จีนตะวันตกปักหมุดเฉิงตูเป็นฐานวิทยาศาสตร์นานาชาติ สร้างโอกาสใหม่ให้ไทยเชื่อมโยงนวัตกรรมกับจีนตะวันตก

28 May 2026

นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นประเด็นสำคัญของการแข่งขันระดับโลกและการพัฒนาร่วมกันของนานาประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศต้นฤดูร้อนริมฝั่งแม่น้ำจิ่นเจียง นครเฉิงตู ได้ต้อนรับนักวิทยาศาสตร์ ผู้แทนภาคธุรกิจ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกว่า 300 คนจากทั่วโลก ที่เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานในวาระสำคัญของการจัดตั้งองค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติแห่งแรกในภาคตะวันตกของจีนอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา การประชุมก่อตั้งสมาคมนานาชาติด้านการรับรู้อัจฉริยะ (Inaugural Conference of The International Society of Sensing Technology) พร้อมกับการประชุมนานาชาติด้านเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้เซนเซอร์ ประจำปี 2569 ได้เปิดฉากขึ้นที่นครเฉิงตู การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมระดับโลกในสาขาการรับรู้อัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของนครเฉิงตูในการเร่งสร้างศูนย์กลางนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญของจีน รวมถึงศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

การที่องค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติแห่งแรกของภาคตะวันตกจีนเลือกตั้งอยู่ที่นครเฉิงตูมิใช่เรื่องบังเอิญ คำถามสำคัญคือ เหตุใด “สป็อตไลต์” ของโลกจึงหันกลับมาจับจ้องนครเฉิงตูอีกครั้ง แม้เฉิงตูจะตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนในของจีน แต่ขีดความสามารถหลักของเมืองนี้มิได้ถูกจำกัดด้วยภูมิศาสตร์ หากกลับมาจากพลังของการเป็น “เมืองแห่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์” ตั้งแต่การยกระดับอันดับในดัชนีนวัตกรรมโลก โอกาสที่นายกเทศมนตรีจากนานาประเทศมองเห็นในเฉิงตู ไปจนถึงบทบาทสำคัญของเมืองในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก ทั้งหมดสะท้อนว่า “การเปิดกว้าง ความร่วมมือ และผลประโยชน์ร่วมกัน” ไม่ใช่เพียงคำขวัญของเฉิงตู แต่เป็นแนวทางที่เมืองนี้ลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

Keyword ที่ 1: บ่มเพาะนวัตกรรม วางรากฐานความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติเลือกเฉิงตูเป็นที่ตั้ง อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เมืองนี้เชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลกได้อย่างลึกซึ้ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นครเฉิงตูได้เดินหน้ารวมศูนย์ทรัพยากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูง พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม และกระตุ้นพลังขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม จนก่อให้เกิดโครงสร้างการพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงและครอบคลุมหลายมิติ สิ่งเหล่านี้เป็นฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือด้านการวิจัยแนวหน้าระหว่างประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีหลัก และการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง

เฉิงตูมีทรัพยากรด้านการศึกษาและการวิจัยที่เข้มแข็ง โดยมีสถาบันอุดมศึกษา 66 แห่ง และสถาบันวิจัยส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในเฉิงตู 47 แห่ง ความแข็งแกร่งด้านสาขาวิชาและบุคลากรเหล่านี้เป็นแหล่งสนับสนุนทางปัญญาที่สำคัญสำหรับการบุกเบิกองค์ความรู้ในสาขาแนวหน้า เช่น การรับรู้อัจฉริยะและเทคโนโลยีเซนเซอร์

บนฐานทรัพยากรการศึกษาและวิจัยที่มีคุณภาพ เฉิงตูได้เร่งรวบรวมแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับสูง และยกระดับขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรมต้นทางอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เฉิงตูมีแพลตฟอร์มนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติ 161 แห่ง และมีวิสาหกิจเทคโนโลยีขั้นสูงรวม 14,700 แห่ง สะท้อนพลังของผู้ประกอบการและตลาดนวัตกรรมที่คึกคัก ขณะเดียวกัน เมืองยังคงรักษาระดับการลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างเข้มข้น โดยงบประมาณวิจัยและพัฒนาของทั้งสังคมเติบโตเป็นเลขสองหลักต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีหลักเร่งตัวขึ้น และอันดับของเฉิงตูสำหรับ “กลุ่มคลัสเตอร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ในดัชนีนวัตกรรมโลกเพิ่มขึ้นสู่ลำดับที่ 24 ของโลก[1] ขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของเมืองยังคงอยู่ในระดับแนวหน้าของภาคกลางและภาคตะวันตกของจีน

นอกจากการเสริมสร้างพลังนวัตกรรมภายในเมืองแล้ว เฉิงตูยังให้ความสำคัญกับการปลดล็อก “ช่วงสุดท้าย” ของการถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านรูปแบบบริการแบบบูรณาการ “แพลตฟอร์มออนไลน์ KeChuangTong + พื้นที่ออฟไลน์ KeChuangDao”[2] เพื่อจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผลงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสม่ำเสมอ และสร้างสะพานเชื่อมที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาคการศึกษา ภาควิจัย ภาคอุตสาหกรรม และภาคการใช้งานจริง

แนวคิดด้านบริการนวัตกรรมของเฉิงตูไม่ได้จำกัดอยู่ภายในเมืองเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่เวทีโลก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เฉิงตูได้ค่อย ๆ สร้างระบบบริการนวัตกรรมสำหรับบุคลากรจีนโพ้นทะเลและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ โดยประกอบด้วยศูนย์บริการนวัตกรรมโพ้นทะเล 1 แห่ง ศูนย์ภูมิภาคในสามกลุ่มเมืองหลัก ฐานความร่วมมือของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน 6 แห่ง และสถานีปฏิบัติงาน 72 แห่ง ทำให้เกิดโครงข่ายบริการสามระดับ ปัจจุบันมีโครงการบุคลากรต่างประเทศเข้ามาตั้งฐานแล้ว 64 โครงการ และมีการดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ 1,070 คน

เมื่อบุคลากรเดินทางเข้ามา ความร่วมมือด้านนวัตกรรมย่อมเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โครงการนวัตกรรมของบุคลากรต่างประเทศ 9 โครงการ ซึ่งมุ่งเน้นสาขาอุตสาหกรรมเด่น เช่น ชีวเวชภัณฑ์ วัสดุขั้นสูง และพลังงานใหม่ ได้ลงนามเข้ามาตั้งฐานในเฉิงตู ขณะเดียวกัน ในปี 2025 ภายใต้การผลักดันของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉิงตู ยังเกิดความร่วมมือข้ามชาติ 5 รายการ อาทิ ความร่วมมือระหว่างบริษัท Sichuan INMO Technology กับบริษัท Feileman ของมาเลเซีย และความร่วมมือระหว่างบริษัท Micronet Union Technology (Chengdu) กับสถาบัน Fraunhofer Institute for Electronic Nano Systems ของเยอรมนี

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมที่เชื่อมต่อกับโลก เฉิงตูมีความสามารถรอบด้านในการรองรับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ มีส่วนร่วมในเครือข่ายนวัตกรรมโลก และผลักดันผลงานวิจัยชั้นนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง

Keyword ที่ 2: บูรณาการวิทยาศาสตร์กับอุตสาหกรรม วางฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมคุณภาพสูง

การที่ผลงานนวัตกรรมจะหยั่งรากและเติบโตได้ในระยะยาว จำเป็นต้องมีภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งเป็นฐานรองรับ ระบบอุตสาหกรรมที่ครบถ้วน ฉากทัศน์การประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย และระบบนิเวศสนับสนุนที่สมบูรณ์ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติเลือกเฉิงตูและมุ่งมั่นพัฒนาในภาคตะวันตกของจีน

ปัจจุบัน เฉิงตูได้สร้างระบบอุตสาหกรรมที่ครอบคลุม 37 หมวดใหญ่ และ 166 หมวดย่อย โดยมีระดับความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอยู่ในอันดับต้น ๆ ของจีน สามารถตอบสนองความต้องการด้านการวิจัย ทดลอง และการผลิตเชิงอุตสาหกรรมในสาขาแนวหน้า เช่น การรับรู้อัจฉริยะและเซนเซอร์รูปแบบใหม่ได้อย่างรอบด้าน

ข้อมูลสำคัญชี้ว่า เฉิงตูได้บ่มเพาะคลัสเตอร์อุตสาหกรรมระดับล้านล้านหยวน 2 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศ และอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ อีกทั้งยังมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมหลักระดับแสนล้านหยวน 13 สาย และมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมระดับชาติ 17 แห่ง ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาเมืองรองระดับมณฑลของจีน

ตั้งแต่จอแสดงผลแบบยืดหยุ่นระดับไฮเอนด์กว่าครึ่งหนึ่งของโลกผลิตขึ้นในเฉิงตู ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น แท็บเล็ต เซลล์แสงอาทิตย์ซิลิคอนผลึก และโดรนอุตสาหกรรม ซึ่งมียอดจัดส่งอยู่ในอันดับต้น ๆ ของจีน สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เฉิงตูมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก และสามารถจัดหาทั้งฉากทัศน์การประยุกต์ใช้และตลาดขนาดใหญ่สำหรับการนำผลงานนวัตกรรมล้ำสมัยไปใช้จริง

เมื่อพิจารณาเฉพาะด้านการรับรู้อัจฉริยะ เฉิงตูกำลังเร่งสร้างระบบอุตสาหกรรม “9+9+10”[3] ดำเนินยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ และผลักดันการเสริมความแข็งแกร่ง ขยาย และเติมเต็มห่วงโซ่อุตสาหกรรมสำคัญ โดย “การรับรู้อัจฉริยะ” เป็นหนึ่งในสิบสาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เฉิงตูให้ความสำคัญ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจอัจฉริยะ

ด้วยเหตุนี้ การที่สมาคมนานาชาติด้านการรับรู้อัจฉริยะเลือกตั้งอยู่ที่เฉิงตู จึงเป็นภาพสะท้อนของความสอดคล้องระหว่างความต้องการขององค์การระดับนานาชาติและทิศทางการพัฒนาของเมือง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เฉิงตูและสาขาการรับรู้อัจฉริยะกำลัง “เดินเข้าหากัน” อย่างเป็นธรรมชาติ

Keyword ที่ 3: เปิดกว้างและเกื้อกูล สร้างระบบนิเวศความร่วมมือที่เชื่อมโยงโลก

หากศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับฐานอุตสาหกรรมคือพลังสนับสนุนของเฉิงตู ระบบนิเวศเมืองที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลาย ความได้เปรียบด้านการเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่เชื่อมโยงทุกทิศทาง และบรรยากาศความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ก็คือพลังสำคัญที่ดึงดูดทรัพยากรด้านนวัตกรรมจากทั่วโลกให้มารวมตัวกันที่นี่

เฉิงตูเป็นประตูสำคัญของเส้นทางสายไหมตะวันตกเฉียงใต้มาตั้งแต่อดีต จิตวิญญาณแห่งการเปิดรับและการแลกเปลี่ยนจึงฝังรากอยู่ในดีเอ็นเอของเมือง ปัจจุบัน ภายใต้แรงหนุนจากยุทธศาสตร์ระดับชาติหลายด้าน เฉิงตูได้ขยายมิติการเปิดกว้างและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการเปลี่ยนผ่านจากเมืองตอนในของจีนสู่พื้นที่เปิดกว้างสำคัญของภาคตะวันตก และสร้างระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ครอบคลุมหลายด้าน หลายสาขา และมีความลึกซึ้งมากขึ้น

ยุทธศาสตร์ระดับชาติ เช่น ความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่ม “สายแถบและเส้นทาง” การพัฒนาภาคตะวันตกยุคใหม่ และการสร้างวงเศรษฐกิจเมืองคู่เฉิงตู–ฉงชิ่ง รวมถึงการกำหนดบทบาทของเฉิงตูให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญของประเทศ และศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ได้เปิดหน้าต่างโอกาสสำคัญให้เฉิงตูเชื่อมต่อทรัพยากรนวัตกรรมระดับโลกและดำเนินความร่วมมือข้ามชาติ

ด้านการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เฉิงตูมีท่าอากาศยานนานาชาติระดับ 4F[4] จำนวน 2 แห่ง มีเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ 85 เส้นทาง และปริมาณผู้โดยสารทางอากาศอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก ขณะเดียวกัน ขบวนรถไฟสินค้านานาชาติสามารถเชื่อมต่อกับเมืองในต่างประเทศ 136 เมือง ทำให้ระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศมีความสมบูรณ์ ช่วยให้ปัจจัยการผลิตระดับโลกไหลเวียนและจัดสรรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่เฉิงตูสั่งสมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของเฉิงตูสูงกว่า 850,000 ล้านหยวน (125.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขนาดธุรกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนทะลุ 140,000 ล้านหยวน (20.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีบริษัท Fortune Global 500 เข้ามาตั้งฐาน 315 แห่ง และเครือข่ายเศรษฐกิจการค้าครอบคลุม 235 ประเทศและดินแดนทั่วโลก

ในด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เฉิงตูมีสถานกงสุลใหญ่ต่างประเทศ 24 แห่ง และมีเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองคู่มิตรระหว่างประเทศรวม 254 เมือง[5] ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในภาคกลางและภาคตะวันตกของจีน การจัดกิจกรรมระหว่างประเทศ การประชุม การจับคู่ด้านนวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบริการสนับสนุนชาวต่างชาติและบริการข้ามพรมแดนที่ได้รับการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เฉิงตูกลายเป็นแพลตฟอร์มเปิดที่มีคุณภาพสำหรับการรวมตัวของทรัพยากรนวัตกรรมโลก ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ และผลประโยชน์ร่วมกัน

การเดินหน้าของเฉิงตูในวันนี้เปรียบเสมือนการอาศัยแรงลมเพื่อทะยานสู่อนาคตใหม่ ตั้งแต่การจัดประชุม World Science and Development Forum นอกกรุงปักกิ่งเป็นครั้งแรกที่เฉิงตู การจัดประชุม Belt and Road Conference on Science and Technology Exchange ครั้งที่ 2 ไปจนถึงการตั้งองค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติแห่งแรกของภาคตะวันตกจีนในเฉิงตู เหตุการณ์เหล่านี้ต่อเนื่องกันเป็นเรื่องเล่าด้านนวัตกรรมที่ตอกย้ำการยกระดับศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนอิทธิพลระหว่างประเทศของเฉิงตูอย่างชัดเจน

การที่องค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติเลือกตั้งอยู่ที่เฉิงตูในครั้งนี้ คือการยอมรับจากแวดวงนวัตกรรมโลกต่อขีดความสามารถด้านนวัตกรรม ระดับอุตสาหกรรม และระบบนิเวศเปิดของเมือง อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของเฉิงตูในการตั้งหลักที่ภาคตะวันตกของจีนและเชื่อมโยงกับโลก

โอกาสของไทยจากการตั้งองค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติในเฉิงตู

การจัดตั้งสมาคมนานาชาติด้านการรับรู้อัจฉริยะที่นครเฉิงตูมีนัยสำคัญต่อไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะการเปิด “ช่องทางใหม่” ให้ภาควิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไทยเชื่อมโยงกับระบบนิเวศนวัตกรรมของภาคตะวันตกจีนได้ลึกขึ้น สาขาการรับรู้อัจฉริยะและเทคโนโลยีเซนเซอร์เป็นเทคโนโลยีฐานรากของอุตสาหกรรมอนาคตจำนวนมาก เช่น ยานยนต์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ อุปกรณ์การแพทย์อัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ เมืองอัจฉริยะ โลจิสติกส์อัจฉริยะ พลังงานใหม่ และระบบตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยภายใต้นโยบายเศรษฐกิจใหม่และการยกระดับภาคการผลิตของประเทศ การที่เฉิงตูมีทั้งฐานการวิจัย สถาบันอุดมศึกษา แพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับชาติ วิสาหกิจเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนมาก และระบบผลักดันผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นโอกาสให้มหาวิทยาลัยไทย สถาบันวิจัยไทย สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยเข้าไปสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยร่วม การทดสอบต้นแบบ การจับคู่เทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทย–จีนร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไทยมีความต้องการสูง เช่น เซนเซอร์สำหรับเกษตรอัจฉริยะ ระบบตรวจสอบคุณภาพอาหารและสินค้าเกษตร เทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล ระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติ และการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ

การยกระดับบทบาทของเฉิงตูในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศยังมีประโยชน์ต่อไทยในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเฉิงตูมิได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่เป็น “ประตูเชื่อม” ไทยกับภาคตะวันตกของจีน เอเชียกลาง ยุโรป และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานภายใต้เส้นทางบก–อากาศ–รางที่ขยายตัวต่อเนื่อง หากไทยสามารถใช้ประโยชน์จากสถานะของเฉิงตูในฐานะเมืองศูนย์กลางของเขตวงกลมเศรษฐกิจเฉิงตู–ฉงชิ่งและพื้นที่ยุทธศาสตร์ภายใต้ข้อริเริ่ม “สายแถบและเส้นทาง” ได้อย่างมีทิศทาง ไทยจะสามารถขยายความร่วมมือจากการค้าแบบดั้งเดิมไปสู่ความร่วมมือเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ เช่น การตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย–เฉิงตูในสาขาเซนเซอร์และ AI การผลักดันโครงการนำร่องด้านเมืองอัจฉริยะและเกษตรอัจฉริยะระหว่างจังหวัดของไทยกับนครเฉิงตู การส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและเวทีนวัตกรรมในเฉิงตู รวมถึงการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีจีนจากเฉิงตูเข้ามาลงทุนหรือร่วมพัฒนาโซลูชันในไทย ทั้งนี้ ไทยควรมองเฉิงตูไม่ใช่เพียงเมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีนตะวันตก แต่เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านนวัตกรรมระหว่างประเทศที่สามารถช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมอนาคต และสร้างความร่วมมือไทย–จีนที่ลึกกว่าเดิมในระดับเทคโนโลยี ทุนมนุษย์ และห่วงโซ่มูลค่าสมัยใหม่


[1] เฉิงตูอยู่ในอันดับที่ 24 ของโลกในการจัดอันดับ “กลุ่มคลัสเตอร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ภายใต้รายงาน Global Innovation Index (GII) 2025 ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO โดยขยับขึ้น 2 อันดับจากปี 2024 และอยู่ในอันดับที่ 7 จาก 25 คลัสเตอร์ของจีนที่ได้รับการจัดอันดับ การจัดอันดับดังกล่าวอ้างอิงจาก 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ จำนวนคำขอรับสิทธิบัตร จำนวนบทความวิชาการ และมูลค่าธุรกรรมเงินร่วมลงทุน หรือ venture capital ซึ่งเป็นตัวชี้วัดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2025 ทั้งนี้ เฉิงตูติดอันดับครั้งแรกในปี 2018 ที่อันดับ 56 และภายในระยะเวลา 6 ปี อันดับได้เพิ่มขึ้นสะสม 32 อันดับ สะท้อนการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของเมืองอย่างต่อเนื่อง

[2] “Online Sci-Tech Innovation Service Platform + Offline Sci-Tech Innovation Island” integrated service model คือ โมเดลบริการนวัตกรรมของเสฉวน–เฉิงตูที่ผสานแพลตฟอร์มออนไลน์กับพื้นที่บริการจริง เพื่อเชื่อมโยงโครงการ เทคโนโลยี เงินทุน พื้นที่ และบริการบ่มเพาะ ช่วยเร่งการถ่ายทอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดย KeChuangTong มีลักษณะเป็นแพลตฟอร์มบริการนวัตกรรมและผู้ประกอบการออนไลน์ ส่วน KeChuangDao หมายถึงพื้นที่หรือแพลตฟอร์มเชิงกายภาพสำหรับรวมบริการ จัดแสดง บ่มเพาะ และเชื่อมโยงทรัพยากรนวัตกรรม

[3] “9+9+10” หมายถึงระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ประกอบด้วย 9 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว (ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ การผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ เภสัชกรรมและสุขภาพ วัสดุใหม่ พลังงานขั้นสูง อาหารสีเขียว การเงินสมัยใหม่ การค้าและโลจิสติกส์ และวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว) + 9 กลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ (ได้แก่ วงจรรวม (เช่น การออกแบบชิป การผลิตเวเฟอร์) จอแสดงผลรูปแบบใหม่ (เช่น จอ OLED จอยืดหยุ่น) ปัญญาประดิษฐ์ (เช่น โมเดลภาษาขนาดใหญ่ คลาวด์อัจฉริยะ) ยานยนต์อัจฉริยะเชื่อมต่อเครือข่าย การบินและอวกาศ ระบบราง เศรษฐกิจโดรนและการบินระดับต่ำ ชีวเวชภัณฑ์ และไฮโดรเจนสีเขียว) + 10 สาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (ได้แก่ หุ่นยนต์ Humanoid รถยนต์บิน การบินอวกาศเชิงพาณิชย์ การสื่อสารเคลื่อนที่รุ่นถัดไป (6G) อินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ (BCI) ปัญญาประดิษฐ์แบบกลุ่ม เทคโนโลยีควอนตัม การรักษาด้วยเซลล์และพันธุกรรม พลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูง และวัสดุใหม่ขั้นแนวหน้า)

[4] ท่าอากาศยานระดับ 4F ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization – ICAO) คือ สนามบินขนาดใหญ่ที่สุดที่มีขีดความสามารถสูงสุด สามารถรองรับเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันได้

[5] นครเฉิงตูมีเมืองพี่เมืองน้องกับประเทศไทยได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ และมีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนฉันมิตรกับจังหวัดอุบลราชธานี

ที่มาของข้อมูล: เข้าถึงข้อมูลวันที่ 28 พฤษภาคม 2569

  1. https://scnews.newssc.org/system/20260523/001614520.html

ที่มารูปภาพ

  1. 699pic.com
  2. https://sc.cri.cn/n/20260524/4daee34c-d444-4aed-8bef-a6e6a6013eec.html
ฐานวิทยาศาสตร์นานาชาติเซนเซอร์

Chengdu_editor

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

อ่านข่าวอื่น

BACK TO TOP

กลับขึ้นด้านบน