดจนภาพยนตร์ไทย และอะไรไทยๆ อื่นๆ อีกมากมายนั้น ต้องใช้แนวทางผลักดันอย่างใจกว้างและมีบูรณาการ อาทิ นอกจากการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนภาษาไทยในฐานะวิชาบังคับ วิชาเอก วิชาโท หลักสูตรสาขาปริญญาตรี จบแล้วหางานทำที่ใช้ภาษาไทยได้แล้ว ก็ควรสนับสนุนให้นักเรียนจีนที่อาจอยากเรียนภาษาไทยเป็นวิชาเลือกได้มีโอกาสเรียนเสริมหรือนอกเวลา

เพื่อให้โอกาสแก่นักศึกษาหนุ่มที่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสไปผจญภัยใต้ทะเล ดำน้ำดูปะการังที่ภูเก็ต เมื่อเรียนจบ หางานและเก็บเงินก้อนแรกได้สำเร็จ หรือนักศึกษาสาวที่หวังว่าวันหนึ่งจะได้ร่วมชูป้ายที่สนามบินตะโกนกล่าวคำว่า ฉันรักคุณ กับหนุ่มนักแสดงไทย หรือ กรณีของนักเรียนมัธยมที่พยายามสะกดเสียงภาษาไทยโดยใช้ตัวพินอิน เพื่อที่จะร้องเพลงไทยของศิลปินคนโปรดบนหน้าจอคาราโอเคะ

ดังนั้น การเตรียมงานเดินสายของดารานักแสดงหรือนักมวยไทยหรือนักอะไรของไทยไม่ว่าจะสาขาไหน ก็ควรที่จะพยายามถ่ายทอดคุณค่าความเป็นไทยไปในขณะเดียวกัน อาทิ ไหว้อย่างไทย ร้องเพลงไทย รำไทย หรือไปปรุงอาหารไทยออกอากาศให้คนจีนได้รับทราบ ทั้งนี้ หน่วยงานไทยทั้งภาคราชการและเอกชนที่พอจะมีงบประมาณสนับสนุนด้านวัฒนธรรม ก็ควรพยายามสอดแทรกวัฒนธรรมความเป็นไทยแบบบูรณาการส่งออกให้เต็มที่ สิ่งเล็กๆ มากมายในวัฒนธรรมความเป็นไทย ก็สามารถสร้างกระแส T Pop ที่ยิ่งใหญ่ กลายเป็นความรักความชอบไทยของคนต่างชาติได้ในที่สุด

ปรากฏการณ์ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยสู่จีนและนานาประเทศ แม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ แต่ก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติส่วนตัวของวัฒนธรรมไทยที่มีความวิจิตร สวยงาม ผ่อนคลาย หลากหลาย และยืดหยุ่นสามารถผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ไม่ยาก

ในปัจจุบัน ที่นครเฉิงตูเอง ก็สังเกตได้ว่าเหล่าครูอาสาสมัครจีนจำนวนหนึ่งที่เดินทางกลับมาจากเมืองไทยหลายคน ก็มีอาการแปลกๆ ไม่เหมือนชาวจีนทั่วไป เช่นจะผงกหัวเล็กน้อยเวลาเดินผ่านหน้าเหล่ารถยนต์แบรนด์ดังที่ไม่ค่อยเต็มใจจอดให้คนข้าม เข้าคิวรอซื้อรอสั่งสินค้าในอาการม่านๆ (แปลว่าช้าๆ ) หรืออดไม่ได้ที่จะต้องแวะร้านอาหารไทยใกล้ๆ สัปดาห์ละครั้งเพื่อสั่งข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวที่เคยทานที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยในไทย และจบวันงานด้วยการกลับบ้านดูละครไทยของสถานีอันฮุย

ตอนนี้ คงแค่ลุ้นรอดูว่า เทศกาลตวนอู่ในปีนี้ พวกเธอจะตัดสินใจเดินไปห้างโลตัส (ของเครือเจริญโภคภัณฑ์) ซื้อหาทุเรียนมาผสมทำบ๊ะจ่างมาแจกพวกเรากินกันไหมนั่นเอง

Writer

Writer

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน

Print

COMMENT

avatar
  Subscribe  
Notify of

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม