สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเซี่ยเหมิน จับมือ BOI บุกมณฑลเจียงซี จัดสัมมนา “โอกาสการลงทุนในประเทศไทย ครั้งที่ 3”

เปิดม่านงานสัมมนา

 

บรรยากาศงานสัมมนา

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. 2558 สถานกงสุลใหญ่ ประจำเมืองเซี่ยเหมิน ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน (BOI) ณ นครกว่างโจว จัดโครงการสัมมนาชักจูงการลงทุน Thailand Investment Opportunities ณ โรงแรม Shangri-La นครหนานชาง มณฑลเจียงซี โดยสถานกงสุลใหญ่ฯ มีนางสาวพาชื่น พรมงคล กงสุลใหญ่ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน และมี Keynote Speaker จากฝ่าย BOI ได้แก่ นางสุวรีย์ พัฒนวิทยากุล ผอ. สนง. BOI ณ นครกว่างโจว และนางบังอร ฐิตะไพศาลผล ผอ. กลุ่มบัตรส่งเสริม สนง. ส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานพาณิชย์มณฑลเจียงซี ได้แก่ นาย Li Wenrao รองอธิบดีกรมการพาณิชย์ มณฑลเจียงซี นาย Fang Xiangjun ผอ. ฝ่ายความร่วมมือกับต่างประเทศกรมการพาณิชย์มณฑลเจียงซี นาง Huang Xueqin รองผอ. ฝ่ายความร่วมมือกรมการพาณิชย์มณฑลเจียงซี นักธุรกิจ/ผู้ประกอบการจีน รวมถึงสื่อมวลชนท้องถิ่นเข้าร่วม จำนวนกว่า 70 คน เข้าร่วม สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

 

นาย Li Wenrao รองอธิบดีกรมการพาณิชย์ มณฑลเจียงซี

 

นาย Li Wenrao รองอธิบดีกรมการพาณิชย์ มณฑลเจียงซี  กล่าวว่า สถานการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของมณฑลเจียงซีมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 GDP รวมของเจียงซีมีมูลค่าสูงถึง 15,708.6 พันล้านหยวน (+9.7%) รัฐบาลมีรายได้สาธารณะรวม 2,680.5 พันล้านหยวน (+13.7%) มีมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ใช้จริง 84.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (+11.9%)  มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกกับต่างประเทศรวม 428.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (+16.6%) รายได้จากกิจการรับเหมาก่อสร้างในต่างประเทศรวม 28.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (+25%) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 6.6 พันล้านเหรียยสหรัฐ (+22.6%)

ประเทศไทย มณฑลเจียงซี มีมูลค่าการค้าสะสมจนถึงปัจจุบันรวม 23.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของมณฑลเจียงซี ได้แก่ เครื่องจักรกลไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูง เสื้อผ้า/สิ่งทอ เหล็ก และเฟอร์นิเจอร์ กิจการไทยที่มาลงทุนในมณฑลเจียงซีสะสมมาจนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 96 ราย มีเงินลงทุนที่ใช้จริงกว่า 1.37 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมการผลิตและอสังหาริมทรัพย์ และกิจการของมณฑลเจียงซีที่ลงทุนในประเทศไทย มีทั้งหมด 4 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวม 219 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในด้านโครงการรับเหมาก่อสร้าง อุตสาหกรรมแปรรูปโลหะและแร่ อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานขยะ

นโยบาย Silk Road Economic Belt และ The 21st Century Maritime Silk Road ที่ ปธน. สี จิ้นผิง ได้ประกาศเมื่อปี 2556 ช่วยเชื่อมโยงจีนให้พัฒนาความสัมพันธ์ด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมกับ ประเทศในแถบเอเชีย ผ่านไปทางแอฟริกาและยุโรปนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมของประเทศที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมณฑลเจียงซีและไทยในอนาคต

ปัจจุบัน มณฑลเจียงซีอยู่ระหว่างผลักดันนโยบาย “ก้าวออกไป”  โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมสำคัญใน 5 สาขา ได้แก่ เกษตรกรรม เหมืองแร่ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่มและ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุนกับกิจการไทยให้มากที่สุด และขยายตลาดผลิตภัณฑ์ของมณฑลเจียงซี อาทิ ข้าว ผลไม้ เสื้อผ้า สิ่งทอ ไปสู่ตลาดในประเทศไทย 

ท่านกงสุลใหญ่ ประจำสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองเซี่ยเหมิน กล่าวเปิดงานสัมมนาฯ

 

น.ส. พาชื่น พรมงคล กงสุลใหญ่ฯ กล่าวว่า ปัจจุบัน ไทยและมณฑลเจียงซีมีการแลกเปลี่ยนด้านการค้าการลงทุนกันอย่างต่อเนื่องอย่างที่รองอธิบดีหลี่ ได้กล่าวมาแล้วว่าในปี 2557 มีผู้ประกอบการเจียงซีไปลงทุนที่ประเทศไทย 4 ราย ขณะที่มีผู้ประกอบการไทยมาลงทุนในมณฑลเจียงซีถึง 96 ราย ซึ่งไทยและมณฑลเจียงซียังมีศักยภาพและโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนการลงทุนร่วมกันอีกมาก จึงเป็นที่มาของการสัมมนาชักจูงการลงทุนในวันนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการของมณฑลเจียงซีได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนที่ประเทศไทยต่อไป 



รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญต่อการยกระดับการดึงดูดการลงทุนในรูปแบบของอุตสาหกรรมที่ทันสมัย (Modern Industry) โดยเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง การใช้พลังงานทดแทน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการทำวิจัยและการพัฒนา (Research and Development) เพื่อดึงดูดบริษัทที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี แรงงานมีทักษะและทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เป็นความชำนาญของมณฑลเจียงซีทั้งสิ้น



ปัจจุบัน  รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุน อาทิ 1.) การใช้นโยบายการลงทุนใหม่ของ BOI เพื่อปรับปรุงมาตรฐานการให้สิทธิประโยชน์ 2.) การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน 6 จังหวัดของไทย ซึ่งติดต่อกับชายแดนประเทศพม่า กัมพูชา ลาว และมาเลเซีย เพื่อให้นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและนโยบาย Connectivity ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก ตะวันออก ระเบียงเศรษฐกิจ เหนือ-ใต้ และระเบียงเศรษฐกิจ เลียบชายฝั่งตอนใต้ เพื่อเชื่อมโยงการค้าการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยต่อไป และรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งจะทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดใหญ่ที่มีผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคน  นอกจากนี้รัฐบาลยังได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน เช่น การที่ไทยและจีนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของไทย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการลงทุนไปยังจีนตอนใต้ สอดรับกับแนวคิดเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม และ Belt and Road Initiative ของ ปธน. สี จิ้นผิงอีกด้วย

 

โอกาสการลงทุนในประเทศไทย

นางสุวรีย์ พัฒนวิทยากุล ผอ. สนง. BOI ณ นครกว่างโจว

 

นางสุวรีย์ พัฒนวิทยากุล ผอ. สนง. BOI ณ นครกว่างโจว กล่าวว่า สำนักงาน BOI ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของนักลงทุนจีนที่จะสามารถก้าวออกไปสู่การขยายการลงทุนยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีความได้เปรียบในหลายๆ ด้าน ได้แก่

1. ทำเลที่ตั้ง ยุทธศาสตร์ประเทศไทยเปรียบเสมือนประตูสู่ใจกลางเอเชีย เป็นเส้นทางการค้าขายที่สะดวกกับจีน อินเดีย และ ปท. สมาชิกอาเซียน รวมทั้งเปิดกว้างสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ

2. เศรษฐกิจที่เติบโต ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการส่งออกที่แข็งแกร่ง  มีตลาดผู้บริโภคภายในประเทศที่ตื่นตัว อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานมีฝีมือและมีประสิทธิภาพ

3. โครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อม ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งที่ทันสมัย การคมนาคมและโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าเพื่อสร้างบรรยากาศในการดำเนินธุรกิจและการดำรงชีวิตที่ดี มีนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

4. แหล่งลงทุนสำคัญอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ประเทศไทยมีศักยภาพในหลายสาขา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร การท่องเที่ยว การบริการด้านสุขภาพ

 

นางบังอร ฐิตะไพศาลผล ผอ. กลุ่มบัตรส่งเสริม

สนง. คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย (BOI)

 

นางบังอร ฐิตะไพศาลผล ผอ. กลุ่มบัตรส่งเสริม สนง. BOI แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ปี 2557 มีรายได้จากการส่งออก 227.57 พันล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้า 227.95 พันล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทยมีสนามบินพาณิชย์ 37 แห่ง เป็นสนามบินนานาชาติ 6 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมกว่า 60 แห่ง ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ชายฝั่ตะวันออก ที่สามารถขนส่งออกสู่ทะเลได้ โดย UNCTAD ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 ของประเทศที่น่าลงทุนที่สุดของโลก  ซึ่งบริษัทสำคัญของจีนที่ลงทุนในไทย ได้แก่ บริษัท Haier บริษัท HUAWEI บริษัท CIMC บริษัท Hangzhou Zhongce Rubber Co.,Ltd. บริษัท Holley Group และ บริษัท Linglong Tyres

 

นโยบายส่งเสริมการลงทุน ระบบการบริหารจัดการการลงทุนอย่างอิสระ ไม่มีข้อจำกัดในสกุลเงิน ต่างประเทศนักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ร้อยละร้อยในอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมหรืออุตสาหกรรมบางประเภท เช่น ซอฟท์แวร์ R&D ไม่มีเงื่อนไข/ความเข้มงวดในการส่งเงินกลับประเทษ ไม่มีข้อจำกัดในการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

 

นโยบายส่งเสริมพิเศษ

TAX Incentives ได้แก่ การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบและเครื่องจักรการผลิตเป็นเวลา 5 ปี การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี และได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรที่ได้จากการลงทุนร้อละ 50 จากอัตราปกติเป็นเวลา 5 ปี อนุญาตหักลดค่าประกอบการเกี่ยวกับค่าขนส่ง ไฟฟ้า ประปา 2 เท่า เป็นเวลา 10 ปี และได้รับการลดค่าภาษีและค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน

NON-TAX Incentives ได้แก่ การอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ การอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตราสำหรับนักธุรกิจที่จะมาลงทุนในไทย โดยอนุมัติได้ใน 3 ชม. การอนุญาตให้นำช่างฝีมือและผู้ชำนาญการเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมฯ

 

ประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมายของ BOI สำหรับนักลงทุนจีน ได้แก่

1. อุตสาหกรรมยานยนต์

2. อุตสาหกรรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์

3. เครื่องจักร/อุปกรณ์เครื่องมือ

4. รถไฟ/อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถไฟฟ้า

5. เครื่องมือแพทย์

6. ผลิตภัณฑ์ยางพารา (ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง)

 

นอกจากนี้ ภายใต้ BOI มีหน่วยงาน One Start One Stop (OSOS) ทำหน้าที่ให้บริการนักลงทุนแบบองค์รวม เช่น การจดทะเบียนบริษัท มีกรมพัฒนาธุรกิจมาตั้งอยู่ด้วยจึงสามารถจดทะเบียนบริษัทเอกชนได้ทันที

 

เหตุผลที่เลือกลงทุนที่ประเทศไทย

 

นาย Wu Guangyun ผจก. บริษัท Holley Group (Thailand)

 

นาย Wu Guangyun ผจก. บริษัท Holley Group (Thailand) กล่าวว่า ได้เข้ามาลงทุนและจัดตั้งโรงงานผลิตมิเตอร์ไฟฟ้าที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543 โดยเป้าหมายหลักคือการให้บริษัทที่ไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญในการผลิตและกระจายสินค้าในอาเซียน ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี บริษัทฯ มีส่วนแบ่งในตลาดมิเตอร์ไฟฟ้าของไทยถึงร้อยละ 25 และยังดูแลบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง (ไทย-จีน) จำกัด ที่ร่วมมือกับบริษัทในเครืออมตะด้วย  

 

เหตุผลที่เลือกลงทุนที่ประเทศไทยคือ ไทยมียุทธศาสตร์ทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียน และมีจุดแข็งเหนือประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง มีตลาดขนาดใหญ่และมีความสามารถในการกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน มีระบบสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์ เช่น เส้นทางหลวงและท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ มีนโยบายดึงดูดนักลงทุนต่างชาติจากทางภาครัฐ มีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และมีความสัมพันธ์อันดีระหว่าง รัฐบาลไทย-จีน จึงยืนยันความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งระยะสั้นและยาว

สรุป

การสัมมนาครั้งนี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นช่วงจังหวะที่มณฑลเจียงซีผลักดันนโยบาย ก้าวออกไป และ Belt and Road Initiative ของ ปธน. สี จิ้น ผิง สอดรับกับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนของไทย จึงมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมการสัมมนาเกินเป้าหมาย รวมทั้งให้ความสนใจซักถามข้อมูลอย่างจริงจัง สังเกตได้จากข้อซักถามของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการสัมมนาส่วนใหญ่มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนด้านเหมืองแรในประเทศไทย รองลงมาคือด้านอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง และการผลิตวัสดุนาโน (Nano material) โดยผู้ประกอบการบางส่วนมีข้อมูลและวางแผนเบื้องต้นที่จะไปลงทุนในประเทศไทยแล้ว แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้ประกอบการเจียงซีจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ทั้งนี้ การสัมมนาฯ จึงช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทำความรู้จักรับทราบช่องทางการติดต่อกับหน่วยงานของสถานกงสุลใหญ่ฯ และ BOI เพื่อขอรับข้อมูลที่จำเป็นต่อไป

 

Writer

Writer

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน

Print

COMMENT

avatar
  Subscribe  
Notify of

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม