ฮ่องกงกับบทบาทสนับสนุนกรอบความร่วมมือตามแนวคิดริเริ่ม Belt and Road ของจีนและจุดเชื่อมโยงมาสู่ไทย



ขอขอบคุณภาพจากเว็บไซด์ www.scmp.com

แนวคิดริเริ่ม Belt and Road ของจีน

    ก่อนหน้านี้บีไอซีเคยเสนอบทความเรื่อง “แนวคิดริเริ่ม One Belt One Road กับโอกาสทางธุรกิจฮ่องกง” ไปแล้วนั้น จะเห็นได้สิ่งที่เรียกว่า One Belt, One Road หรือ Belt and Road Initiative ก็คือยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ที่ริเริ่มขึ้นโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเชื่อมโยงด้านคมนาคม ด้านโลจิสติกส์ ของ 65 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจที่เริ่มจากเส้นทางบก (Silk Road) จากจีนไปยังเอเชียกลางสู่ตะวันออกกลางไปสู่ยุโรป กับเส้นทางทะเล (Maritime Silk Road) ที่เริ่มจากจีนผ่านลงมาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มุ่งสู่เอเชียใต้และแอฟริกา เพื่อกระชับความร่วมมือและสร้างความมั่นคงทางด้านการค้าทั้งทางบกทางทะเล นับว่าแนวคิดริเริ่ม Belt and Road เป็นนโยบายที่รัฐบาลจีนมุ่งเน้นให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นเพื่อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับพหุภาคีที่จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมานี้ รัฐบาลจีนได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด Belt and Road Summit ขึ้นที่กรุงปักกิ่ง โดยมีผู้นำประเทศจีน ประเทศและเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ บนเส้นทาง One Belt One Road ได้เข้าร่วม

    ในการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2560 นาย C.Y. Leung ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงก็ได้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยตามรายสาขา (thematic session) ในสาขาความเชื่อมโยงทางการเงิน (financial connectivity) และได้กล่าวถึงการใช้จุดแข็งของฮ่องกงเพื่อมาสนับสนุนความร่วมมือในกรอบ Belt and Road ที่บีไอซีสรุปได้ 4 ประเด็นหลักดังนี้

    1. บทบาทการเป็นศูนย์กลางทางการเงินจีนของโลก (The world’s China financial center) ที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างจีนกับประเทศและเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ตามเส้นทาง Belt and Road ฮ่องกงเป็นเมืองนานาชาติ (International city) เป็นเมืองท่าเสรีที่ไม่มีนโยบายการควบคุมเงินทุน จนกระทั่ง The Heritage Foundation ได้ยกย่องให้ฮ่องกงเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจอย่างเสรีของโลกเป็นอันดับหนึ่ง (World’s freest economy) มากว่า 23 ปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้บริษัทจากจีน และจากต่างประเทศกว่า 8,000 แห่งมาเปิดทำธุรกิจอยู่ในฮ่องกงรวมถึงธนาคาร 75 แห่ง จาก 100 ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้ฮ่องกงกลายเป็นแหล่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินที่มีคุณภาพ และมีความเชี่ยวชาญต่าง ๆ กัน เช่น จากหลากหลายเชื้อชาติ นายธนาคาร นักกฎหมาย นักบัญชี ผู้บริหารความเสี่ยง ล้วนมีประสบการณ์ด้านธุรกรรมข้ามพรมแดน ทำให้มีความเข้าใจในตลาดจีนรวมถึงตลาดในภูมิภาค และ ตลาดโลก ฮ่องกงจึงเป็นจุดเชื่อมโยงทางการเงิน (Financial connectivity) ที่ดีเยี่ยมซึ่งเป็นหัวใจของ Belt and Road เป็น super-connectivity ที่จะใช้ประโยชน์จากหลักการ “หนึ่งประเทศสองระบบ” (one country, two systems) ซึ่ง one country หมายถึง การที่ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีน และได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากจีน ส่วน two systems หมายถึง การใช้ข้อดีฮ่องกงที่มีระบบของตัวเอง ที่สามารถมีระบบเศรษฐกิจและการเมืองอย่างทุนนิยมได้ ซึ่งหลายประเทศและเขตเศรษฐกิจจะสามารถ “เข้าถึง” ฮ่องกงได้อย่างสะดวกกว่าการติดต่อโดยตรงกับจีน

