- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในจีน (Thailand Business Information Center in China) - https://thaibizchina.com -

กรอบการค้าเสรีกับเสียงสะท้อนขั้นต้นของเซี่ยเหมิน

กรอบการค้าเสรีกับเสียงสะท้อนขั้นต้นของเซี่ยเหมิน

หลังจากวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (中国-东盟自由贸易区/ ASEAN – China Free Trade Agreement) ก็ได้เริ่มขึ้น โดยมีสินค้ากว่า 7,000 ชนิดที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการไม่ต้องชำระภาษี ถือเป็นหนึ่งในสามของเขตการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผู้บริโภคกว่า 1,900 ล้านคน มีจีดีพีกว่าหกล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ มูลค่าการค้ากว่า 4.5 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ภาพรวมเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน (ASEAN – China Free Trade Agreement)

อาเซียนกับจีนได้ลงนามกรอบความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน (Framework Agreement on ASEAN -China Comprehensive Economic Cooperation) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545กรอบและแนวทางสำหรับการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ และต่อมาทั้งสองฝ่ายได้สามารถสรุปการเจรจาและลงนามในความตกลงด้านการค้าสินค้าระหว่างอาเซียน-จีน (Agreement on Trade in Goods of the Framework Agreement on Comprehensive Economic Co-operation between the ASEAN and China) ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว

การลดหย่อนภาษี

Early Harvest Program

1. เริ่ม 1 ต.ค. 46 ไทย-จีน พิกัด 07-08 ลดอัตราภาษีเป็น 0

2. เริ่ม 1 ม.ค. 47 อาเซียน-จีน พิกัด 01-08 ลดอัตราภาษีเป็น 0 ภายใน 3 ปี(1 มกราคม 2549)

* พิกัด01-08 ได้แก่ สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์และส่วนอื่นของสัตว์ที่บริโภคได้ ปลา ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์อื่นๆจากสัตว์ ต้นไม้และพืชอื่นๆ พืชผักที่บริโภคได้ ผลไม้และลูกนัทที่บริโภคได้

**รวมทั้งสินค้าเฉพาะ (Specific products) ที่มีผลเฉพาะกับประเทศที่ตกลงกันสองฝ่ายเท่านั้น เช่น ไทยกับจีนได้ตกลงที่จะเร่งลดภาษีระหว่างกันอีก 2 รายการ คือ ถ่านหิน

แอนทราไซด์และถ่านหินโค้ก/เซมิโค้ก

Normal Track

1. Normal Track I ลดอัตราภาษีเป็น 0 ภายใน 5 ปี (2553)

2. Normal Track II ลดอัตราภาษีเป็น 0 ภายใน 7 ปี (2555) ทั้งไทยและจีนไม่เกิน ประเทศละ 150 รายการ

* ตารางการลดภาษีสินค้าปกติของไทย [1] / ของจีน [2]

Sensitive List

1. Sensitive List (SL) ลดอัตราภาษีเป็นร้อยละ 20 ในปี 2555 และเหลือร้อยละ 0-5 ในปี 2558 จีนมี 161 รายการ ไทยมี 242 รายการ

2. Highly Sensitive List (HSL) ลดอัตราภาษีเป็นร้อยละ 50

ในปี 2558 และไม่ลดลงอีก จีนมี 100 รายการ ไทยมี 100 รายการ

* ตารางการลดภาษีสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงของไทย [3]

/ อ่อนไหว [4] อ่อนไหวสูง [5]

ผลกระทบหลังเปิดเสรีทางการค้า

สินค้าการเกษตรและสินค้าแปรรูปทางการเกษตร

หลังเปิดเสรีทางการค้าแล้ว ตลาดในเมืองเซี่ยเหมินมีสินค้าแปรรูปทางการเกษตรหลากหลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นทุเรียนกวน ทุเรียนกรอบ กล้วยฉาบกรอบ ขนุนกรอบ และมะพร้าวกรอบ ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน ซึ่งแต่ก่อนสินค้าเหล่านี้ต้องเสียภาษีนำเข้าถึงร้อยละ 30 สำหรับผู้ประกอบการชาวจีน การเปิดเสรีทางการค้าเป็นเหมือนการยิงที่เดียวได้นกสองตัว เนื่องจากลดต้นทุนทางการค้า และยังทำให้สินค้ามีราคาถูกลงเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคไ้ด้หลากหลายมากขึ้น แต่สำหรับผู้ค้าสินค้าผลไม้สดนั้น กลับไม่ค่อยให้ความสนใจกับการเปิดเสรีทางการค้าครั้งนี้มากนัก เนื่องจากสินค้าจำพวกผลไม้ ได้รับการเปิดเสรีทางการค้ามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 ซึ่งสำหรับผู้บริโภคชาวฝูเจี้ยนมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับ มังคุดและมะม่วงจากประเทศไทย แก้วมังกรจากเวียดนาม

สินค้าทางเกษตรอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน ก็คือข้าวหอมมะลิจากประเทศไทย(泰国茉莉香米) ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หลังจากการเปิดการค้าเสรีแล้วกลับไม่มาก เนื่องจากราคาของข้าวได้ถีบตัวไปสูงมากแล้วก่อนหน้านี้ และแต่เดิมข้าวหอมมะลิจากประเทศไทย ก็เป็นสินค้าที่ได้รับโควต้าให้เสียภาษีเพียงร้อยละ 1 การเปิดเสรีทางการค้าครั้งนี้ก็เพียงทำให้ต้นทุนสินค้าข้าวลดลงไปเพียง 1 เปอร์เซ้นต์ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการนำเข้าข้าวรายใหญ่นายจาง เจี้ยนฮุย กลับถือว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ดี เนื่องจากปริมาณนำเข้าของบริษัทมีถึง สี่หมื่นตันต่อปี หากคิดเป็นจำนวนเงินแล้วบริษัทสามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 2,720,000 หยวน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ยังมีผลกระทบกับข้าวหรือสินค้าต่างๆของไทย ได้แ่ก่ การเสื่อมค่าลงของเงินดอลล่าร์สหรัฐ การเสื่อมค่าลงทำให้ค่าเงินบาทของไทยมีราคาสูงขึ้น นายจาง เจี้ยนฮุยให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์นี้ว่า “การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้การค้าข้าวในปีที่ผ่านมา แทบจะไม่ได้กำไรเลย รวมถึงสถานการณ์ราคาข้าวสูงขึ้น การแปรผันของค่าเงิน ล้วนมีผลกระทบต่อการนำเข้า” ขณะที่ผู้นำเข้าข้าวอีกรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “ผลประโยชน์ของการเิปิดเสรีทางการค้าที่มีต่อข้าวนั้น ยังไม่เห็นผลได้ชัด เนื่องจากข้าวในตลาดยังเป็นสต็อกของปีก่อน ดังนั้นในช่วงระยะเวลาอันสั้นนี้ น่าจะยังไม่เห็นผลเปลี่ยนแปลงใดๆ”

ความหวังของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อเขตการค้าเสรี

นอกจากตลาดสินค้าข้าวของเครื่องใช้แล้ว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ยังเป็นอุตสาหกรรมที่อยากมีส่วนร่วมหลังการเปิดเสรีทางการค้า เนื่องจากอาเซียนนับเป็นตลาดการท่องเที่ยวหลักของชาวจีน นางเฉิน ลี่ฮุยเจ้าของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์ “ปัจจุบันบริษัทท่องเที่ยวพยายามแนะนำการท่องเที่ยวทางอาเซียนแบบหนึ่งเส้นทางห้าประเทศ ห้าประเทศได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ประเทศไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม แต่ยังไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเนื่องจาก ต้องใช้ระยะเวลาในการท่องเที่ยวนาน และค่อนข้างมีปัญหาในการทำวีซ่า ในขณะเดียวกันยังมีบางประเทศ เช่น ลาว พม่า กัมพูชา ยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยว

ดังนั้นในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยว หวังว่าหลังการเปิดการค้าเสรี ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะมีนโยบายไม่เก็บค่าวีซ่าท่องเที่ยว เชื่อว่านโยบายนี้จะส่งเสริมให้การท่องเที่ยวระหว่างประชากรในภูมิภาคอาเซียน-จีนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา หากดูจากสถิติแล้วจะพบว่าประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ ไทย มาเลเซียล้วนเป็นประเทศอันดับต้นๆที่ชาวจีนเลือกที่จะเดินทางไป

ในขณะที่นางเฉิน ชุนยวิน เจ้าของบริษัทการท่องเที่ยวเซี่ยหังกลับให้ความเห็นว่า “อยากให้ประเทศกลุ่มอาเซียนยกเลิกการทำวีซ่าท่องเที่ยว หรือทำวีซ่าประเทศหนึ่งสามารถท่องเที่ยวได้ทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากลูกค้าสามารถเลือกเดินทางไปไหนก็ได้ในอาเซียนอย่างอิสระ เพียงแค่ซื้อตั๋วเครื่องบินและจองที่พักก็สามารถเดินทางได้แล้ว นอกจากนี้ค่าทำวีซ่า มีเพียงประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ที่นับว่าไม่แพง โดยเฉพาะประเทศไทยที่ปัจจุบันไม่เก็บค่่าวีซ่าท่องเที่ยว แต่ประเทศอื่นในอาเซียนกลับเก็บค่าวีซ่าในราคาค่อนข้างสูง เช่น ค่าวีซ่าของฟิลิปปินส์ 400 หยวน กัมพูชา 450 หยวน อินโดนีเซีย 500 หยวน เวียดนาม 450 หยวน ทำให้นักท่องเที่ยวที่คิดจะไปท่องเที่ยวมากกว่าหนึ่งประเทศในทริปเดียว ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการทำวีซ่า”

อย่างไรก็ตามนโยบายการไม่ต้องทำวีซ่าท่องเที่ยวระหว่างประเทศในเขตการค้าเสรีนั้นยังถือว่าเป็นเพียงแนวคิดก้าวแรก แต่อย่างไรก็ตามบริษัทท่องเที่ยวต่างๆก็ยังหวังว่าจะเป็นความจริงได้ในอนาคต

การค้าเสรีขยายขอบเขตทางการศึกษา

การค้าเสรีจะช่วยส่งเสริมให้มีการเดินทางไปศึกษาต่อในภูมิภาคอาเซียน-จีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาจากอาเซียนมาเรียนที่ประเทศจีน หรือนักศึกษาจีนไปเรียนที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในทัศนะของชาวจีน ประเทศอาเซียน เช่น สิงคโปร มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่อยู่ในการปกครองของชาวตะวันตกมาก่อน มีอาจาร์ยจากทางประเทศตะวันตกมาประจำตามสถานศึกษาเป็นจำนวนมาก และในอนาคตหากมีการเปิดการค้าเสรีแล้ว ประเทศเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่จะเป็นตลาดส่งออกหรือนำเข้าที่สำคัญของประเทศจีน นอกจากนี้ค่าครองชีพในกลุ่มประเทศอาเซียนก็ไม่ต่างจากประเทศจีนมากนัก ดังนั้นการส่งลูกหลานมาศึกษาในอาเซียน จึงนับเป็นการลงทุนที่คุ้มค้าของพ่อแม่ชาวจีน

การค้าเสรีกับเมืองเซี่ยเหมิน

สำนักงานพัฒนาการค้าเมืองเซี่ยเหมินรายงานการค้าระหว่างเมืองเซี่ยเหมินกับอาเซียนมีมูลค่าร้อยละ 10 ของการค้าเมืองเซี่ยเหมินกับทั่วโลก ถือเป็นอันดับสี่รองจาก ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น แต่มีอัตราเติบโตร้อยละ 24.3

สำนักงานพัฒนาการค้าเมืองเซี่ยเหมินวิเคราะห์ว่า การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีนน่าจะเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน ปัจจุบันประเทศมาเลเซีย ไทย สิงคโปรเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าดิจิตอลและชิ้นส่วนอะไหล่ ส่วนประเทศอินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติมาก และเป็นผู้ส่งออกสินค้าประเภทวัตถูดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น เม็ดพลาสติกมาที่เซี่ยเหมิน ส่วนเซี่ยเหมินก็เป็นผู้กระจายวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอะไหล่เหล่านั้นไปตามพื้นที่รอบข้าง เพื่อนำไปประกอบกับชิ้นส่วนที่ผลิตได้ในท้องถิ่น ออกมาเป็นสินค้าไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ประเภทต่างๆ อะไหล่รถยนต์ อุปกรณ์ประปา หลอดประหยัดไฟ ร่ม ชุดป้องกันไฟ ส่งออกไปทั่วโลก ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการเปิดเสรีทางการค้าเป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้การเปิดเสรีทางการค้าเมืองเซี่ยเหมินเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ ทุนจากไต้หวันเข้ามาลงทุนที่มณฑลฝูเจี้ยนมากขึ้น เนื่องจากไต้หวันยังไม่ได้เปิดเสรีทางการค้ากับอาเซียน จึงจำเป็นที่จะต้องหาช่องทางที่จะใช้สิทธิประโยชน์นี้ในการทำการค้ากับอาเซียนและจีน

บทสรุป

การเปิดเสรีทางการค้าเป็นเป็นการเพิ่มตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นที่นิยมของชาวจีนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ทุเรียน ทุเรียนกรอบ ฯลฯ แต่สินค้าเหล่านี้ก็ยังเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากจีน ไม่ว่าจะเป็นภาษีท้องถิ่น การตรวจสารปลอมปน แต่อย่างไรก็ดี สินค้าทางการเกษตรหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ในเรื่องของการแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ให้มีความสวยทันสมัย ปรับให้เข้ากับรสนิยมของคนจีน เช่น การทำบรรจุภัณฑ์ให้เข้ากับเทศกาลตรุจจีนหรือเทศกาลต่างๆ สามารถมอบให้เป็นของขวัญได้ จะยิ่งสร้างโอกาสให้สินค้าจากประเทศไทยสามารถเข้ามาทำตลาดในจีนได้ อีกทั้งการทำสินค้าให้มีความแตกต่าง เช่น การใช้สีธรรมชาติที่ได้จากสมุนไพรไทยใส่เข้าไปในข้าวหอมมะลิ ทำให้มีสีสันที่สวยงาม เช่น ใส่สีม่วงจากดอกอัญชัน ทำบรรจุภัณฑ์ให้ข้าวมีหลากสี ก็น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

ส่วนสินค้าประเภทอื่น เช่น สินค้าอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทยอาจจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วน อะไหล่เข้ามาประกอบในประเทศ แทนเป็นผู้ผลิตทุกชิ้นส่วนทั้งหมด หรือเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้กับผู้ประกอบการจีน เน้นสร้างความร่วมมือในการลงทุนระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ

แหล่งข้อมูล

หนังสือพิมพ์เซี่ยเหมินยื่อเป้า(厦门日报) ฉบับวันที่ 15 มกราคม 2553

หนังสือพิมพ์ฝูโจวยื่อเป้า(福州日报) ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2553

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ www.thaifta.com [6]

กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th [7]