    2. จุดแข็งของฮ่องกงที่มีประสบการณ์ในด้านบริหารโครงการ (Project management) และการดูแลบริหารการปฏิบัติการ (Operational management) จึงทำให้ฮ่องกงเป็นผู้เชี่ยวชาญการบริหารโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Mass Transit Railway Corporation (MTRC) ของฮ่องกงได้บริหารทางรถไฟในจีน อังกฤษ สวีเดน และ ออสเตรเลีย

    3. ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางธุรกิจเงินหยวนนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก (World’s largest offshore yuan business center) เงินหยวนเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ สำหรับโครงการ Belt and Road และฮ่องกงพร้อมแล้วที่จะให้บริการต่อนักลงทุนรอบโลก ปีที่ผ่านมาธนาคารกลางฮ่องกง (Hong Kong Monetary Authority) ได้จัดตั้งสำนักงานสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Financing Facilitation Office) เพื่ออำนวยความสะดวกทางการเงินให้กับบริษัทที่จะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีสถาบันการเงินการธนาคารกว่า 60 แห่งได้เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ

    4. ฮ่องกงมีที่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ของเส้นทาง Maritime Silk Road หรือสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21  คือฮ่องกงเป็นศูนย์กลางของกรอบความร่วมมืออ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Guangdong-Hong Kong-Macau Bay) ที่ครอบคลุมถึง 11 เมืองในจีนซึ่งมีประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน ซึ่งบริการทางการเงินจะเป็นจุดแข็งของฮ่องกงที่จะสานประโยชน์ร่วมกันให้กับกรอบความร่วมมือดังกล่าวนี้

ไทยจะได้ประโยชน์จากแนวคิดริเริ่ม Belt and Road นี้ได้อย่างไร

    บีไอซีมองว่าหัวใจสำคัญของแนวคิดริเริ่มของ Belt and Road นั้นเชื่อมโยงด้านคมนาคม ด้านโลจิสติกส์ ฮ่องกงจะสามารถมีส่วนเติมเต็มให้แนวคิดนี้ประสบผลสำเร็จ เพราะบทบาทของฮ่องกงที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินจีนของโลก เป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจ และมีการค้าอย่างเสรี มีบุคคลากรที่มีประสิทธิภาพทางด้านการเงินหลาย ๆ เชื้อชาติ ทำให้ฮ่องกงมีโอกาสทางการตลาดสูงจึงเป็นตัวเชื่อม (super-connector) ระหว่างในเมืองต่าง ๆ ของจีน และประเทศอื่น ๆ บนเส้นทาง Belt and Road ได้เป็นอย่างดี

    ไทยเองก็ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงสามารถช่วยกระชับความเชื่อมโยงของเส้นทาง Maritime Silk Road หรือสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 ไทยเป็นจุดศูนย์กลางที่จะสามารถเชื่อมโยงประเทศและเขตเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อาเซียน 10 ประเทศ โดยเฉพาะที่สำคัญคือกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม และสามารถเชื่อมโยงไปสู่เอเชียใต้และยุโรปได้อย่างลงตัว โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor-EEC) ที่รัฐบาลไทยเร่งผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการบิน ศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล ศูนย์กลางการค้า ศูนย์กลางการผลิต และศูนย์กลางการท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจของโลกควบคู่ไปกับฮ่องกงที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินจีนของโลก ดังนั้น หากฮ่องกงและไทยจะสามารถเชื่อมโยงการค้าการลงทุนเข้าด้วยกันได้ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับภูมิภาคอย่างสอดคล้องกับแนวคิดริเริ่ม Belt and Road ได้ต่อไป

Writer

Writer

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน

Print

COMMENT

avatar
  Subscribe  
Notify of

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม